พิชิตรักกำแพงใจ(จบ)

    6:ตามใจมู๋ธัน

    “โอ้โห พอตกแต่งเสร็จแล้วน่าอยู่จัง” ภู่กันต์ทิ้งกระเป๋าเดินทัวร์ไปทั่วห้องอย่างกับเด็กเล็ก
    “แล้ว กล่องพวกนี้มันอะไรกัน” คนตัวใหญ่วนเวียนมาหยุดอยู่ที่กล่องขนาดกลางราวๆสิบใบ ที่เรียงอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างผนังห้อง
    “ของใช้ฉันเอง ส่งตามหลังมาจากแคนนาดา” ธันวาไขข้อข้องใจให้คนขี้สงสัย พลางทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตัวเล็กด้วยความเหนื่อยล้า
    “ชีวิตอันแสนสงบของฉัน คงไม่เป็นอย่างที่คิดแล้วสิ” เขาพึมพำขณะที่ด้านหลังก็มีเสียงรื้อค้น ยกกล่องสลับไปมา ธันวาค่อยๆเอียงตัวลงนอนช้าๆด้วยสีหน้าหมดอาลัย เมื่อภู่กันต์เหนื่อยกับการรื้อข้าวของ ก็เปลี่ยนความสนใจมาที่ธันวา เขานั่งลงข้างๆคนที่นอนเอนตัวไปอีกฝั่ง
    “หาอะไรกินกันเถอะ” เพราะสูญเสียพลังงานไปค่อยข้างเยอะ และตอนนี้ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ความหิวเริ่มเล่นงาน แม้กระทั่งธันวาเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน
    ทั้งคู่เดินอยู่นานก็มาจบที่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ภู่กันต์กินไปยิ้มไปเมื่อนึกถึงตอนเรียน ก่อนกลับบ้านต้องแวะกินก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นประจำ
    “อ้า แน่นท้อง” คนตัวใหญ่นั่งลูบท้องเอนตัวชิดเก้าอี้ จะไม่แน่นยังไงไหวก็เล่นกินหมดไปถึงสองชามใหญ่ๆ ท่าทางของคนตรงหน้าทำให้ธันวาอดยิ้มไม่ได้ เพราะความตระกระไม่รู้จักประมาณตนของอีกฝ่าย ขากลับธันวาเกิดอยากกินอะไรหวานๆขึ้นมา จึงแวะร้านสะดวกซื้อได้ไอศกรีมมาหนึ่งโคน เขาสาวเท้าช้าๆพร้อมกับกินไอศกรีมไปด้วย จู่ๆก็มีแรงสะกิดที่ไหล่ด้านขวา เขาหันไปมองกลับไม่เห็นใคร แต่พอหันกลับมาก็เจอกับใบหน้าคมที่กำลังแอบขโมยกินไอศกรีมที่อยู่ห่างจากริมฝีปากของเขาเพียงเล็กน้อย สร้างความตกใจให้ธันวาเป็นอย่างมากหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แม้แต่อากาศที่หนาวเย็นของต้นปี ในตอนนี้ยังไม่สามารถควบคุมความร้อนระอุที่พลุกพล่านอยู่ในตัวของธันวาได้
    “ทำอะไรของนาย ไหนบอกแน่นท้อง” ธันวาทิ้งคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบและสาวเท้าเร็วขึ้น เพื่อรีบไปให้ห่างจากอีกคนที่เป็นต้นเหตุของอาการใจสั่น และไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของฝูงชน ส่วนคนที่ก่อกวนก็เดินยิ้มร่าหัวเราะในลำคอ ภู่กันต์สมใจรู้สึกถึงชัยชนะอีกขั้นหนึ่ง
    ในห้องนอนโทนสีเทาหม่นของหนุ่มโสด ตกแต่งเรียบง่ายตามประสาคนรักสันโดษ บนเตียงใหญ่พบชายหนุ่มร่างสูงใช้มือข้างขวากุมไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายนอนอยู่ฝั่งขวาของเตียง หัวใจที่เต้นระรัวแม้เวลาจะผ่านมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่ใบหน้าคมของคนตัวใหญ่ก็ยังตราตรึงอยู่ไม่ยอมเลือนหายเสียที นี่เป็นครั้งที่สามในรอบสามปีที่เขาสบตากับสายตาคมกริบนั้น ถึงจะเป็นเวลาแค่ชั่วขณะ แม้จะแกล้งไม่แสดงอาการอะไร แต่หัวใจก็รู้สึกทุกครั้ง และครั้งนี้เขาจดจำได้ขึ้นใจที่สุด เพราะเป็นครั้งแรกที่อีกคนจงใจให้เกิดไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญหรืออุบัติเหตุ เขากำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้คงที่
    “นอนด้วยนะ” มัวแต่กำหนดจิตตัวเองจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง รู้ตัวอีกทีก็มีอีกคนทิ้งตัวลงนอนข้างๆแล้ว ธันวาดีดตัวนั่งโดยอัตโนมัติ มองภู่กันต์ที่นอนเหยียดขายาวใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเขาด้วยสีหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไร
    “ไม่อยากนอนคนเดียวนะ มันฟุ้งซ่าน” ภู่กันต์ยิ้มแหยๆคล้ายกับเป็นคำขอบคุณเมื่ออีกคนไม่ได้ว่าอะไร ความคิดในตอนนี้เมื่อได้เริ่มไปแล้วก็จะไม่ยอมถอย และอยากให้อีกคนรับรู้ถึงความรู้สึกที่กำลังเริ่มต้นของตัวเอง แทนที่จะนอนคิดถึงอยู่คนเดียวไม่สู้มานอนอยู่ข้างๆจะดีกว่า เตียงที่ว่าใหญ่เมื่อชายฉกรรจ์นอนร่วมกันถึงสองคนแล้วก็ดูเล็กไปในทันที ส่วนธันวาก็ทำได้แค่นิ่งเฉยไม่ได้คิดจะปรามการกระทำของอีกคน เพียงแค่หาวิธีควบคุมความรู้สึกตัวเองก็เหนื่อยใจจนผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น
    ณ.ร้านกาแฟ ใกล้คอนโด เป็นสถานที่นัดพบระหว่างผู้จัดการพี่ลูกแก้วและนักแสดงในสังกัดผู้ที่มีหน้าตาอันโดดเด่นและบุคลิกที่งามสง่าอย่างธันวา เมื่อข่าวที่ชายหนุ่มเซนต์สัญญาในสังกัดของพี่ลูกแก้วได้แพร่สะพัดออกไป คนวงในต่างส่งบทการแสดงที่หลากหลายมาให้เขาเลือก สุดท้ายมาจบอยู่ที่บทละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของการนัดพบกันในครั้งนี้ของทั้งคู่
    “บทนี้เหมาะมาก ทั้งบุคลิก ความมีมิติของตัวละคร พล๊อตเรื่องชวนติดตามอีก ผู้จัดเขารีเควสมา ว่าต้องน้องธันเท่านั้น อ่านแล้วเป็นไงบ้าง ตกลงเลยไหม” พี่ลูกแก้วพูดพลางจิบกาแฟไปพลาง ออกตัวสนับสนุนกับบทนี้อย่างเต็มที่
