วุ่นรักพี่รหัสตัวร้าย

    11:พิสูจน์ความเป็นชาย

       “เฮ้ย! ทำอะไรว่ะ” มินจุนเดินเข้าคล้องคอซีนและติน ทักทายด้วยน้ำเสียงดุหน่อยๆ ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะไอ้เพื่อนสองตัวนี้มันกำลังหยอดคำหวานใส่น้องสาวของเขาอยู่   “รอนานไหม ไปหาอะไรกินกัน” พอพูดจบก็จูงมือมินอาออกจากวงสนทนาทันที   “เอ้าไอ้จุน รอพวกกูด้วย”   “ไอ้ห่า” ซีนและตินรีบเดินตามสองหนุ่มสาว ทั้งคู่อุตส่าห์ยืนรอมินจุนที่ไปทำธุระที่ห้องน้ำ พอออกมาก็แย่งมินอาไปเฉยเลย   “มึงว่ามันเปลี่ยนไปไหมว่ะ”   “เออ กูก็ว่างั้น ตั้งแต่กลับจากเกาหลีมันยังไม่ยอมห่างมินอาเลย” สองเพื่อนซี้ของมินจุนเดินตามหลังไม่ห่าง ทั้งยังแอบซุบซิบกันเรื่องของสองคนที่เดินนำหน้า   “มินจุนโอปป้า ทำไมต้องเสียงเข้มด้วย” มินอาที่ได้ยินสองหนุ่มข้างหลังนินทา จึงฟาดฝ่ามือที่ไหล่มินจุนเบาๆ   “ก็พวกมันกำลังจีบน้องสาวพี่”   “จีบอะไรกัน เป็นเพื่อนกัน”   “มินอาไม่รู้อะไร พวกมันแหละตัวดี พี่เป็นผู้ชายพี่ดูออก”   “ทำไมกัน จะมีใครมาจีบฉันบ้างไม่ได้หรอ” เพราะมินจุนเอาแต่หวงน้องสาว จนคนอื่นเข้าใจว่าทั้งสองเป็นแฟนกัน   “ฉันยังไม่เข้าใจเลย ทำไมไม่บอกสองคนนั้นไปว่าเราเป็นพี่น้องกัน เขาเป็นเพื่อนสนิทเรานะ”   “พี่ทำขนาดนี้พวกมันยังไม่เลิกเต๊าะ ถ้ารู้ว่าเป็นพี่น้องมันจะเห็นหัวพี่ไหม” อย่าว่าแต่สองคนเพื่อนซี้นี้เลย แม้แต่หนุ่มๆทั้งมหาลัยบางคนยังแอบจีบทั้งที่เห็นว่ามินอาสนิทกับมินจุน แล้วจะให้เขาวางใจได้ยังไง เกิดมาพึ่งเคยมีน้อง ให้เห่อหน่อยเหอะ ไว้เลิกเห่อก็ยอมให้คนเข้ามาจีบเองแหละ สองพี่น้องคุยกันเสียงดังด้วยภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ    “เป็นไงเพื่อน เดินตามเขามาจนถึงร้านอาหาร ยังไม่มีสักวินาทีที่เขาจะหันมาเห็นมึงเลย” ไตเติ้ลตบไหล่ให้กำลังใจเพื่อนรัก ตั้งแต่หน้าคณะที่กลุ่มรุ่นพี่เดินตามเด็กๆมาเงียบๆ   “ทำใจเหอะ น้องมันคงคบกันจริงๆตามข่าวลือ” ถ้าไม่ติดที่มินจุนห้ามบอกเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องนั่น เขาคงประกาศให้โลกรู้ไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้เลยมาเป็นเดือนแบบนี้หรอก ในร้านอาหาร ธัพธัยเลือกมุมที่สามารถมองมินจุนได้ถนัด แบบตาประสานตากันเลย   “น้องธัพพี่ชอบน้องมากเลยค่ะ ขอเบอร์ได้ไหมคะ” ธัพธัยมองผู้หญิงที่เข้ามาหาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม้ได้แปลกใจเพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นรายวัน