ค่าเงินที่อาณาจักรแห่งแสงใช้คือเหรียญที่เรียกแทนค่าว่าเซต้าโดยค่าเงินเซต้านั้นจะเป็เหรียญที่ทั้งหมด มีเหรียญแทนค่าอยู่ในหลักหน่วย สิบและร้อย แบ่งได้ตามสีของแร่ที่ถูกนำมาผลิตเป็เหรียญนั้นๆ
ในวันนี้ระหว่างทางกลับบ้านเมฆแวะซื้อของเพื่อกลับมาทำอาหารเช่นเคย เหมือนที่เคยทำในทุกๆ วันแต่วันนี้เขาใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองมากกว่าปกตินิดหน่อยเพราะวันนี้เขาได้เงินมามากน่าดู นับๆ ดูแล้วก็ประมาณ 100 กว่าเซต้าเห็นจะได้
ถ้าจะเทียบกับงานเก็บสมุนไพรที่เขาทำประจำค่าตอบแทนของงานพวกนั้นมากสุดก็ประมาณ 5 เซต้าเท่านั้นเอง และด้วยจำนวนเงินที่ได้จากภารกิจเพียงเท่านี้ทำให้เขาเหลือเงินเก็บในแต่ละวันเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
เมฆเดินกลับมาถึงที่พักของเขาซึ่งเป็ห้องแถวเล็กๆที่อาณาจักรแห่งแสงสร้างไว้ให้กับผู้เกิดใหม่โชคดีที่ตอนนี้มีผู้เกิดใหม่จำนวนไม่มากนัก และตอนนี้ดูเหมือนว่ากว่าจะมีผู้มาเกิดใหม่สักคนนั้นทิ้งเวลาค่อนข้างนานทำให้ที่พักยังมีให้เหลือเฟือ
แต่ปัญหาคือมันไม่ฟรี มันมีค่าเช่าด้วยถ้าไม่มีเงินจ่ายก็ต้องถูกทางส่วนกลางของอาณาจักรที่จัดสรรที่อยู่ขับไล่ออกไปเขาเลยต้องออกไปทำภารกิจแทบทุกวันเพื่อให้มีเงินมาจ่ายค่าเช่า
ถึงจะอย่างนั้นแล้วค่าเช่าห้องในเดือนนี้ก็เกือบจะไม่พอจ่ายเลยด้วยซ้ำชีวิตของคนแร้งค์ต่ำที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากท้องตัวเองช่างเหนื่อยเหลือเกิน
ยิ่งพอมาคิดว่าเขาไม่มีทางเลื่อนแรงค์ไปสูงกว่านี้ได้แล้วก็น่าหดหู่
แต่ช่างปะไรเงินที่ได้มาวันนี้วันเดียวก็พอจะทำให้เขาใช้ชีวิตโดยไม่เดือดร้อนไปได้อีกหลายเดือนเลยล่ะ
นอกจากนี้แล้วยังมีกระดาษเวทเคลื่อนย้ายที่เขาสามารถเอาไปขายได้อีกแต่ก็คิดว่าอันนั้นเอาไว้จวนตัวแล้วกัน ถ้ายังไม่เดือดร้อนจริงๆคงยังไม่รีบเอาไปขาย ยังไงซะมันก็เป็อาติแฟกล้ำค่าอยู่แล้ว
พอเปิดห้องมา เมฆก็ได้พบกับภาพที่คุ้นเคยตะเกียงไฟภายในห้องทุกอันถูกจุดไว้แล้วเรียบร้อยทำให้ในห้องสว่างโร่
“ยินดีต้อนรับกลับจ่ะ ที่รัก”
ภาพที่เมฆเห็นคือไอซ์ที่นอนหันข้างอยู่บนเตียงพร้อมกับกล่าวทักทายเมฆที่เพิ่งกลับมาถึงด้วยคำหวานหูที่ชวนขนลุก
“ต่อให้นายมีกุญแจก็อย่ามาเข้าห้องคนอื่นตามใจชอบสิฟะแล้วก็อย่าพูดแบบนั้นด้วย มันน่าขนลุก”
ไอซ์ยิ้ม ลุกขึ้นมานั่งก่อนจะพูดขึ้น
“แล้ววั้นนี้มีอะไรกินล่ะ?”
