“ข้าไปจัดการหลี่เถียนเปามา!” ชายหนุ่มพูดพลางชูก้อนหินขึ้นมอง พร้อมอาภรณ์สีเข้มไสวไปมาตามแรงลมที่พัดมาปะทะกายเป็ระยะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังเท่าใดนัก
“ข้าข่มขู่นาง และปาก้อนหินใส่นางไปหลายเม็ด โทษฐานบังอาจลอยหน้าลอยตา ราวกับเป็พระชายาของเสด็จพี่ซะเอง ดูท่าแล้วนางไม่ได้ใสซื่ออย่างที่คิด สายตาแน่นิ่งของนางบ่งบอกว่านางคับแค้นใจอย่างมาก นั่นยิ่งทำให้ข้า รู้สึกเป็ห่วงเ้ามากขึ้นไปอีก” เขาพูดจบจึงหันมองมายังหญิงสาวด้วยสายตาสั่นไหว ก่อนยี่หวางจะเอ่ยขึ้นในทันที
“นางอาจไม่ได้คับแค้นใจต่อพระชายา แต่คับแค้นใจที่ถูกองค์ชายสี่รังแกมากกว่า” สิ้นเสียงของยี่หวาง หินก้อนนั้นก็ดีดใส่หน้าผากอีกฝ่ายทันที
“อ๊ะ!” นางกำนัลหน้าเง้า แล้วลูบหน้าผากตัวเองเบา ๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บ
“รังแกหม่อมฉันอีกแล้วนะเพคะ”
“เ้าพูดไม่เข้าหูข้า” เขาตอบกลับ ก่อนสาวใช้จะเม้มปากไม่พูดสิ่งใดต่อ หยางเอ๋อนิ่งอึ้งทบทวนทุกอย่างครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านทำเช่นนี้ หากนางไปฟ้ององค์ชายรอง ท่านจะทำเช่นไร?”
“ลองกล้ามาเอาความสิ ข้าจะกราบทูลเื่ของหลี่เถียนเปาต่อเสด็จพ่อ ให้เื่ราวใหญ่โตเป็ที่อับอาย ต่อให้หลี่เถียนเปาเป็คนที่เสด็จพี่รัก แต่ด้วยฐานะของเ้าแล้วยังไงก็สูงส่งและถูกต้องกว่านางเป็ไหน ๆ เหตุใดต้องกลัวเสด็จพี่ด้วย เขาเป็คนทำผิด เขาควรต้องละอาย!” คำตอบขององค์ชายสี่ ทำให้หยางเอ๋อนิ่งเงียบ ก่อนจะละทิ้งความคิดแล้วเอ่ยขึ้น
“ข้าซาบซึ้งน้ำใจของท่าน ที่คอยปกป้องข้าตลอดนับจากเด็กจนถึงตอนนี้ ไม่มีวันไหนที่ข้ารู้สึกโดดเดี่ยวเลยสักวัน” เขาฝืนยิ้มพร้อมยกชาขึ้นจิบช้า ๆ
“ทำยังไงได้ ข้าก็เหมือนเ้า รัก! ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันได้หัวใจ!” สายตาแน่นิ่งขององค์ชายสี่ ซ่อนเร้นความหมายอยู่ในนั้น ทำให้หญิงสาวชะงักนิ่ง แล้วค่อย ๆ หันไปหยิบเข็มปักผ้าผืนนั้นต่อ ท่ามกลางสายลมเย็นพัดผ่านมา
สายตาคมขององค์ชายรองอี้เทียน ทอดมองตรงมาทั้งสามคนเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนเขาจะหันกายมุ่งตรงไปยังตำหนักหลวง ที่ประทับของฮ่องเต้ ตามพระบรมราชโองการ
แม้องค์ชายรองอี้เทียนอยู่ในฐานะสูงส่ง ทว่าเครื่องประดับและอาภรณ์ที่สวมใส่กลับดูเรียบง่าย แตกต่างจากโอรสองค์โต นามว่าหยางเติ้ง ที่เกิดจากฮองเฮาองค์ก่อน และถูกปลดไปเพราะใช้อำนาจทำร้ายจวินกุ้ยเฟยจนถึงแก่ความตาย ส่งผลให้ฮ่องเต้เสียพระทัยเป็อย่างมาก
