คืนนี้ช่างยาวนานเป็พิเศษ เด็กทั้งสองยังเล็กนัก เมื่อถึง่ครึ่งหลังของคืนจึงทนไม่ไหวและหลับไปในที่สุด
ยามค่ำคืนน้ำค้างแรง อุณหภูมิในป่าต่ำเป็พิเศษ เด็ก ๆ จึงขยับตัวเข้าหาซูชิ่นโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางรู้สึกอึดอัดไม่ค่อยสบายตัวนัก
แผลที่ข้อมือยามออกแรงก็เ็ปอย่างรุนแรง ทำให้ซูชิ่นอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้น และคิดจะอาศัยแสงจันทร์ตรวจดูอาการที่ข้อมือ ทว่า เมื่อดูแล้วนางก็ต้องใ เพราะจู่ ๆ ก็เห็นว่าที่ข้อมือของนางมีกำไลวงหนึ่งปรากฏขึ้นมา
นางมั่นใจว่าตอนที่เพิ่งทะลุมิติมา ข้อมือของนางว่างเปล่า เพราะด้วยนิสัยของคนตระกูลเฉิง หากรู้ว่าเ้าของร่างเดิมมีกำไล ย่อมต้องแย่งชิงไปนานแล้ว
กำไลหยกที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้สมองของซูชิ่นว่างเปล่าไปชั่วขณะ จากนั้นนางจึงพิจารณาดูอย่างละเอียด และต้องเบิกตากว้างด้วยความใ
นี่คือกำไลหยก สมบัติประจำตระกูลที่ท่านย่าสวมให้แก่นางก่อนสิ้นใจ!
นี่... เป็ไปได้อย่างไร!
ตอนที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ รถชนเข้ากับูเาแล้วะเิทันที คาดว่าแม้แต่ศพที่สมบูรณ์ก็คงไม่เหลือ กำไลวงนี้ย่อมไม่มีทางรอดพ้นไปได้
ตอนนี้ไม่เพียงแต่นางจะทะลุมิติมายังโลกใบนี้ แต่กำไลวงนี้ยังตามมาด้วยหรือ?
เื่นี้มันเป็มาอย่างไรกันแน่?
ซูชิ่นยกมืออีกข้างขึ้นลูบกำไลวงนั้น ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือน และร่างกายของนางก็มาปรากฏอยู่ในสถานที่ที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง
ที่นี่มีขนาดประมาณสองหมู่ เบื้องล่างเป็ทุ่งหญ้าผืนหนึ่ง เหนือศีรษะและรอบด้านปกคลุมด้วยหมอกสลัว ส่วนกลางทุ่งหญ้ามีกระท่อมมุงจากตั้งอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งหน้ากระท่อมมีบ่อน้ำที่มีไอสีขาวลอยขึ้นมา
ซูชิ่นขยี้ตาพลางหยิกตัวเองทีหนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาดและไม่ได้ฝันไป นางก็ร้องะโออกมาด้วยความตื่นเต้น
"มิติวิเศษ! ที่นี่คือมิติวิเศษ!"
ในฐานะคนยุคปัจจุบัน นางรู้ดีว่ามิติวิเศษคืออะไร หลายครั้งที่ทนไม่ไหว นางเคยหวังว่าตนเองจะมีมิติวิเศษ เพื่อที่จะได้หลบซ่อนตัวอยู่ในนั้น โดยไม่ต้องสนใจผู้คนหรือเื่ราวใด ๆ
นึกไม่ถึงว่าหลังจากทะลุมิติมา นางจะได้มันจริง ๆ
นางยกมือขึ้นดูที่ข้อมือ ก็พบว่ากำไลหยกหายไปแล้ว
ซูชิ่นใรีบลูบข้อมือ ภาพตรงหน้าพร่าเลือน และนางก็กลับมายังป่าแห่งนั้นอีกครั้ง
กำไลหยกยังคงสวมอยู่ที่ข้อมือเช่นเดิม
ซูชิ่นเข้าใจได้ทันทีว่า มิติวิเศษซ่อนอยู่ในกำไลหยกวงนี้ และกำไลวงนี้ก็คือสมบัติประจำตระกูลซูของพวกนาง
ท่านย่ารู้ความลับในกำไลหยกนี้หรือไม่? แล้วการทะลุมิติของนางเกี่ยวข้องกับกำไลวงนี้หรือเปล่า?