ตั้งแต่ต้นปีมานี้สาวแท้ พร้อมด้วยสาวเทียมที่ดูจะเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ต่างเข้ามารุมจีบ รุมอ่อย ยิ่งหลังจากข่าวลือที่ว่ามินจุนเป็นแฟนกับมินอาแพร่ออกไป ยิ่งมีคนเข้ามาเป็นจำนวนมากจนน่ารำคาญ แต่ครั้งนี้แทนที่เขาจะปฏิเสธเหมือนที่ผ่านมา   “ถ้าไม่ชอบจริงๆอย่าได้ขอเบอร์อีกเด็ดขาด” ธัพธัยกำชับพร้อมยื่นกระดาษที่ตนเขียนบางอย่างให้กับรุ่นพี่ที่มาขอเบอร์ เธอคนนั้นรับไปแล้วแสดงอาการวี้ดว้ายดีใจจนบางคนหมั่นไส้   “ไม่อร่อยหรอ” มินอามองตามสายตาไปยังจุดโฟกัสของพี่ ก่อนที่มินจุนจะหันกลับมามองเธอ แล้วก็ก้มหน้าเขี่ยอาหารในจานต่อด้วยสีหน้าบึ้งตึง ‘แม่งเอ้ย ทำไมกูต้องตึงด้วยว่ะ พี่ธัพตอแหล ไหนบอกว่าอยากได้กูว่ะ’   “จะตัวติดกันไปไหน” ธัพธัยยืนรอมินอาหน้าห้องน้ำเขาลุกตามเธอมาทันทีที่เห็นว่ามีจังหวะ   “พี่มินจุนติดฉันต่างหาก”   “ก็นั่นแหละ จะเป็นเดือนแล้วพี่แทบไม่ได้เข้าใกล้มันเลย”   “แล้วที่พี่ทำเมื่อกี้ล่ะ ต่อหน้าต่อตาเลยนะ”   “นั่นแค่อยากลองดูว่ามันจะมีปฏิกิริยาไหม” มินอาโยกหัวทำความเข้าใจที่ธัพธัยกำลังบอก   “อยากให้ฉันช่วยไหมล่ะ” สาวน้อยรอที่จะพูดประโยคนี้มานานแล้ว รอวันที่พี่ธัพจนปัญญาและขอความช่วยเหลือจากเธอ   “ได้หรอ งั้นช่วยฉันได้ไหม”   “ได้สิ พี่ต้องตอบแทนด้วยการช่วยเหลือฉันบางอย่างนะ”   “โอเค ดิว” ทั้งสองจับมือทำข้อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย    กริ่งๆๆๆ ธัพธัยปัดหน้าจอขึ้นเพื่อรับสายที่โทรเข้า สีหน้าก็ยังดูไร้อารมณ์อยู่ดี   “อืม...” (เอาเบอร์เจ๊ให้ใครอีกแล้วหะ ถ้ายังไม่เลิกเจ็จะจับปล่ำแล้วนะ) เสียงแว้ดแสบแก้วหูดังลอดปลายสายให้คนทั้งโต๊ะได้ยิน ทุกคนต่างทำสีหน้าเดียวกันเพราะรู้จักเจ้าของเสียงดี   “เอาเบอร์เจ๊ให้อีกแล้วหรอ” เจียไม่ได้ตกใจแต่แปลกใจมากกว่า เรื่องแบบนี้มันหายไปนานหลายเดือนแล้ว ธัพธัยทำเพียงยักคิ้วเป็นคำตอบให้   “แล้วเจ๊ว่าไง” (เจ๊ก็เสนอไปเลยสิย่ะ ราคาค่าตัวเสร็จสรรพพร้อมสวัสดิการ) นั่นทำให้ธัพธัยกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เขาต้องการ เพราะรู้ว่าเจ๊จะจัดการผู้หญิงเหล่านี้ยังไง   “อย่าบ่นเลยน่า” (ไม่รู้แหละยังไงก็จ่ายค่าเหนื่อยให้เจ๊ด้วย)   “ได้ สำหรับเจ๊ผมให้ไม่อั้น” ธัพธัยยังไม่ทันวางสายดีก็ได้ยินเสียงช้อนกระทบจานดังมาจากโต๊ะตรงข้าม   “เราอิ่มแล้ว” มินจุนพอทิ้งช้อนลงก็ดึงมือมินอาและลุกออกจากโต๊ะทันที   “แต่..