ก่อนสิ้นใจนางได้ขอร้องให้ฮ่องเต้ ยกฐานะของโอรสของตน ขึ้นเทียบเท่าโอรสของฮองเฮา ต่อไปภายหน้าหากอี้เทียนมีความดีความชอบมากกว่า ก็ขอให้ฮ่องเต้แต่งตั้งเขาเป็รัชทายาท เพื่อชดเชยสิ่งที่ฮองเอาพรากชีวิตแม่ลูกให้จากกันอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ฮ่องเต้ที่เสียพระทัยมากพยักหน้ารีบรับปาก หลังจากจวินกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์แล้ว ฮ่องเต้สั่งปลดฮองเฮาให้เป็สามัญชน และแต่งตั้งฟ่านปิงกุ้ยเฟย ผู้เป็น้องสาวของจวินกุ้ยเฟยขึ้นเป็ฮองเฮา เพื่อเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนองค์ชายอี้เทียน แทนมารดาของเขาที่จากไป แล้วให้กำเนิดโอรสอีกสามพระองค์ตามมา ซึ่งทุกคนรักและเทิดทูนอี้เทียนเหมือนพี่ชายแท้ ๆ ของตน
สองเท้าของชายหนุ่มในชุดสีขาว ก้าวเท้ามาในตำหนักหลวง พร้อมด้วยทหารและนางกำนัลนับร้อย ต่างน้อมกายเคารพด้วยกิริยาอ่อนน้อม
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม ก่อนจะหันไปเห็นองค์ชายหยางเติ้งนั่งอ่านตำราอยู่ใกล้กับบิดา ทั้งสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายราบเรียบ ไม่อาจคาดเดาความคิดได้
“เสด็จพ่อเรียกข้ามาพบ มีเื่อันใดสำคัญเหรอพ่ะย่ะค่ะ” เขาถามด้วยสุรเสียงแน่นิ่ง ก่อนองค์ชายหยางเติ้งจะค่อย ๆ พับตำราเก็บ แล้วจับจ้องมายังน้องชายต่างมารดา
“เวลานี้ ตำหนักบูรพาใกล้สร้างเสร็จแล้ว”
“แล้วยังไง?” ชายหนุ่มถามกลับ ก่อนอีกฝ่ายจะลุกขึ้นยืน จับจ้องมองมาไม่ไหวติง
“ไม่ใช่เพราะเ้างั้นเหรอ ข้าจึงยังไม่ถูกแต่งตั้งเป็รัชทายาท!” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ก็ตาม ก่อนอี้เทียนจะยิ้มเล็กน้อย
“ที่แท้ก็เพราะเื่นี้...” ยังไม่ทันที่องค์ชายรองอี้เทียนกล่าวจบ ร่างของฮองเฮาก็ลุกขึ้นยืน
“ตำหนักบูรพามีไว้สำหรับรัชทายาท ตอนนี้องค์ชายหยางเติ้งและองค์ชายรอง ต่างไม่มีสิทธิ์ในตำหนักบูรพาทั้งนั้น จนกว่าจะสร้างความดีความชอบ ให้เหล่าขุนนางทุกคนยอมรับว่าผู้ใด เหมาะสมกับการเป็รัชทายาทมากที่สุด” ฮองเฮากล่าวจบ จึงหันจับจ้องไปยังองค์ชายอี้เทียนด้วยสายตาเป็ห่วง ก่อนสุรเสียงของฮ่องเต้จะกล่าวขึ้น
“หากจะตัดสินกันด้วยการสอบวัดผล ในทุกปี พวกเ้าสองคนก็ทำคะแนนสูงสุดเท่ากัน หากจะตัดสินกันด้วยอาวุธ คนหนึ่งเก่งกระบี่ อีกคนเก่งธนู สิ่งเหล่านี้พวกเ้าต่างโดดเด่นไม่อาจตัดสินให้แพ้ชนะกันได้” องค์ชายหยางเติ้งได้ยินดังนั้น เขาค่อย ๆ กำมือแน่นจนสั่นระริก พยายามเก็บความอัดอั้นไว้ไม่แสดงออกมา ก่อนสุรเสียงของฮ่องเต้จะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ตอนนี้ข้าอายุมากแล้ว หลังจากสร้างตำหนักบูรพาเสร็จ ข้า้าแต่งตั้งรัชทายาททันที ดังนั้น ข้าจะมอบหมายหน้าที่ให้พวกเ้า แยกย้ายกันปราบปรามฏจิ้น ที่เมืองไห่โจว ผู้ใดนำชัยชนะกลับมา ผู้นั้นคือรัชทายาท!” อี้เทียนน้อมรับบัญชา พร้อมสายตาเย็นเยียบขององค์ชายหยางเติ้ง จับจ้องตรงมาอย่างไม่ยอมแพ้