การที่ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยคือความเ็ปในชาติที่แล้วของจิ่งเยี่ยนกุย ในเมื่อเธอได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่แล้ว แน่นอนว่าเธออยากชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในชาติที่แล้ว
หยางหว่านซิ่วคิดไม่ถึงว่าเธอจะเป็คนที่มีความคิดเป็ของตัวเอง เมื่อสบตากับจิ่งจงอี้ ก็หันหลังแล้วเดินเข้าไปในห้อง หยิบห่อผ้าชิ้นหนึ่งออกมา เมื่อคลี่ผ้าออกก็พบว่ามีธนบัตรห้าหยวน สองหยวน หนึ่งหยวน และยังมีเศษเงินเป็ธนบัตรหนึ่งกั๊ก ห้ากั๊ก และอีกหลายๆ ใบ
ผู้เป็ย่าหยิบเงินออกมานับได้สิบหยวนแล้วยื่นให้เธอพร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องรีบคืนหรอกนะ”
ขอบตาของจิ่งเยี่ยนกุยแดงเรื่อ เธอรู้ว่าสำหรับหยางหว่านซิ่วแล้ว สิบหยวนถือเป็เงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว
ถึงแม้หยางหว่านซิ่วจะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็ให้ความเคารพนับถือคนที่ได้เรียนหนังสือเป็อย่างมาก เมื่อได้ยินว่าเธอจะเอาเงินไปหาค่าเล่าเรียน ก็รีบให้เงินโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำ และไม่ถามว่าเธอจะไปทำธุรกิจอะไร หรือมากังวลว่าเธอจะเอาเงินไปใช้จนหมด
แต่จิ่งเยี่ยนกุยกลับพูดว่า “ย่าคะ ไม่ต้องห่วง หนูจะรีบหาเงินมาคืนให้เร็วที่สุดค่ะ”
หยางหว่านซิ่วเพียงแค่ยิ้ม ไม่ได้พูดเื่นี้กับเธอมากนัก ได้แต่ถามว่า “ได้ยินว่าวันนี้ตอนแกขึ้นเขาได้เจอฟางเสียนจือด้วยเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเื่วันนี้เป็เื่ใหญ่ เื่ของเธอกับฟางเสียนจือคงแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านแล้ว หยางหว่านซิ่วรู้เื่นี้ก็คงไม่แปลก
เธอพยักหน้าเล็กน้อย หยางหว่านซิ่วก็ถามอีกว่า “แล้วแกคิดยังไงกับเื่นี้?”
จิ่งเยี่ยนกุยก้มหน้าแล้วกระแอมไอเบาๆ “ย่าคะ หนูยังเด็ก ยังไม่อยากแต่งงานเร็วขนาดนั้น!”
หยางหว่านซิ่วมองเธอแล้วพูดว่า “แกก็ไม่เด็กแล้วนะ สิบเจ็ดปีแล้ว ตอนย่าอายุสิบเจ็ดปีก็แต่งงานกับปู่แล้ว แต่จะว่าไป ฐานะของตระกูลจิ่งกับตระกูลฟางต่างกันมาก แม้ฟางเสียนจือบอกว่าจะรับผิดชอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขามีใจให้แกจริงหรือเปล่า”
“ถ้าเขาไม่ได้มีใจให้แก แต่ทำไปเพราะความรับผิดชอบเท่านั้น ถ้าแกแต่งเข้าไปในตระกูลฟางกลัวว่าชีวิตจะไม่ราบรื่น ดังนั้นแกต้องคิดเื่นี้ให้ดีๆ”
ความยอดเยี่ยมของฟางเสียนจือเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของคนทั้งหมู่บ้าน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยก็ดูธรรมดาไปหน่อย และยิ่งไปกว่านั้นด้วยชาติกำเนิดของจิ่งเยี่ยนกุย หยางหว่านซิ่วก็นึกเป็ห่วงแทนเธอมากจริงๆ
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้จะพูดอะไรกับเื่นี้จริงๆ ฟางเสียนจือบอกว่าจะแต่งงานกับเธอ ในใจเธอก็รู้สึกแปลกๆ แต่ในยุคสมัยนี้ ถ้าผู้ชายจับเนื้อต้องตัวผู้หญิงแล้ว ก็เหมือนต้องแต่งงานกันเท่านั้น ซึ่งขนบธรรมเนียมแบบนี้เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นใน่ปี 90
หยางหว่านซิ่วยังพูดเสริมอีกว่า “เื่นี้แกไม่ต้องรีบร้อน ดูท่าทีของฟางเสียนจือก่อน ถ้าเขาสนใจแกจริงๆ ถึงตอนนั้นก็ค่อยหมั้นหมายกันก็ได้”
คำพูดของผู้เป็ย่านั้นจริงใจและเป็ห่วงจิ่งเยี่ยนกุยจริงๆ เธอััมันได้ จึงยิ้มแล้วพูดว่า “หนูจะเชื่อฟังย่าค่ะ!”