เหตุผลที่ไอซ์มาหาเมฆคือมาหาข้าวกิน
ต่อให้เมฆจะรู้อยู่แล้วว่าไอซ์มาหาเขาทำไมเพราะเป็เื่ปกติอยู่แล้วที่เ้านี่จะโผล่มาเกือบทุกๆ เย็นแต่ก็อดจะหน่ายใจกับเพื่อนตัวเองไม่ได้
“จะโลกเก่า หรือโลกใหม่ทำไมฉันต้องมาทำอาหารให้นายกินตลอดเลยด้วยเนี่ยเป็หัวหน้าหน่วยทั้งทีก็ออกไปใช้เงินให้สมฐานะหน่อยดิเฮ้ย”
ั้แ่สมัยก่อนจะเกิดใหม่ไอซ์ก็ชอบแวะเวียนมาที่บ้านเขาอยู่แล้ว ทั้งมานั่งเล่น กินข้าว บางวันก็ค้างคืนเรียกได้ว่าเป็บ้านหลังที่สองของไอซ์เลยก็ว่าได้
สภาพในตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างจากตอนนั้นแม้แต่น้อย
“ไม่เอาน่าก็ร้านอาหารส่วนใหญ่มันเป็ของคนจากต่างโลกทั้งนั้นเลยอ่ะ และมันก็ไม่อร่อยด้วยมาขอนายกินดีกว่าเยอะ”
สาเหตุที่เมฆมักทำอาหารกินเองเพราะเหตุผลนั้นเหมือนกัน
อาหารของคนจากต่างโลกจะคล้ายกับของคนตะวันตกที่รสชาติไม่จัดจ้านเน้นรสชาติจากวัตถุดิบเป็หลักซึ่งปกติแล้วเขาจะคุ้นชินกับอาหารที่มีการปรุงรสจัดมากกว่าเรียกว่าชอบมากกว่าก็ได้
นอกจากนั้นแล้ว เื่เงินก็ทำให้เมฆกินอาหารข้างนอกได้ไม่บ่อย
แต่กับไอซ์นั้นมันคนละเื่ตัวเองมีหน้าที่การงานที่ดีแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังมาพึ่งพาเขาไม่เลิก
“แต่ปกติมันต้องเกรงใจกันบ้างดิ”
“น่านะนายจะใจร้ายกับเพื่อนได้ลงคอเลยหรอ~” ไอซ์พูดพร้อมกับทำหน้าตาอ้อนวอนกะพริบตาปริบๆ
ก็เป็เื่จริงที่เมฆก็ไม่ได้คิดจะไล่ไอซ์ไปแค่ทำอาหารเผื่อให้เพื่อนตัวเองกินก็ไม่ได้เป็ปัญหาอะไร
แต่ทำจนเคยตัวแล้วใช่ไหมเนี่ยต่อให้เป็เพื่อนกันั้แ่โลกเดิมก็ใช่ว่าจะทำได้เหมือนเดิมทุกอย่างนะเฮ้ยเป็นายคนทั้งทีหัดทำตัวให้มันสมฐานะหน่อยไม่ได้หรือไง
เมฆคิดได้แบบนั้นแต่ก็ไม่ได้บ่นออกไปทำได้แค่ถอนหายใจ
“งั้นก็ไปจัดจานซะ” เมฆสั่งกับไอซ์
“รับทราบครับ ลูกพี่!”
ห้องที่เมฆพักอยู่นั้นเป็แค่ห้องแถวขนาดประมาณ30 ตารางเมตร ก็ไม่ได้ถือว่าเล็กนักสำหรับการอยู่อาศัยคนเดียว
ที่จริงแล้วเมฆกลับชอบเสียด้วยซ้ำมันจัดการง่ายกว่าบ้านเก่าของเขาในโลกเดิมเยอะ เพราะมันใหญ่กว่านี้มากการอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่ก็ดูจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยแถมเหนื่อยตอนทำความสะอาดอีก
เขาแปลกใจด้วยซ้ำที่อาณาจักแห่งแสงถึงกับยอมสร้างของที่อยู่ให้กับผู้เกิดใหม่โดยเก็บแค่เพียงค่าเช่า
ภายในห้องแบ่งเป็สัดส่วน 3 ส่วนหลักคือ ห้องน้ำเล็กๆ ห้องครัวเล็กๆ และส่วนกลางที่มีเตียงกับโต๊ะกินข้าวอยู่
เมฆล้างตัวที่เปรอะเปื้อนในห้องน้ำนิดหน่อยก่อนมาที่ห้องครัวเพื่อเตรียมทำอาหาร
การทำอาหารในห้องพักของเมฆนั้นค่อนข้างยุ่งยากเพราะมันไม่มีไฟฟ้าหรือเตาแก๊ส แต่ก็ยังดีที่มีเตาผิงขนาดเล็กตั้งไว้อยู่ปล่องไฟติดตั้งไว้โดยมีปล่องควันปล่อยไปยังด้านนอกที่เตามีฝาปิดด้านหน้าและ้าที่พอจะเปิดมันเพื่อใช้ความร้อนจากไฟมาทำอาหารได้