    “เท่าที่อ่านคร่าวๆ จากหลายๆเรื่องที่ส่งมา บทหมอตุลย์แผนกนิติวิทย์ประจำกองปราบนี้ผมสนใจมาก ผมตกลงรับเรื่องนี้ครับ”
    ‘สืบสวนสำนวนแค้น’ นวนิยายแนวสืบสวนแค่ชื่อเรื่องก็น่าสนใจแล้ว ด้วยพล๊อตเรื่องที่น่าค้นหามีมิติ และให้ความรู้สึกตรงใจอีก
    “ที่สำคัญนะคนที่มารับบทหมอเพลงก็คือน้องมิ้งค์ดาราดังด้วยนะ” ซึ่งเป็นอีกบทที่เด่นไม่แพ้กัน ด้วยเนื้อเรื่องที่มีบทเด่นอยู่สามคนไม่มีพระนาง โดยที่ทั้งสามเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก
    “แต่บทผู้กอง กองปราบนี้สิ ยังหานักแสดงไม่ได้เลย พี่หละหนักใจเพราะตัวละครตัวนี้ต้องเป็นคู่หูกับหมอตุลย์ที่ต้องทำงานร่วมกัน ทางผู้จัดก็เลยเปิดโอกาสให้พี่ส่งตัวนักแสดงในสังกัดเต็มที่ แต่เท่าที่มีพี่ยังมองไม่เห็นเลย ผู้กองมาดเข้มจะลงที่ใครนะ” ท่าทางหนักใจของพี่ลูกแก้ว ชายตาออกไปนอกร้านเผื่อจะเจอดาวดวงใหม่ที่แม้จะมีโอกาสอยู่น้อยนิดแค่ไม่กี่เปอร์เซนต์ก็เถอะ ใช่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ณ.มุมต้นไม้ข้างร้าน หนุ่มมาดเซอร์ใส่เสื้อแจ๊กเก็ตหนังสีดำ กางเกงยีนรัดรูป สวมรองเท้าบูทสั้นนั่งกดมือถืออยู่บนบิ๊กไบท์คันงาม ‘เท่ห์อ่ะ’ ความคิดแวบแรกที่พี่ลูกแก้วนิยามให้ชายคนนี้ เมื่อฉุกคิดขึ้นได้พี่ลูกแก้วก็ลุกพรวดวิ่งแจ้นออกนอกร้านมุ่งหน้าไปทางชายคนดังกล่าว จนธันวาเองก็ตกใจกับอาการ จนต้องลุกขึ้นยืนชะเง้อตามหลังพี่แก
    “น้องคะ” ภู่กันต์เงยหน้ามองตามเสียงเรียก ภาพที่เห็นคือผู้ชายร่างท้วมแต่งตัวด้วยเสือผ้าสีฉูดฉาดกำลังวิ่งมาทางภู่กันต์ด้วยความเร็ว หันซ้ายมองขวาในบริเวณโดยรอบก็ไม่มีใครนอกจากเขา
    “เรียกผมหรอครับ?” ภู่กันต์เลิกคิ้วถามคนตรงหน้าด้วยสีหน้างุนงง
    “ใช่ เรียกน้องนั่นแหล่ะ จำพี่ได้ไหม อดีตผู้จัดการน้องมิ้งค์ไง ที่เคยทาบทามน้องเมื่อนานมาแล้ว” ก่อนหน้านี้ตอนที่พี่ลูกแก้วยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวของมารียาอยู่นั้น เคยเอ่ยทาบทามภู่กันต์ที่ตอนนั้นรู้จักกันในฐานะเพื่อนของมารียา แต่ถูกเจ้าตัวปฏิเสธเพราะไม่ชอบงานในวงการ
    “อ๋อ จำได้ครับ ว่าแต่พี่มีอะไรกับผมหรอ”
    “ตอนนี้สนใจยัง พี่มีบทที่น่าสนใจมาเสนอให้ ลองอ่านก่อนนะ พิจารณาหน่อยเถอะ พลีส” สีหน้าท่าทางน้ำเสียงที่อ้อนวอนของคนที่มีอายุแทนที่จะน่ารักกลับทำให้น่าขำมากกว่า