ฉันพึ่งกินได้ไม่กี่คำเองนะ” ถึงกระนั้นก็จำต้องลุกตามแรงฉุดของพี่ชาย หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายแทบไม่ทัน   “อ้าวเฮ้ย!” ซีนได้แต่ร้องตาม งุนงงกับการกระทำของเพื่อน   “มินจุนโอปป้าเป็นอะไร” มินอาหอบแฮ่กๆถูกลากออกมาไกลพอควร   “เปล่า”   “ก็เห็นอยู่ว่าอารมณ์เสีย”   “ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมต้องโมโหด้วยนะ” มินจุนเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับหัวใจของตน เขาโกรธจนหน้าชาควบคุมตัวเองไม่ได้ ‘หรือว่าจะมีใจ หึย! ขนลุก ไม่หรอกมั้ง’ เคยมีแฟนมาก็มากไม่เห็นเคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน   “เย็นนี้ไปกินเหล้ากัน” ความรู้สึกมันเคว้งโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก อยากได้เหล้ากระแทกปากสักกลม   “เอาดิ ฉันยังไม่เคยดื่มเหล้าของไทยเลย ชวนซีนกับตินด้วยไหม”   “ไม่ต้องหรอก แค่เราสองพี่น้องนี่แหละ”    ณ.ผับแห่งหนึ่ง   อยากจะเมาให้ลืมเธอ ลืมความรักที่แสนห่วย ใช่เลย เพลงนี้มันใช่เลย นักร้องเข้าถึงอารมณ์เพลงยิ่งทำคนฟังอินกับเพลงเข้าไปอีก มินจุนยกแก้วแล้วแก้วเล่าโยกตัวตามจังหวะของเพลง เหล้ารสชาติแรงบาดคอ มินอาจึงดื่มได้ไม่มาก อีกทั้งยังต้องคอยดูแลพี่ชายเพียงคนเดียวที่เริ่มเมาจนพยุงตัวไม่อยู่ ‘คออ่อนขนาดนี้ แต่ก็ยังดื่มหนักไม่รู้จักประมาณตนเอาซะเลย’   “อื้อ ปล่อย” มินจุนแย่งแก้วเหล้าคืนจากมือปริศนามากระดกลงคอในรวดเดียว มันบาดคอจนต้องหลับตาปี๋   “เพ่ธาพ มาทามรัย” เสียงอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์แขนสองข้างเหยียดยาวที่โต๊ะ พยายามโงหัวขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นคนที่มินอาเรียกมาเอง เพราะเธอไม่มีความสามารถมากพอที่จะพาร่างโปร่งกลับไปส่งที่หอ   “กินเพียวๆแบบนี้เลยหรอ” ธัพธัยมองจำนวนขวดเหล้าที่วางเรียงรายบนโต๊ะ แถมไอ้ตัวป่วนก็ยังกินเหล้าแบบไม่ผสมอีก   “เลิกผสมไปนานแล้วละค่ะ”  มินอาเองก็ง่วงจนตาแทบปิด ไม่ติดว่าเป็นพี่นี่ หนีกลับห้องไปนอนนานแล้ว   “แน่นอนจริงๆ” ที่ว่าแน่นะเพราะนี่มันจะตีสามในอีกไม่กี่นานทีอยู่แล้ว มันยังชูคออยู่ได้จนผับปิดเนี่ย เริ่มจะเก่งกล้าสามารถขึ้นทุกวัน   “เฮ้อ! กลับหอเหอะ” ธัพธัยเข้าหิ้วปีกมินจุนแต่ไอ้เด็กนี่มันไม่ให้ความร่วมมือเลยจริงๆ เอาแต่งึมงำสองขาก็ไม่ยอมเดิน ลำบากที่ต้องแบกมันขึ้นหลังอีก แต่ก็นั่นแหละธัพธัยทำหน้าที่เก็บศพน้องมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนเริ่มชินละ    “ขอบคุณค่ะ ยังไงก็ฝากส่งให้ถึงห้องด้วยนะคะ” มินอาลงจากรถแถมฝากฝังพี่ชายตนกับรุ่นพี่ธัพ เธอเองก็ต้องหอบสังขารไปนอนก่อนพรุ่งนี้มีเรียนเช้าด้วย ส่วนมินจุนกลายเป็นหน้าที่ของธัพธัย เขาต้องแบกร่างโปร่งเดินขึ้นบันไดถึงสี่ชั้นกว่าจะถึงห้องก็แทบหมดแรง   “อึก!”   “อย่านะ”   “ อึก!”   “รอแปป อย่าพึ่งอ้วก”   “ โอ๊ก!”   “เอาจนได้” กลิ่นเหล้าคลุ้งเศษอาหารเลอะเต็มแผ่นหลังของธัพธัย ตอนนี้คนพี่หัวเสียสุดๆอีกไม่กี่ก้าวจะถึงห้องน้ำอยู่แล้ว แต่ถึงจะอารมณ์เสียยังไงก็ทำอะไรไม่ได้ จะเอาอะไรกับคนเมา เขาทำได้แค่วางมินจุนลงจัดการทำความสะอาดหน้าให้ ธัพธัยถอดเสื้อที่เปื้อนออกรอทำความสะอาด อันดับแรกต้องเอาตัวปัญหาไปเก็บที่เตียงก่อน ธัพธัยซักเสื้ออยู่ในห้องน้ำและจัดการชำระล้างร่างกายตัวเองอยู่สักพัก   “เอ้า!” จู่ๆมินจุนก็มายืนโงนเงนอยู่หน้าห้องน้ำทำคนพี่ตกอกตกใจ ก็นึกว่าโดนผีหลอก คนน้องไม่ได้ตอบอะไรเขาจึงเดินเลยออกไปที่ริมระเบียงเพื่อจะตากเสื้อ พอกลับเข้ามาก็ยังเห็นมินจุนยืนอยู่ที่เดิม และเริ่มเดินเข้ามาหาตน แม้จะงุนงงแต่ก็เข้าใจได้ คนเมามักทำอะไรที่เกินคาดเดาอยู่เสมอ   โครม! ธัพธัยถูกเท้าของมินจุนลอยมายันโครมลงที่เตียง ตามติดมาด้วยร่างบาง ถูกทิ้งตัวมาขึ้นคร่อมร่างของธัพธัย คนร่างใหญ่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนหมัดซัดเข้าที่มุมปาก   “เป็นห่าอะไรของมึง แม่ง! เอาซะกูหายง่วงเลย” ดีที่สกัดไว้ทันไม่งั้นคงโดนอีกหมัด เห็นตัวแค่นี้ไม่คิดว่าจะหมัดหนักเอาเรื่องเหมือนกัน เล่นซะเลือดซิบเลย ถึงเขาจะควบคุมเอาไว้ได้แต่ดูเหมือนร่างบางจะยังดิ้นไม่ยอมหยุด ธัพธัยจนปัญญาจึงจำต้องใช้ผ้าห่มพันตัวเอาไว้เป็นมัมมี่ เวลาล่วงเลยเกือบจะตีสี่แล้ว คนพี่ก็ง่วงเต็มทีจึงผล็อยหลับไป   ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ธัพธัยรู้สึกตัวเพราะแรงยวบของเตียง ด้วยเตียงขนาดกลางแต่ดูแคบลงทันทีเมื่อนอนร่วมกันสอง ดูท่าแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์แรงจนรุ่นน้องต้องถอดเสื้อผ้า เพื่อระบายความร้อนภายในกาย เหลือไว้แค่บ็อกเซอร์เพียงตัวเดียว กลับกันกับคนพี่ที่ตอนนี้หนาวจนต้องควานหาผ้าห่ม   “เฮ้อ! คงไม่ต้องนอนกันแล้ว” ธัพธัยเปลี่ยนท่านอนมาเป็นตะแคงข้าง ทั้งสองเหมือนแม่เหล็กต่างขั้วที่ถูกดึงเข้าหากัน ดวงตาเรียวหลับพริ้มยกยิ้มมุมปากซบอกพี่ ความเย็นจากตัวธัพธัยช่วยคลายความร้อนจากร่างกายมินจุนได้ดี ‘ทนอีกหน่อยเดียวก็เช้าแล้ว’ ธัพธัยกำลังจะข่มตาหลับอีกครั้งก็ต้องลืมตาตื่นอีกรอบ เหมือนว่ามินจุนจะไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น มือเรียวเล่นซนบนเรือนร่างของพี่ ธัพธัยกรอกตามองเพดานรอบๆในความมืด เขาพยายามข่มอารมณ์ที่พุ้งพร่านทั่วตัว จากที่หนาวเย็นกลับเป็นร้อนรุ่มในพริบตา ธัพธัยนอนนิ่งไม่ไหวติง ในห้องเงียบสงัดได้ยินเพียงเสียงเต้นของหัวใจตัวเอง ที่เพิ่มมาเป็นเสียงดังจ๊วบๆที่ลำคอของธัพธัย เขาปล่อยตัวให้มินจุนลวนลามตามแต่ต้องการ ร่างหนาสะท้านวาบหวามตามแรงดูด ไม่เพียงแค่จุดเดียว คนน้องยังไล่ประกบปากไปเรื่อย ไล่ลงจากคอมาที่หน้าอกกว้าง ใช่ว่าพี่ไม่รู้สึกเพียงแต่เขากัดฟันจนปวดกามไปหมดแล้ว คิ้วหนาขมวดเข้าหากันธัพธัยกัดริมฝีปากแน่น เขาหายใจเข้าออกแรงจนกระเพือมไปทั้งตัว   “อื้อ! หยุดก่อน” เขาจำต้องหยุดน้องด้วยน้ำเสียงกระเส่า แม้อยากจะปล่อยตามใจแค่ไหนก็ต้องหยุดไว้แค่นี้ ก่อนจะอดใจไม่ไหว มือหนาจับใบหน้าของรุ่นน้องที่กำลังป้วนเปี้ยนใกล้จุดยุทธศาสตร์ เขาดึงตัวมินจุนขึ้นมานอนข้างๆเหมือนเดิน ธัพธัยสวมกอดน้องไว้ลูบแผ่นหลังอย่างเบามือ ประกบจูบหน้าผากเนียนนับครั้งไม่ถ้วน แล้วหลับใหลไปพร้อมกัน    “เชี่ย!” ร่างโปร่งพร้อมด้วยผ้าห่มหล่นกองลงกับพื้นดัง ตุบ! มินจุนตกใจที่ตื่นมาในอ้อมแขนของธัพธัย เขาจำได้ว่าเมื่อคืนไปดื่มกับมินอานี่นา เจ้าของห้องม้วนผ้าห่มมาคลุมร่างที่เปลือยเปล่าของตัวเอง พร้อมกันนั้นคนพี่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี   “ไปทำไรตรงนั้น”   “ก็ตกใจอะดิ”   “โห! ไปโดนอะไรมาเขียวทั้งตัวเลย” มินจุนตาโตเห็นรอยเขียวช้ำตามตัวพี่ตั้งแต่คอยันหน้าท้องเลย   “โดนอะไร!” คนพี่ทวนคำถามน้องที่ถามออกมาโดยไม่รู้อะไรเลย   “ก็มึงไง”   “มั่ว” คนน้องทำหน้าอย่างคนไม่เชื่อที่พี่บอก   “มึงนี่ เป็นพวกซาดิสใช่ไหม มึงดูหลักฐานบนตัวกู”  ธัพธัยไม่พูดเปล่ายังแอ่นอกให้น้องได้เห็นเต็มๆสองตา สาวเท้าเดินไปยืนยังหน้ากระจกเงาเพื่อเช็คความเสียหายที่เกิดกับตน จะได้เรียกค่าสินสอดถูก   “หนึ่ง สอง สาม โอ้โห! สิบสามจุด ทำกับกูขนาดนี้มึงต้องรับผิดชอบกูด้วย ให้แม่มึงมาขอเลยนะ”  คนพี่แสร้งตีหน้าเศร้าราวกับตัวเองเป็นสาวบริสุทธิ์ ถูกกระทำชำเราจากชายหื่นกาม   “เว่อร์ไป ผมไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย” มินจุนเลิกลักเริ่มไม่แน่ใจแล้วจริงๆ   “มึงคิดว่ากูจะดูดคอตัวเองได้รึไง”   “เออ..