นอกจากเพื่อใช้ทำอาหารแล้วเตาผิงนี้ถูกติดตั้งไว้เผื่อในฤดูหนาวที่หนาวจัดแต่เมฆก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมืองนี้มันหนาวแค่ไหนในฤดูหนาวถึงขั้นต้องมีเตาผิงไว้ในห้อง ประเทศไทยในตรงที่เขาเคยอยู่ก็ไม่เคยหนาวถึงขนาดนั้น
เมฆก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าที่จริงตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่
ไอซ์เคยบอกว่าเมืองนี้ตั้งอยู่ในป่าแห่งหนึ่งคาดว่าน่าจะเป็อุทยานสักแห่งในประเทศไทยแถวๆภาคกลาง และมันห่างจากเมืองมาก
แต่พูดตามตรงพอโลกมันเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ เลยไม่ได้คิดสนใจมันนัก
เมฆยัดฟืนเข้าไปในเตาก่อนะโเรียกไอซ์
“ขอไฟหน่อย”
ไอซ์เดินเข้าครัวมาตามคำเรียกเขายื่นมือเข้าไปหาฟืนในเตาก่อนจะะโ
“ไฟบอล!”
ลูกไฟปรากฏขึ้นที่มือของไอซ์แล้วพุ่งไปหาฟืนทำให้เกิดไฟลุก
ข้อดีของการที่ไอซ์มาหาเมฆคงมีเพียงอย่างเดียวคือเป็ ‘ไฟแช็ก’ ให้ในตอนทำอาหาร
“จำเป็ต้องพูดชื่อท่าด้วยรึไง?แล้วไอ้ไฟกับชื่อนายเนี่ยไม่เห็นจะเข้ากันเลยสักนิด”
นึกแล้วก็ประหลาด ทั้งที่เ้านี่ชื่อไอซ์ที่แปลว่าน้ำแข็ง(ice)แต่ดันเป็ผู้ใช้เวทไฟไปซะอย่างนั้น
“เพื่อความเท่ไงและลูกผู้ชายมันก็ต้องไฟสิ อีกอย่าง มันช่วยให้เวทออกมาได้ง่ายขึ้นด้วยนะ”
เมฆทำหน้าเหยเกไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน เขานึกมาตลอดในตอนที่ดูอนิเมว่าการพูดชื่อท่าที่ตัวเองใช้นี่มันไม่บ้าไปหน่อยหรอน่าอายจะตายไป แต่พอได้มาเห็นของจริงแล้ว...มันก็ปัญญาอ่อนแบบนั้นจริงๆ นั่นล่ะ
ไม่รู้เป็เพราะไอซ์ที่ชอบทำตัวจูนิเบียวหรือเปล่าทำให้เขาคิดแบบนั้น พอเห็นเ้านี่ได้มีพลังแบบนี้จริงๆ แล้วก็รู้สึกประหลาดชะมัด
แต่ถึงเขาจะคิดแบบนั้นก็ไม่ได้ความว่าเขาไม่อยากใช้ของแบบนั้นเสียหน่อย
เมฆก้มลงมองมือตัวเองด้วยความห่อเหี่ยวใจเล็กน้อย
ไอซ์ที่เห็นเมฆทำหน้าเศร้าเลยต้องรีบปลอบใจ
“ไม่ต้องเศร้าใจไปหรอกนายยังไม่หมดหวังซะทีเดียวนะ ไม่เคยมีใครบอกสักหน่อยว่าพลังเวทในตัวเราจะไม่วันเพิ่มขึ้นน่ะสักวันเดี๋ยวนายก็ใช้ได้เองแหละ”
“เออๆ รู้แล้ว แต่ฉันทำใจไว้แล้วล่ะมันก็ไม่ได้น่าเศร้านักหรอก แค่เสียดาย ตอนนี้ออกไปได้แล้ว เกะกะคนจะทำอาหาร”เมฆไล่ไอซ์ให้ออกไปจากครัว
หลังจากทำอาหารเสร็จ ทั้ง 2จึงมานั่งกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะกินข้าว
ตอนนี้คือเวลาค่ำที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วทำให้ภายในห้องเหลือเพียงแสงไฟจากตะเกียงในห้องเท่านั้นแต่ตะเกียงนี้ค่อนข้างสว่างมาก แค่มีมันไม่กี่อัน ก็พอทำให้ห้องสว่างได้
“กินข้าวใต้แสงเทียนนี่โรแมนติคจังเลยนะว่าไหม?”
