หยางหว่านซิ่วเรียกอารองจิ่งมาช่วยจัดการ ระหว่างทางที่พวกเขากลับมามีความเคลื่อนไหวเสียงดังพอสมควร หมูป่าเป็นของหายาก ไม่นานคนทั้งหมู่บ้านก็จะรู้ว่าบ้านตระกูลจิ่งได้หมูป่าตัวใหญ่จากป่ากลับมา
ในยุคสมัยนี้ไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไร การเก็บซากหมูป่ากลับมาถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก ไม่นานชาวบ้านก็มามุงดูด้วยความตื่นเต้น พากันชื่นชมว่าพวกเขาโชคดีที่เก็บหมูป่าตัวใหญ่กลับมาได้
หยางหว่านซิ่วต้มน้ำหม้อใหญ่ไว้เพื่อลวกขนหมูป่า ส่วนอารองจิ่งช่วยผ่าท้องและชำแหละหมูป่า
มีชาวบ้านคนหนึ่งถามว่า “อาจิ่ง เนื้อหมูป่าตัวนี้ขายไหม?”
หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้บ้านตระกูลจิ่งคงกินไม่หมด ราคาหมูป่าในตลาดตอนนี้ประมาณจินละเจ็ดเหมาแปดเฟิน (0.78 หยวน) จิ่งจงอี้จึงตัดสินใจพูดว่า “ขายแน่นอน หมูตัวนี้ตอนที่ลากกลับมายังมีเลือดไหลอยู่เลย เพิ่งตายใหม่ๆ เนื้อสดมาก เนื้อหนึ่งจินเจ็ดเหมาแล้วกัน!”
ราคานี้ถือว่าถูกกว่าราคาตลาดพอสมควร ชาวบ้านหลายคนต่างก็ร้องขอซื้อ
วันนี้จิ่งเยี่ยนกุยขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาได้ไม่มากนัก แถมในป่ายังมีอันตรายต่างๆ มากมาย ช่วงนี้เธอจึงไม่กล้าเข้าไปในป่าอีก เมื่อเห็นชาวบ้านเหล่านี้เธอก็เกิดความคิดขึ้นมา จึงให้หยางหว่านซิ่วถามชาวบ้านว่ามีไข่ไก่ขายหรือไม่
พอเธอพูดจบ หยางหว่านซิ่วก็เห็นด้วย เธออยากทำอะไรก็ปล่อยให้เธอทำไป
หลังจากที่ทำความสะอาดหมูป่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หยางหว่านซิ่วก็ให้อารองจิ่งหั่นเนื้อขาหลังหมูป่าส่วนหนึ่งให้จิ่งเยี่ยนกุยเอาไปให้บ้านตระกูลฟาง จิ่งเยี่ยนกุยชะงักไปชั่วขณะ หยางหว่านซิ่วมองเธอด้วยสายตาดุๆ “มัวทำอะไรอยู่น่ะ แกหมั้นกับฟางเสียนจือแล้ว ควรไปมาหาสู่กันบ่อยๆ สิ”
เนื้อที่บ้านตระกูลฟางส่งมาให้ในงานหมั้นไม่ควรส่งกลับไป แต่เนื้อหมูป่าที่เพิ่งได้มาวันนี้ส่งไปได้
จิ่งเยี่ยนกุยส่งเสียง "อืม" ก่อนจะอุ้มขาหมูที่มีน้ำหนักเกือบยี่สิบจินด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่เมื่อถูกหยางหว่านซิ่วจ้องอยู่ก็จำต้องไปส่งขาหมูให้บ้านตระกูลฟาง
วันนี้ฟางเสียนจือไม่ได้อยู่บ้าน มีแค่เจียงอี่โหลวที่อยู่คนเดียว เธอได้ยินเรื่องที่บ้านตระกูลจิ่งไปเจอหมูป่าตัวใหญ่ในภูเขาแล้ว พอเห็นจิ่งเยี่ยนกุยอุ้มเนื้อชิ้นใหญ่ก็เดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น “ทำไมถึงส่งเนื้อมาเยอะขนาดนี้ เก็บไว้ขายเอาเงินดีกว่า”
เจียงอี่โหลวรู้ฐานะของบ้านตระกูลจิ่งดี จิ่งเยี่ยนกุยในตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่กับปู่ย่า ซึ่งถือว่าเป็นครอบครัวคนชราและเด็กที่อ่อนแอ เนื้อพวกนี้สำหรับบ้านตระกูลฟางแล้วไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่สำหรับบ้านตระกูลจิ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