ว่ะ” คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นอย่างที่พี่พูด หนุ่มน้อยจับที่ปากตัวเองพอคิดๆดูเหมือนจะจำได้ลางๆ มินจุนได้แต่ก้มหน้าใบหูแดงระเรื่อเป็นผลตำลึงสุข   “ไม่มีตัวใหญ่กว่านี้แล้วหรอ” เชิ้ตสีขาวขนาดพอดีตัว พอดีในแบบที่หายใจแรงกระดุมก็พร้อมใจกันปริออก   “นั่นตัวใหญ่สุดแล้ว” ธัพธัยแทบจะรื้อตู้เสื้อผ้าออก มัวแต่ถกเถียงกันไปมากินเวลาไปมาก หากกลับไปเปลี่ยนชุดที่คอนโดคงไม่ทันเรียนช่วงบ่าย จึงจำต้องใส่เสื้อนักศึกษาของรุ่นน้อง มันมีขนาดเล็กเกินกว่าคนพี่จะใส่ได้แบบสบายตัว   “แล้วกูจะยัดข้าวเที่ยงไว้ตรงไหนละเนี่ย” ธัพธัยมองสภาพตัวเองในกระจก เสื้อมันแนบเนื้อจนเผยให้เห็นแผงอกขนาดใหญ่ อย่าว่าแต่กินอะไรเลยแค่นั่งก็น่าจะแตกแล้ว   “ก็ไม่ต้องกิน”  “หิวนะ งั้นกินมึงแทนได้ป่ะ” แค่พูดเบาๆก็ทำคนขนลุกไปทั้งตัว ไหนจะสายตายียวนกวนประสาทนั่นอีก    “อะไร ยังไง ทำไมมาด้วยกัน” อาร์มเล็งเห็นสองหนุ่มเดินมาด้วยกันแต่ไกล แหกปากแซวทันทีที่ทั้งคู่มาถึง ธัพธัยไม่ตอบเพียงยิ้มน้อยๆก็ทำให้เหล่าเพื่อนๆเข้าใจได้ทันที   “โห! นี่มึงโดนรุมโทรมมาหรอว่ะ” ไตเติ้ลตกใจตาโตแค่รอยสอยรอยก็พอเข้าใจได้ แต่นี่เล่นซะเกือบเต็มพื้นที่ คนถูกทักก็ใช่ว่าจะอายเป็น ยังมีหน้าปลดกระดุมโชว์เพื่อนอีก แต่มินจุนนี่อายจนแทบม้วนก่อนที่คนพี่จะทำเรื่องขายหน้าไปมากกว่านี้ เขาถอดเมื้อฮู้ดที่ใส่มาสวมทับให้ธัพธัย จัดการสวมเสื้อรูดซิปให้เสร็จสรรพ   “ห้ามถอดนะ” สั่งการเสร็จก็เดินหน้าคว่ำออกไปจากวงสนทนา   “อย่าลืมนัดตอนเย็นนะจุนนี่” พี่เจียตะโกนตามหลังน้อง ช่วยเตือนความจำมินจุนไม่ให้ลืมนัดของเย็นนี้   “ฝีมือมันหรอ” ไตเติ้ลกระซิบถามข้างๆหูเพื่อน ที่ยิ้มกริ่มหุบไม่ลงตั้งแต่เมื้อกี้แล้ว   “ได้กันยัง”   “ยัง”   “ทำไมว่ะ”   “กูอยากได้ทั้งตัวและหัวใจมัน เกิดกูทำอะไรมันตอนนี้ไม่หนีเตลิดไปหรอว่ะ”   “พระเอก เดี๋ยวโดนหมาคาบไปแดกอย่ามาร้องไห้ให้กูปลอบ ช่วงนี้ยิ่งดูสนิทกับมินอาอยู่ด้วย”   “ไม่หรอก เรื่องนั้นกูไม่ห่วง”   “พูดมาซะยืดยาว ทำให้น้องมันยอมรับ ยอมรักก่อนไหมมันยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ” เจียนิ่งฟังหนุ่มๆคุยกันอยู่นาน