หยางหว่านซิ่วมองเธอพลางถอนหายใจ “เ้าเด็กคนนี้ดีทุกอย่าง แต่ดีเกินไป ไม่มีความคิดเป็ของตัวเอง การแต่งงานเป็เื่ใหญ่ในชีวิตของแก จะให้ฟังแต่คำพูดของย่าได้ยังไง แกต้องตัดสินใจเอง ตอนนี้เป็สังคมสมัยใหม่แล้ว ไม่ใช่สังคมสมัยเก่าที่นิยมแต่งงานแบบคลุมถุงชน”
จิ่งเยี่ยนกุยเพียงแค่หัวเราะ “คิกคัก” จริงๆ แล้วเธอเป็คนที่มีความคิดเป็ของตัวเองมาตลอด เพียงแต่ในชาติที่แล้วเธอให้ความสำคัญกับความผูกพันในครอบครัวมากเกินไป กลัวว่าคนใกล้ตัวจะทอดทิ้ง จึงยอมตามใจคนในตระกูลจิ่งทุกอย่าง แต่ในตอนนี้เธอจะไม่ยอมให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นอีก เธอแค่กลัวว่าถ้าเธอแสดงความคิดของตัวเองมากเกินไป จะทำให้หยางหว่านซิ่วใเอาได้
บ้านเก่ามีกระท่อมดินเพียงสองหลัง หลังทางทิศตะวันออกถูกกั้นเป็สองส่วน จิ่งเยี่ยนกุยพักอยู่ข้างในนั้น ในชนบทของยุค 80 ไม่มีเื่ความเป็ส่วนตัวมากนัก ที่พักของจิ่งเยี่ยนกุยอยู่ร่วมกับผู้เฒ่าทั้งสองของตระกูลจิ่งมีเพียงม่านผืนเดียวกั้นไว้เท่านั้น ถึงอย่างนั้นที่นี่ก็ยังดีกว่าต้องอยู่ข้างคอกหมูมากโข
เพราะมีคนอาศัยอยู่ด้านข้าง และเพราะมิติวิเศษมีนิสัยแปลกๆ อย่างการชอบกินเสื้อผ้าอีก คืนนี้เธอจึงไม่กล้าเข้าไปในมิตินั้นแล้ว จึงนอนหลับอยู่บนเตียงตามปกติ
แต่เมื่อตอนบ่ายเธอได้นอนในมิติไปแล้วสามชั่วโมง และเพราะเพิ่งย้อนกลับมาเกิดใหม่ได้ไม่นาน อารมณ์ยังไม่คงที่อยู่บ้าง ยามนี้จึงยังไม่สามารถนอนหลับได้อีกสักพัก
เมื่อได้ยินเสียงกรนดังมาจากด้านข้าง เธอจึงจัดการถอดเสื้อผ้าออกจนหมดแล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าไปในมิติ
เมื่อเธอเข้าไปในมิติโดยไม่ได้สวมเสื้อผ้า ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยชิน จึงรีบวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าในบ้าน เปิดตู้แล้วหยิบชุดฮั่นฝูออกมาสวมใส่
เธอหยิบเครื่องมือขึ้นมาพรวนดิน จากนั้นก็นำเมล็ดพันธุ์โสมคน [1] ซานชี [2] เหอโส่วอู [3] และสมุนไพรที่มีราคาแพงอื่นๆ มาปลูก เธออยากรู้ว่ามิตินี้จะเป็เหมือนที่เ้าของเดิมพูดไว้หรือไม่
หลังจากที่ปลูกเมล็ดพันธุ์เสร็จแล้ว เธอก็ใช้ถังตักน้ำจากลำธารมารด ทว่าคราวนี้กลับไม่มีปลาอยู่ในลำธารเลย
หลังจากที่รดน้ำเมล็ดพันธุ์เสร็จแล้ว เธอก็รู้สึกร้อนนิดหน่อย จึงใช้น้ำจากลำธารล้างหน้า และไม่รู้ว่าเป็เพราะเธอคิดไปเองหรือเปล่า เธอรู้สึกว่าหลังจากที่ใช้น้ำจากลำธารล้างหน้าแล้ว ผิวของเธอจะเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จสรรพ เธอก็หยิบตำราแพทย์ในมิติขึ้นมาอ่าน แต่ก็พบว่ายังรู้สึกเวียนหัวทันทีที่อ่านเหมือนเดิม จึงี้เีที่จะอ่านต่อ
หลังจากที่เธอถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้ว ก็ออกจากมิติผ่านทางความคิด จากนั้นเธอก็พบเื่ที่คาดไม่ถึง ชุดฮั่นฝูที่เธอเพิ่งใส่อยู่ในมิติเมื่อครู่กลับติดตัวเธอออกมาด้วย
เธอทำหน้าเหมือนจะพูดไม่ออก มิติที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะถอดเสื้อผ้า ทำไมตอนนี้กลับไม่ถอดแล้ว นี่กำลังแกล้งเธออยู่งั้นเหรอ?