จิ่งเยี่ยนกุยยกยิ้มแล้วพูดว่า “ย่าบอกว่าเนื้อหมูในบ้านหาซื้อง่าย แต่เนื้อหมูป่าหายาก เลยอยากให้หนูเอามาให้คุณป้าลองชิมดูค่ะ”
คำพูดของเธอไพเราะน่าฟัง ถึงแม้เจียงอี่โหลวจะไม่สนใจเนื้อแค่นี้ แต่ก็รู้สึกว่าทั้งสามคนในบ้านตระกูลจิ่งยังคงน่ารักน่าเอ็นดู เธอยกยิ้มแล้วพูดว่า “ชิมแค่ไม่กี่จินก็พอ เนื้อเยอะขนาดนี้จะกินหมดได้ยังไง”
“ถ้ากินไม่หมดก็เอาไปแขวนเก็บไว้ในบ่อน้ำได้นะคะ แค่โรยเกลือไว้สามสี่วันก็ไม่เสียค่ะ ค่อยๆ กินไปนะคะ” จิ่งเยี่ยนกุยพูดอย่างร่าเริง
เจียงอี่โหลวเห็นว่าถึงแม้บนหัวของเธอยังมีผ้าพันแผลอยู่ แต่สีหน้าก็ดูดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนที่บาดเจ็บ รูปร่างหน้าตาดีดูอ่อนหวาน ดวงตากลมโตก็สดใส ยิ่งทำให้ผู้คนชื่นชอบหล่อนโดยไม่รู้ตัว เธอจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงชอบไปที่บ้านเก่าตระกูลจิ่งนัก
เจียงอี่โหลวมองเธอแล้วพูดว่า “ได้ยินว่าหมูป่าตัวนี้เธอเป็นคนเจอก่อน เธอเจ็บหนักขนาดนั้น ทำไมไม่พักผ่อนอยู่บ้าน”
“ขอบคุณป้าเจียงที่เป็นห่วงค่ะ ช่วงนี้หนูอยู่บ้านทุกวันเลยรู้สึกเบื่อๆ วันนี้รู้สึกดีขึ้นเลยไปเก็บสมุนไพรในป่า ถือว่าโชคดีนะคะ เจอหมูป่าพอดีเลย” จิ่งเยี่ยนกุยพูดทั้งรอยยิ้ม
เจียงอี่โหลวเห็นว่าเธอมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูและรู้จักรุกรู้จักถอย ความคิดที่อยู่ในใจนั้นกลับรู้สึกว่ามันไม่เหมาะที่จะพูดออกมา
เมื่อเห็นเจียงอี่โหลวมีท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง จิ่งเยี่ยนกุยก็พอจะเดาใจได้ พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ เธอจึงพูดว่า “ป้าเจียงคะ เรื่องที่หนูบอกไปครั้งก่อน ถ้าป้าไม่สบายใจ หนูจะเขียนรับรองให้อีกฉบับก็ได้นะคะ ป้าเก็บไว้ดีๆ เรื่องนี้หนูจะไม่บอกฟางเสียนจือแน่นอนค่ะ”
“ถ้าหนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ หนูจะขอถอนหมั้นเองค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทีที่จริงใจของเธอแบบนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปหน่อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “หนูเป็นเด็กดีนะ ฉันก็หวังว่าเราจะได้เป็นแม่ยายลูกสะใภ้กัน”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้มหวานให้เธอ “วันนี้ที่บ้านมีเรื่องเยอะแยะ ต้องกลับไปช่วยงานปู่กับย่าอีก หนูขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะป้าเจียง”
เจียงอี่โหลวพยักหน้าเบาๆ มองเนื้อชิ้นใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วถอนหายใจยาวออกมา
จิ่งเยี่ยนกุยกลับมาถึงบ้านเก่าก็พบว่าเนื้อหมูป่าถูกขายไปเกือบหมดแล้ว หยางหว่านซิ่วเหลือเนื้อสามชั้น ขาหมูทั้งสี่ข้าง และเครื่องในหมูไว้
เธอสังเกตเห็นสีหน้าของหยางหว่านซิ่วสีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก เธอจึงเดินเข้าไปถามว่า “ย่าคะ เป็นอะไรเหรอคะ?”