เมฆที่ได้ยินไอซ์พูดแบบนั้นออกมาถึงกับสำลักข้าวไอหลายรอบ
“แค่ก แค่ก...ไอ้บ้าเอ๊ยอย่าเที่ยวพูดเื่แบบนี้หน้าตาเฉยได้ไหม ขนลุกไปหลายรอบแล้วนะแล้วก็ไม่เห็นจะดีตรงไหนเลยไอ้การไม่มีไฟฟ้าใช้เนี่ย”
เมืองนี้ยังอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่ากำลังพัฒนามันเทียบไม่ได้เลยกับความก้าวหน้าในสมัยก่อนที่เกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกขึ้น
เขาไม่ค่อยรู้ว่าความก้าวหน้าของเวทมนตร์ในสมัยนี้เหมือนกันว่าก้าวหน้าไปมากแค่ไหนแต่หากจะพูดถึงสภาพบ้านเมืองในตอนนี้แล้วล่ะก็เหมือนอยู่ในหมู่บ้านย้อนยุคเสียมากกว่า
ไอซ์ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเื่นั้นคงเป็เพราะชีวิตในโลกแฟนตาซีแบบนี้เป็สิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดก็ได้
“ตอนนี้เห็นว่ากำลังเร่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำอยู่แถวต้นแม่น้ำอยู่นะทางอาณาจักรเกณฑ์คนไปช่วยั้แ่หลายเดือนก่อนแล้วคิดว่าอีกไม่นานก็คงจะเสร็จแล้วล่ะ โชคดีเหมือนกันนะที่มีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆอยู่ในเมืองนี้ด้วย”
สิ่งที่ไอซ์พูดถึงคือโรงไฟฟ้าที่กำลังสร้างอยู่โดยมันใช้พลังงานน้ำในการผลิตไฟฟ้า
“ดีแล้วที่เมืองมันพัฒนาอย่างน้อยตอนนี้การมีสะพานส่งน้ำนั่น ก็ช่วยให้ฉันไม่ต้องไปอาบน้ำในแม่น้ำแล้วกัน”
ของบางอย่างในโลกใหม่ถูกสร้างขึ้นจากการร่วมมือกันของเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างที่เห็นได้ในตอนนี้คือสะพานส่งน้ำที่ส่งน้ำมาจากแอ่งน้ำที่บนูเานอกเมืองมันสร้างเสร็จั้แ่หลายปีก่อน โดยมันมีต้นแบบมาจากสะพานส่งน้ำปองต์ดูการ์ด (Pontdu Gard) ในฝรั่งเศส
หลักการทำงานง่ายๆคือใช้แรงโน้มถ่วงทำให้น้ำไหลมาตามรางน้ำบนสะพานเพื่อเข้าสู่เมืองและแจกจ่ายไปตามบ้าน
ในสมัย 19ปีก่อนคริสตกาลนั้นต้องใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 15 ปีแต่ในตอนนี้มันกลับถูกสร้างเสร็จได้ในเวลาเพียงปีเดียวด้วยอิทธิพลของเวทมนตร์ที่จริงแล้วเครื่องจักรก็อาจทำได้ในเวลาพอๆ กัน แต่ตอนนี้ก็ไม่มีของแบบนั้นให้ใช้
หลังจากกินข้าวกันเสร็จแล้วไอซ์ถามเมฆถึงเื่สำคัญ
“แล้วนายเตรียมตัวเื่โรงเรียนรึยัง?อาทิตย์หน้าจะเปิดเทอมแล้วนะ”
“คิดว่าพร้อมแล้วล่ะรับยูนิฟอร์มกับตำราเรียนมาแล้ว”