    “นะ” พี่ลูกแก้วรีบดึงแขนภู่กันต์ ลากเขาเข้าร้านกาแฟโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันตั้งตัว จึงต้องเดินตามด้วยความว่าง่ายใช่ว่าไม่สามารถต้านแรงของพี่แกได้ แต่มีคนหนึ่งที่คุ้นเคยนั่งรอในร้านอยู่แล้ว คนที่เป็นเป้าหมายของเขา คนที่ออกมาข้างนอกโดยที่ไม่บอกกันสักคำ คนที่เขากำลังจะโทรหา เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงโต๊ะที่ธันวานั่งอยู่ก่อนแล้ว พีลูกแก้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมเพิ่มเติมคืออีกคนที่มานั่งอยู่ข้างๆธันวา พี่ลูกแก้วรีบกูลีกูจอเอาบทผู้กองกองปราบให้ภู่กันต์อ่านดู
    “มู๋ธันว่าไง?” ภู่กันต์แทบไม่ได้อ่านแม้แต่ตัวหนังสือเดียวเพียงแค่เปิดผ่านๆเท่านั้นแล้วหันมาถามคนที่อยู่ข้างๆแทน
    “ทั่งคู่รู้จักกันหรอ” พี่ลูกแก้วถามด้วยคามแปลกใจ
    “ครับ เราเป็นเพื่อนสนิทกัน ตั้งแต่สมัยมัธยม” ภู่กันต์คลายข้อสงสัยให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
    “อ๋อ มีเพื่อนหล่อบอกต่อพี่ด้วย” รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของพี่ลูกแก้ว เพียงแค่คิดว่างานนี้คงเกลี้ยกล่อมไม่ยากแล้ว
    “นายเองก็พึ่งตกงานไม่ใช่เหรอ จะลองดูก็ได้ แต่ต้องแสดงร่วมกับมิ้งค์นะ นายไหวหรอ?” สายตาเฉยชาหันไปสบตากับดวงตาของภู่กันต์ที่ดูเหมือนจะนิ่งไปเมื่อเขาเอ่ยถึงมารียาอดีตคนเคยรัก
    “ตกลงครับ ตามใจมู๋ธัน” ภู่กันต์ใช้เวลาคิดไม่ถึงนาทีก็ตอบตกลงโดยง่าย
    “โหย ตกลงตามนี้นะพี่จะไปแจ้งข่าวดีกับผู้จัดก่อน แล้วเดี๋ยวพี่โทรนัดเซนต์สัญญานะน้องกันต์” อาการดีใจออกนอกหน้าจนทำอะไรไม่ถูก กึ่งเดินกึ่งวิ่งพร้อมกับยกมือถือขึ้นโทรหาใครสักคน มุ่งหน้าออกจากร้านไป ไม่แปลกที่พี่แกจะดีใจขนาดนี้เพราะแกค่อนข้างทุ่มเทกับงานและผู้จัดคนนี้มีพระคุณกับพี่ลูกแก้วเป็นอย่างมาก เพราะเคยช่วยเหลือหลายๆอย่างจนประสบความสำเร็จดั่งเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้นแล้วเมื่อผู้จัดคนนี้ต้องการอะไร ติดขัดตรงไหนขอแค่บอก พี่ลูกแก้วพร้อมจะออกตัวช่วยเสมอ
    “ไม่เป็นไรแน่นะ ถ้ายังไม่พร้อมจะปฏิเสธก็ได้” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ในใจก็แอบหวั่นๆ
    “ก็แค่อดีต มันผ่านมาแล้ว ถึงจะยังไม่นานก็เถอะ แต่จะรอถึงเมื่อไหร่ถึงจะพร้อมจริงๆล่ะ ตอนนี้ผมค่อนข้างจะเป็นปกติเกือบจะร้อยเปอร์เซนต์แล้ว เฮ้อ” ถึงจะบอกไปแบบนั้น แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะทำหน้ายังไงเมื่อเจอกัน
    “กลับกันเถอะ เพราะมู๋ธันออกมานาน ผมเลยต้องมาตาม” ธันวาเดินตามภู่กันต์อย่างว่าง่าย