หยางหว่านซิ่วถอนหายใจแล้วพูดว่า “แม่แกเพิ่งมาเมื่อกี้ ได้ยินว่าแกเป็นคนเจอหมูป่า ก็มาขอเงินขายหมูจากย่า พอไม่ให้ หล่อนก็เลยเอาเนื้อไปสิบกว่าจิน บอกว่าจะเอาไปบำรุงร่างกายหลิวหยาง”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าเรื่องนี้สมกับเป็นนิสัยของหลิวชุนฮวาจริงๆ ท่าทางของเธอดูสงบ แต่หยางหว่านซิ่วกลับโมโหแล้วพูดว่า “ช่างเถอะ ถือว่าให้อาหารหมาไปแล้วกัน”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกขำ จึงปลอบหยางหว่านซิ่ว “ย่าคะ แม่ก็เป็นแบบนั้นมาตลอด ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกค่ะ”
หยางหว่านซิ่วยกยิ้ม ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถึงจะโดนรบกวนแบบนี้ แต่หมูป่าตัวนี้ก็ขายได้เงินมาหนึ่งร้อยห้าสิบกว่าหยวน แถมยังซื้อไข่มาได้อีกร้อยกว่าฟอง ดังนั้นเงินสดจึงยังมีเหลืออยู่ประมาณหนึ่งร้อยสี่สิบสองหยวน
ในขณะเดียวกันก็ยังเหลือเนื้อบางส่วนไว้กิน ถือว่าเป็นลาภลอยที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของสองปู่ย่าได้เลย
หยางหว่านซิ่วเอาเครื่องในหมูทั้งหมดให้อารองจิ่งเอาไปทำกินเอง อารองจิ่งเป็นคนรู้จักพอ จึงแบกเครื่องในหมูกลับไปอย่างมีความสุข
จิ่งเยี่ยนกุยหันไปเห็นลูกหมาตัวน้อยกำลังกัดจมูกหมูอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วถึงกับร้องไม่ออก จึงใช้มีดหั่นเนื้อให้มันกิน แต่ฟันของมันยังขึ้นไม่เต็มที่ แม้จะหั่นจมูกหมูออกมาแล้ว มันก็ยังกัดไม่เข้า
ลูกหมาตัวน้อยช่างน่ารักและเข้าใจภาษาคนเหลือเกิน หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ต่างก็ชอบมันมาก เวลากินข้าวก็ตักข้าวสวยให้มันหนึ่งชาม แต่มันกลับไม่ชอบ ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมกิน กลับมาคลอเคลียที่ขาของจิ่งเยี่ยนกุยแล้วส่งเสียงร้อง
จิ่งเยี่ยนกุยที่ไม่มีทางเลือกจึงต้องเอาจมูกหมูไปต้มแล้วสับละเอียดให้มันกิน แต่พอมันได้กลิ่นก็ทำหน้าตารังเกียจ
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะอย่างขำขันกับท่าทางของมัน พยายามเลี้ยงมันอยู่นาน ก็รู้ว่ามันเป็นหมาที่เลือกกิน เธอไม่ชอบสัตว์ที่เลือกกินแบบนี้ เลยคร้านจะสนใจมัน แต่ลูกหมาน้อยก็ยังมานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ และมองมาด้วยสายตาน่าสงสาร
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกกระดากอายเพราะถูกสุนัขมองอย่างนั้น ราวกับว่าการปล่อยให้ลูกสุนัขตัวน้อยท้องกิ่วเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างไรอย่างนั้น เธอจึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็แอบหยางหว่านซิ่วเติมน้ำจากมิติลงในชามของมัน