ที่อาณาจักรแห่งแสงมีโรงเรียนถูกสร้างขึ้น1 แห่ง ซึ่งเมฆกำลังจะเข้าไปศึกษา มันชื่อว่า ‘โรงเรียนเวทมนตร์ไลท์เอลแกรนด์’แค่ฟังชื่อก็อย่างเดียวก็แทบเดาได้เลยว่าไม่เหมาะกับเขาแน่ๆแต่โชคยังดีที่หลักสูตรของโรงเรียนก็สอนวิชาสามัญด้วย
อาณาจักรแห่งแสงไม่ได้มีข้อบังคับให้ทุกคนไปเรียนแต่ก็ยังแนะนำให้เด็กที่อยู่วัยยังไม่บรรลุนิติภาวะ 18 ปีไปเข้าเรียนส่วนใหญ่แล้วจะเข้าเรียนกันใน่อายุ 15-18 ปี
มีระยะเวลาในการเรียน 3 ปี ปีละ 2 เทอมเทอมละ 5 เดือน พักระหว่างเทอมครั้งละ 1 เดือน
เมฆมาเกิดใหม่ได้ค่อนข้างถูกเวลาเพราะตอนนี้อยู่ใน่ปิดเทอมกลางปี และกำลังจะเปิดเทอมปลายในอีก 1 อาทิตย์
คิดว่าเข้าเรียนตอนเทอมปลายก็ไม่น่าจะมีปัญหาหรอกมั้งเพราะมันสามารถเลือกลงเรียนวิชาที่ไม่ใช่วิชาบังคับได้ตามใจชอบ
เขาเองก็ตั้งความคาดหวังไว้ว่าอย่างน้อยหากได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนเวทมนตร์วิชาเวทยาศาสตร์อาจช่วยให้เขาเข้าใจในหลักการของเวทมนตร์มากขึ้นจนสามารถใช้มันได้บ้างสักนิดก็ยังดีเพราะไอซ์สอนเื่แบบนี้ได้ห่วยแตกมาก
ต่อให้ยอมรับได้แล้วส่วนลึกในใจก็ยังมีความขัดแย้งที่ไม่อยากยอมรับเื่ที่ตนไร้พลังเวทอยู่ขอลองพยายามดูหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร ถ้าไม่ไหวจริงๆค่อยไปพยายามกับวิชาสามัญเอาก็ได้
เื่ภาษาเองก็เป็สิ่งสำคัญที่ต้องเรียนภาษาที่อาณาจักรนี้ใช้คือภาษาจิคม่า ได้ยินมาว่ามันเป็ภาษาสากลที่คนจากต่างโลกใช้กันทั่วไปั้แ่ตอนอยู่ที่เวิลด์
พอมาโลกใหม่ ก็ยังคงใช้ภาษานี้เหมือนเดิมถ้าเขียนอ่านไม่ได้ หนทางการจะใช้ชีวิตต่อดูอาจจะลำบาก
“แล้วเื่ค่าเทอมล่ะ?”ไอซ์ถามต่อ
“หืม? ไม่ใช่ว่าฉันได้เรียนฟรีหรอกเหรอ?”
เนื่องจากว่าเขาเป็ผู้ที่เพิ่งจะมาเกิดใหม่ทำให้ได้รับการละเว้นค่าเทอมเมื่อเข้าศึกษาในโรงเรียนนั่นคือสิ่งที่เ้าหน้าที่รับสมัครเรียนบอกมา
“นั่นมันแค่เทอมแรกไงเทอมต่อไปต้องจ่ายเองแล้ว นี่นายได้ตั้งใจฟังเ้าหน้าที่เขาอธิบายไหมเนี่ย?”
“เอ่อ...”เมฆนึกได้ว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจฟังเลยมัวแต่ฝันหวานถึงชีวิตในโรงเรียนแฟนตาซี...ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองไร้พลังเวท
“เขาเก็บแพงมากเลยนะ เทอมละ 200 เซต้าเลยแน่ะ นายมีเงินพอใช่ไหม?”
“อะไรนะ!แพงขนาดเลยหรอ?ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย!”
“นายไม่ได้ตั้งใจฟังน่ะสิโรงเรียนนี้เป็โรงเรียนชั้นนำมาั้แ่สมัยอยู่ต่างโลกแล้วนะ แล้วว่าไง ตกลงว่าไงมีเงินหรือไม่มี?”