จึงออกความเห็นบ้าง ที่เจียพูดก็ไม่ผิด อีกไม่นานหรอก ตอนนี้ก็หยอดบ่อยๆ ไม่รู้ตัวให้มันรู้ไป    “มินอากินทุเรียนไหม” ทั้งกลุ่มเดินแจกถุงยางอนามัยไปเรื่อย พี่เจียเกิดอยากกินขึ้นมาจึงหยุดอยู่หน้าร้านขายทุเรียน   “ไม่ค่ะ กลิ่นมันแรงเกินไป” มินอาตอบปฏิเสธทันควัน เธอเคยลองแล้วอ้วกออกแทบไม่ทัน   “ทำไม่ล่ะ ก็เอาลูกที่มันห่ามๆสิ” มินจุนอยากให้น้องได้ชิมผลไม้อร่อย และเขาคิดว่าที่มินอาเคยลองมันอาจจะสุกจนเกินไป หากลองแบบห่ามๆอาจจะกินได้   “ลองดูดิ” มินจุนยื่นทุเรียนให้มินอาหนึ่งพู มินอารับมาด้วยสีหน้าแหยะๆ เธอกลั้นใจกัดคำเล็กๆ   “อื้อ! ไม่เหมือนที่เคยกินเลย ไม่หวานมาก มีกลิ่นแต่ไม่แรง” จากที่ไม่ชอบก็กลายมาเป็นชอบ มินอากินไปยิ้มไปรู้สึกขอบคุณที่พี่มินจุนใส่ใจกับตัวเธอ จนคนรอบข้างก็รู้สึกได้เหมือนกัน   “ได้รูปมาตั้งเยอะ” พี่เจียเช็ครูปในกล้องที่ขอถ่ายระหว่างแจกของ   “ว่าแต่ ใครกันที่คิดโครงการแบบนี้ออกมาได้ อย่าว่าแต่คนรับเลยผมเป็นคนแจกยังอาย” ซีนสงสัยมานานแล้ว อยากจะถามก็ไม่มีจังหวะ และที่ต้องมาเพราะถูกบังคับ   “ทำไม? กูว่านี่เป็นเรื่องดีนะเว้ย โครงการไร้โรคปลอดภัยใส่หมวก” ไตเติ้ลกอดอกยิ้มภูมิใจกับโครงการที่ตนคิด   “แล้วทำไมเอาพวกผมมาด้วยล่ะ งานพี่สี่คนไม่ใช่หรอ”   “ช่วยแค่นี้ไม่ได้รึไง พวกมึงเป็นรุ่นน้องที่พวกกูรัก โดยเฉพาะมึงไอ้ซีน” พี่ไตเติ้ลถลึงตาพูดพร้อมกระโจนใส่ซีน เป็นสาเหตุที่ทุกคนต้องมาเดินแจกถุงยางอนามัยให้กลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มเสี่ยง แถวสวนสาธารณะกลางค่ำกลางคืนแบบนี้    “สามทุ่มแล้ว ผมว่าเราหาอะไรกินกันก่อนเถอะ” ยังเหลืออีกหลายกล่องที่ต้องแจก แวะเติมพลังงานสักหน่อยจะได้มีแรงเดินต่อ    ส้มตำไก่ย่างริมฟุตบาท ทุกคนพลิกเมนูไปมาเลือกไม่ได้ว่าจะสั่งอะไร   “ตำปูปลาร้าพริกสามเม็ด ไก่ย่างสองตัว น้ำตกสอง ข้าวเหนียวแปดครับ” มินจุนจึงจัดการให้ อย่างผู้ชำนาญการ ก็เขาเป็นหนุ่มอีสานนี่ เรื่องเมนูอร่อยต้องไว้ใจมินจุน    “น่ารักมากเลยจุนนี่ของพี่” พี่เจียยิ้มหวานแสดงการขอบคุณรุ่นน้องอย่างมินจุน    “ก็พี่เจียไม่กินเผ็ดนี่ครับ” แม้จะเป็นรุ่นพี่แต่มินจุนก็จำได้และเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับคนรอบข้างเสมอ   “ไม่เห็นใส่ใจกูแบบนี้บ้าง” ยังมีอีกคนทำสีหน้าบูดบึ้ง ตัดพ้อทางสายตา   “พี่กินทุเรียนไหม”   “กิน”   “กินส้มตำไหม”   “กิน”   “กินเผ็ดได้ไหม”   “ชอบเลยล่ะ”   “แล้วจะต้องใส่ใจยังไงอีก”   “กูก็อยากมีข้อบกพร่อง อยากอ้อนมึงบ้าง” ปฏิกิริยาทุกคนดูเอียนๆ เมื่อคนเคยขรึมๆทำตัวน่ารักออดอ้อนขึ้นมา   “อยากให้มึงทำอะไรให้เหมือนคนอื่น”   “ทำไมล่ะ ถ้าต้องเลือกใครสักคน พี่จะถูกเลือกเป็นคนแรกๆเลยนะ”   “แล้วมึงเลือกกูใช่ไหม” ไม่คิดว่าคนอย่างธัพธัยจะพูดอะไรแบบนี้เป็นกับเขาด้วย   “เงียบ แปลว่าใช่”   “หุ้ย!” คนทั้งกลุ่มจับตาดูสกิลการจีบของธัพธัยแล้ว น้ำแทบพุ่ง อีกคนที่ทั้งกลุ่มให้ความสำคัญเห็นจะเป็นมินอา ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธเคืองหรือไม่ชอบใจ ยังยิ้มและหัวเราะจนเป็นที่แปลกใจของทุกสายตา   “โอเคใช่ไหม” ตินที่ดูเหมือนจะห่วงมินอาสุดลอบถามระหว่างทางกลับ   “อื้อ เราโอเค” ถึงมินอาจะดูเหมือนไม่เป็นไร ตินก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขายังมีหวังเพราะใจก็แอบชอบมินอาอยู่เหมือนกัน    มินจุนกระวนกระวายใจนั่งไม่เป็นสุข นับวันยิ่งรู้สึกผิดปกติกับหัวใจตัวเอง แต่ก่อนไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรกับคำพูดการกระทำของคนพี่ แต่หลังๆไม่ว่าพี่จะพูดหยอก พูดจริง หรือแค่กวนประสาทเขาก็เก็บใส่สมองมาหมด ลบภาพต่างๆไม่ได้เลย มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหนนะ มินจุนไม่รู้จะปรึกษาใครได้    “กูไม่แน่ใจว่ากูยังชอบผู้หญิงอยู่รึเปล่า” ไหนๆก็คบมันเป็นเพื่อนแล้ว คงมีแค่ไอ้เพื่อนสองตัวนี่แหละ เขาจึงเริ่มการประชุมสายกับเพื่อนสองตัวเพื่อหาทางออกให้ตัวเอง เวลาที่มันคาใจทำให้รู้สึกอึดอัด มินจุนไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาซะเลย   “ไม่ยากเลยเพื่อน มึงก็พิสูจน์สิ” ซีนนำเสนอความคิดที่เพิ่งนึกออกสดๆร้อนๆ   “พิสูจน์ไงว่ะ” มินจุนอยากพิสจน์หาความจริงเต็มทน   ซีน “มึงก็ลองมีอะไรกับผู้หญิงดูสิ”   มินจุน “กูไม่มีแฟน”   ซีน “แค่พิสูจน์ความเป็นชายไม่จำเป็นต้องทำกับแฟนหรอกเว้ย”   ติน “ผู้หญิงขายบริการนะ” เป็นคำแนะนำที่ไม่ดีเอาเสียเลย (เด็กๆอย่าลอกเลียนแบบ) แต่มินจุนก็ยังอยากลองดู ให้มันรู้กันไปเลย ลึกๆแล้วเขายังแมนร้อยเปอร์เซ็นอยู่หรือไม่ มินจุนไปตามสถานที่ที่ซีนเพื่อนรักจัดการให้ 

        ณ.ม่านรูดแห่งหนึ่งห่างจากหอพักอยู่มาก เขาใช้เวลาอยู่กับสาวสวยในคืนที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