เมื่อนึกถึงกระท่อมหลังเล็กในมิติวิเศษ ซูชิ่นก็รีบลูบกำไลหยกอีกครั้ง และเข้าสู่มิติวิเศษได้อย่างราบรื่น
ครั้งนี้นางมุ่งตรงไปยังกระท่อมหลังเล็ก
กระท่อมมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก ภายในตกแต่งเรียบง่าย มีเบาะรองนั่งสองผืน โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัววางบนพื้น บนโต๊ะมีชุดน้ำชาหนึ่งชุด นอกจากนี้ยังมีภาพวาดภาพหนึ่งติดอยู่ที่ผนังด้านหน้าด้วย
ซูชิ่นพิจารณาภาพวาดชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งเคียงข้างกันอย่างละเอียด เห็นว่า้าเขียนตัวอักษรไว้ว่า 'ภาพปฐมจารย์สำนักเชียนซิง'
ในภาพวาดระบุชื่อของชายหญิงคู่นั้นว่า ซูเชียนลั่วและเสิ่นซิงฝาน
ซูชิ่นไม่แปลกใจกับสองชื่อนี้และสำนักเชียนซิง เพราะนางได้ยินท่านย่าเล่าเื่ราวของตระกูลมาั้แ่เด็ก คู่สามีภรรยาซูเชียนลั่วและเสิ่นซิงฝานคือปรมาจารย์ของตระกูลซู
สำนักเชียนซิงคือสำนักที่สามีภรรยาคู่นี้ก่อตั้งขึ้น แม้ว่าในยุคสมัยก่อนของนางจะไม่มีชื่อเสียงแล้ว แต่ตระกูลยังคงภาคภูมิใจในสำนักเชียนซิง
นึกไม่ถึงว่านางจะได้เห็นภาพวาดของปรมาจารย์ในมิติวิเศษแห่งนี้ ดูท่าจะเป็กำไลหยกวงนี้ที่ปกป้องดวงิญญาของนาง ทำให้มีโอกาสได้ทะลุมิติมาที่นี่
ซูชิ่นเดินไปที่เบาะรองนั่งหน้าภาพวาด คุกเข่าลงอย่างสำรวม และโขกศีรษะให้ภาพวาดสามครั้ง
หลังจากโขกศีรษะเสร็จแล้วลุกขึ้น นางก็พบว่าที่หน้าหบูชาภาพวาดมีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ลายมือบนนั้นนางคุ้นเคยเป็อย่างยิ่ง เพราะเป็ลายมือของท่านย่า
เมื่อแกะออกอ่านอย่างละเอียด น้ำตาของซูชิ่นก็ไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้
จดหมายเขียนโดยท่านย่า ในนั้นกล่าวว่าทุกสิ่งที่แม่เลี้ยงทำกับนาง ท่านย่าเห็นอยู่ในสายตา เพียงแต่บางเื่ นางจำเป็ต้องประสบด้วยตนเองจึงจะผ่านพ้นไปได้ นี่คือการฝึกฝนอย่างหนึ่ง
เดิมทีการสืบทอดของสำนักเชียนซิงควรส่งถึงมือนางตั้งนานแล้ว แต่หลายปีก่อน นางถูกแม่เลี้ยงล่อลวงจนไม่ฟังคำพูดใด ๆ ถึงขั้นห่างเหินกับท่านย่า หากไม่ใช่เพราะสองปีนี้ที่นางเริ่มมองเห็นธาตุแท้ของแม่เลี้ยง และอายุขัยของท่านย่าก็มาถึงจุดสิ้นสุด กำไลสืบทอดวงนี้คงไม่ถูกส่งมอบให้นางเร็วขนาดนี้
ท่านย่าบอกว่า รูปลักษณ์ที่แท้จริงของกำไลสืบทอดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพียงแต่ท่านย่าและท่านปู่พยายามมาตลอดชีวิตก็ยังไม่สามารถทำให้มิติวิเศษเลื่อนระดับได้
บ่อน้ำหน้ากระท่อมคือน้ำพุวิเศษ หลังจากดื่มแล้วจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยให้นางฝึกวรยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนวิธีเลื่อนระดับมิติวิเศษนั้น นางต้องค้นหาด้วยตนเอง หวังว่าหลังจากได้รับสืบทอดและเปิดมิติวิเศษแล้ว นางจะสืบทอดสำนักเชียนซิงต่อไป