“อะ...แย่ล่ะ” เมฆเอามือก่ายหน้าผาก
นี่เขาตกหล่นรายละเอียดที่สำคัญแบบนี้ไปได้ไงกันนะถ้ารู้ว่าค่าเทอมแพงขนาดนี้ ไม่สมัครไปน่าจะดีกว่า
เงินที่ได้มาวันนี้ยังจ่ายค่าเทอมไม่พอเลยคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสงบสุขไปสักพักแล้วเชียวนะแบบนี้ก็หมายความว่าหยุดทำงานไม่ได้เลยน่ะสิ
ถ้าคำนวณดูแล้วการทำภารกิจทุกวันก็คงพอจ่ายค่าเทอมได้ แต่พอเปิดเรียนเขาก็คงไม่มีเวลาไปทำทุกวัน
สรุปแล้วคือถังแตกอย่างไม่ต้องสงสัย
แล้วเมฆก็นึกขึ้นว่าหากเอากระดาษเวทเคลื่อนย้ายนั่นไปขายจะได้เท่าไหร่กันนะ
แต่ก่อนเมฆจะคิดไปไกลไอซ์ที่เห็นเมฆทำท่าหนักใจ ก็ได้ใจยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น
“ฮ่ะฮ่า ไม่ต้องห่วงไปเพื่อนยากฉันมีทางออกให้นายแล้ว...แต่นแต๊นน” ไอซ์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาให้เมฆดู
“อะไรน่ะ?” เมฆรับกระดาษนั่นไปดู แต่มันเขียนด้วยภาษาจิคม่า เขาเลยอ่านไม่ออกแต่มันมีลายเซ็นเป็ชื่อของเขาเขียนไว้แล้ว
“ใบสมัครเข้าแข่งขันชิงทุนการศึกษาไงล่ะหากชนะการแข่งขันจะได้ทุนการศึกษาพร้อมค่าใช้จ่ายฟรีตลอดการเรียนเลยนะที่สำคัญฉันสมัครให้นายไปแล้วล่ะ มันมีค่าสมัครด้วยแต่ฉันจ่ายให้นายแทนค่าอาหารที่ฉันมากินอยู่ทุกวันแล้วกัน”
ความหวังโผล่มาอย่างทันท่วงทีเมฆเกือบคิดจะขายของล้ำค่านั้นเอามาใช้เป็เงินเพื่อการศึกษาแล้วเชียว
“ขอบใจมากพอถึงเวลาก็ทำตัวมีประโยชน์เหมือนกันนะเนี่ย”
“หยาบคายชะมัดเลยว่ะ” ไอซ์หน้าตึงปกติมองเมฆมองเขาเป็คนยังไงกัน
“แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะ?”
“พรุ่งนี้ตอนสักประมาณ 10 โมงที่จัตุรัสทางเหนือของเมืองน่ะ ห้ามเบี้ยวล่ะ ถ้าไม่ยอมไปลงทะเบียนจะโดนตัดสิทธิ์ในการเข้าเรียน1 เทอมเลยนะ”
“เดี๋ยวสิ ไม่เร็วไปหน่อยหรอไม่มีเวลาให้ฉันเตรียมตัวเลยหรือไง?”
เพราะคิดว่าเพิ่งได้ใบสมัครวันนี้แต่แข่งพรุ่งนี้เลย ทำไมมันถึงได้เร็วแบบนั้นกัน จะไปเตรียมตัวทันได้ยังไง
“ไม่ต้องห่วงต่อให้นายไม่ต้องเตรียมตัวก็น่าจะชนะการดวลได้ไม่ยากนะ”
เมฆตัวกระตุกจะว่าไปเขายังไม่รู้เลยนี่นา ไอ้การแข่งขันที่ว่าน่ะ มันคือการแข่งขันอะไรแล้วที่ไอซ์พูดว่าดวลนั่นหมายความว่าไง
“...ดวล?” เมฆทวนคำพูดของไอซ์ขึ้นมา
“ใช่ถ้าจะพูดให้ถูกละก็มันคือการแข่งขันโดยการต่อสู้ตัวต่อตัวด้วยเวทมนตร์ยังไงล่ะ แต่เขาไม่ได้มีกฎห้ามไม่ให้คนไม่มีพลังเวทลงแข่งหรอกสบายใจได้”
จากคำพูดนั่นทำให้เมฆต้องมานั่งเรียบเรียงความคิด
สบายใจก็บ้าแล้ว!ถ้ามันคือการแข่งขันโดยการดวลกันด้วยเวทมนตร์นั่นก็หมายความว่า...
“หมายความว่าฉัน...ต้องไป...สู้กับ...คนที่...มีพลังเวท?”เมฆหรี่ตาลง
ไอซ์ไม่ได้ตอบแต่ยิ้มพร้อมพยักหน้าแล้วยกนิ้วโป้งให้ เป็เชิงว่า ‘ใช่ สู้ๆล่ะ’
เมฆในตอนนี้ทำได้แค่ยิ้มตอบกลับและไม่มีคำใดจะเอ่ย นอกจากคำว่า
“ไอ้เวx”