เธอเข้าไปในมิติอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้ถอดเสื้อผ้า พอออกมาเสื้อผ้าก็หายไปอีกแล้ว
จิ่งเยี่ยนกุยยกมือขึ้นมากุมหัว ที่แท้มิตินี้ต้องทำตรงข้ามกันใช่ไหม? วิธีแบบมันเหมือนเด็กมัธยมต้นในวัยต่อต้านไม่น้อยเลยนี่
เธอทดลองในมิติหลายครั้งตลอดทั้งคืน และสรุปได้ว่า มิติมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง เมื่อมิติถอดเสื้อผ้าของเธอ เสื้อผ้าเ่าั้จะไม่หายไปไหน แต่จะตกลงตรงที่ที่เธอออกมา และเมื่อเธอออกจากมิติโดยไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า เธอจะสวมใส่เสื้อผ้าจากในมิติแบบสุ่มออกมา
เธอเหลือบมองไปที่เมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งปลูกไปเมื่อครู่ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกกังวลขึ้นมา มิติประหลาดที่มีนิสัยเหมือนเด็กแบบนี้ ไม่รู้ว่าในแปลงจะงอกเงยอะไรออกมา แต่เธอก็…ค่อนข้างคาดหวังอยู่บ้าง
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยเล่นอยู่ในมิติสักพัก เพราะเวลาในมิติกับโลกภายนอกนั้นไหลไม่เท่ากัน เธอลองทำนั่นทำนี่อยู่ในมิตินานมาก แต่เวลาข้างนอกเพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่สิบนาทีเท่านั้น และเธอก็เล่นจนเหนื่อยแล้ว จึงเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าของตัวเองแล้วเข้านอนจริงๆ
เช้าวันต่อมา จิ่งเยี่ยนกุยตื่นขึ้นมาช่วยหยางหว่านซิ่วให้อาหารไก่ หลังจากที่เพิ่งให้อาหารไก่เสร็จ เธอก็หันไปเห็นฟางเสียนจือยืนค้ำไม้เท้าอยู่บนคันนาไม่ไกล เธอเอามือลูบจมูกเบาๆ
ั้แ่เจอกันบนูเาเมื่อวานจนถึงตอนนี้ ดูเหมือนพวกเขาจะเจอกันบ่อยขึ้น
ฟางเสียนจือยกยิ้มให้เธอ เธอรู้สึกว่าตัวเองมีสองทางเลือก คือวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเพราะความเขินอาย หรือจะเดินไปคุยกับเขา
หลังจากคิดในใจสักพักแล้ว เธอก็รู้สึกว่าการวิ่งกลับบ้านด้วยความเขินอายนั้นไม่ค่อยเหมาะกับบุคลิกของเธอ จึงเดินไปหาเขาด้วยท่าทีสุขุมแล้วถามว่า “เท้าของคุณดีขึ้นบ้างไหมคะ?”
“เจ็บมาก เมื่อคืนนอนไม่หลับเลย” ฟางเสียนจือพูดเสียงเบา
เขาไม่ใช่คนกลัวความเ็ป ถึงแม้แผลที่เท้าจะกระทบถึงกระดูก แต่สำหรับเขาแล้วมันก็ไม่ใช่เื่ใหญ่โต เดิมทีเขาตั้งใจจะพูดว่าไม่เป็ไร แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก กลับรู้สึกว่าถ้าเขาพูดว่าไม่เป็ไร เธอก็คงจะเชื่อว่าไม่เป็ไรจริงๆ
เชิงอรรถ
[1] โสมคน (人参) สมุนไพรจีนบำรุงหยวนชี่ได้ดีมาก บำรุงม้ามและปอด บำรุงเื สงบจิตใจและบำรุงสมอง
[2] ซานชี (山七) สมุนไพรตระกูลเดียวกับโสม มีรสหวาน ขมเล็กน้อย ใช้รักษาอาการฟกช้ำ ห้ามเื แก้ปวด ลดอาการบวม หรือบำรุงร่างกายชะลอวัย
[3] เหอโส่วอู (何首乌) สมุนไพรบำรุงตับและไต ช่วยชะลอวัยและทำให้ผมดำ