ตอนท้ายของจดหมาย ท่านย่ายังเขียนไว้อีกว่า ไม่ว่าในอนาคตจะพบเจอเื่ใด ก็หวังให้นางมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง มีชีวิตอยู่อย่างภาคภูมิใจ เพราะนางคือผู้สืบทอดของตระกูลซู
เมื่อซูชิ่นอ่านประโยคสุดท้ายจบ ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มที่มั่นใจ นางเช็ดน้ำตาให้สะอาดแล้วหันหลังวิ่งออกจากประตูไปที่บ่อน้ำ
นางโบกมือไล่หมอกสีขาวบนบ่อน้ำออก จึงเห็นน้ำที่เกือบจะล้นปากบ่อ ซูชิ่นวักน้ำขึ้นมาดื่มโดยไม่ต้องคิด
หวาน หวานจริง ๆ หวานกว่าน้ำพุบนูเาบางลูกในชาติก่อนมากมายนัก เป็รสชาติที่ดื่มแล้วอยากดื่มอีก
แต่ขณะที่กำลังจะดื่มอีกสองอึก ซูชิ่นก็รู้สึกว่าในท้องเกิดการปั่นป่วน
นางรีบออกจากมิติวิเศษวิ่งเข้าไปในป่า โดยไม่ทันได้ตรวจสอบอาการของเด็ก ๆ เพื่อเริ่ม 'ขับพิษ' ทันที
กลิ่นที่รุนแรงจนแทบสลบกระจายไปทั่วป่า จนซูชิ่นเกือบจะอาเจียนออกมา
"ท่านแม่ ท่านแม่อยู่ที่ไหนเ้าคะ?" ขณะที่กำลังตั้งใจขับพิษอย่างเต็มที่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตื่นตระหนกของเยว่เยว่ดังขึ้น
"แม่ทำธุระอยู่ในป่า เ้าไม่ต้องกลัว ไปอยู่กับพี่ชายนะ เดี๋ยวแม่ก็เสร็จแล้ว" ซูชิ่นรีบขานตอบ
เมื่อนางจัดการเสร็จสิ้นและเดินออกมา ก็เห็นเด็กทั้งสองคนใช้มือน้อย ๆ ปิดจมูกไว้แน่น
ซูชิ่นรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย นางไม่คิดว่ากลิ่นนี้จะน่ากลัวขนาดนี้ มิเช่นนั้นคงเดินไปให้ไกลกว่านี้
ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว ซูชิ่นจึงตัดสินใจหาที่พักแห่งใหม่
พอเข้าใกล้เด็กทั้งสอง เด็กน้อยทั้งคู่ก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งพร้อมกัน เยว่เยว่ใช้สองนิ้วบีบจมูก และใช้มือน้อยอีกข้างโบกหน้าจมูก
"ท่านแม่ เหม็นเ้าค่ะ!"
ส่วนโจวโจวไม่ได้พูดอะไร แต่ก็บีบจมูกไว้แน่นเช่นกัน
ซูชิ่นยิ่งกระดากอายมากขึ้น นางลูบจมูก ก่อนจะพบว่าที่ปลายจมูกมีความมันเยิ้มรวมถึงบนใบหน้าด้วย ราวกับมีชั้นไขมันปกคลุมอยู่ ทำให้ผิวรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว
นางใช้นิ้วสะกิดเบา ๆ ก็รู้สึกว่ามีสิ่งสกปรกติดอยู่ที่ซอกเล็บ
ดูท่าว่าประสิทธิภาพการขับพิษของน้ำพุวิเศษนี้จะรุนแรงมาก นางไม่กล้าคิดเลยว่าตอนนี้ตนเองจะสกปรกเพียงใด โชคดีที่ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่าง แม้แสงจันทร์จะสว่างแต่ก็มองไม่เห็นสีหน้าของคนอย่างชัดเจน
และสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจที่สุดก็คือ แผลที่หน้าผากและข้อมือกลับไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย เมื่อลองลูบดูก็พบว่าไม่มีร่องรอยหลงเหลือแล้ว
สรรพคุณของน้ำพุวิเศษช่างทรงพลังเหลือเกิน