หลังจากทั้งสองไปจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตแล้ว กัณฑ์จึงเป็ฝ่ายขอให้พัฒน์พาไปที่จุดชมวิวตรงริมชายฝั่งแม่น้ำเ้าพระยาอีกครั้ง
“กัณฑ์หิวน้ำจังเลยค่ะ พัฒน์ไปซื้อให้กัณฑ์ได้มั้ยคะ” กัณฑ์หิวน้ำจริงๆ
“แล้วกัณฑ์จะไม่หนีผมแน่นะ” พัฒน์ระแวง
กัณฑ์ยิ้ม แล้วพูดว่า” พวกเราจดทะเบียนสมรสกันแล้วนี่ พัฒน์ยังจะระแวงอยู่อีกหรอคะ” กัณฑ์กล่าว
พัฒน์จึงยอมเดินไปซื้อน้ำและขนมที่ 7-eleven ให้
ในระหว่างนั้นเอง อยู่ดีๆ ก็มีเด็กชายใส่เสื้อผ้าเก่าๆ วัยประมาณ 12 ขวบวิ่งมาชนกัณฑ์
“พี่ครับ หากพวกเขามาตามผม อย่าบอกว่าผมอยู่ตรงนี้นะครับ” แล้วเด็กน้อยก็วิ่งไปแอบตรงหลังศาลาไม้นั่น
กัณฑ์เห็นเด็กวิ่งไปแล้วโดยที่เธอยังไม่ทันพูดอะไร สักพักก็มีผู้ชายสามคนวิ่งออกตามหาเด็ก คนหนึ่งเป็เ้าของร้านขายของชำ คนหนึ่งน่าจะเป็เพื่อนของเขา และอีกคนเป็ตำรวจ ซึ่งชายคนที่เป็เพื่อนนั้นเขาวิ่งจนหอบ เลยบอกกับเ้าของร้านว่าขอพักแป๊ปนึง เดชะบุญเขาดันไปนั่งอยู่ในศาลาไม้ที่เด็กแอบอยู่
กัณฑ์ผู้ซึ่งกำลังสังเกตการณ์ เธอเพ่งสมาธิไปที่ชายคนที่นั่งคนนั้นจนเห็นภาพนิมิตว่า
ชายคนที่เป็เ้าของร้านขายของชำ เดินเข้าไปในร้านแล้วเข้าไปในห้องน้ำ แต่ที่คาดไม่ถึงคือชายคนที่เป็เพื่อนค่อยๆ ย่องเข้าไปในร้านแล้วขโมยเงินเกือบทั้งหมด เมื่อได้ทรัพย์สินเรียบร้อย ก็แอบย่องออกมา แต่เขากลับเดินไปชนเด็กเก็บขยะวัย 12 ขวบคนนั้น ทำให้ทั้งสองคนล้มไปกองกับพื้น
ชายคนที่เป็เ้าของร้านออกมาจากห้องน้ำ แล้วออกมานับเงิน แต่แล้วพอเขาดึงลิ้นชักออกมา เงินก็หายไปหมด ชายคนนั้นจึงรีบะโว่า มีขโมย ในระหว่างนั้นเอง ตำรวจที่อยู่แถวนั้นเขาจึงรีบวิ่งมาดู
เพื่อนของเ้าของร้านกลัวว่าตำรวจจะสงสัยเขา จึงะโบอกว่า เด็กเก็บขยะคนนี้เป็ขโมย
เด็กน้อยผู้น่าสงสาร ด้วยความกลัวแม้ตัวเองไม่ผิด ก็รีบวิ่งหนีผู้ใหญ่ที่กำลังจะจับตัวเขา ก็เพราะเด็กวิ่งหนีนั่นเอง จึงทำให้ทุกคนบริเวณนั้นเข้าใจว่าเด็กเป็ขโมยจริงๆ
สักพักภาพนิมิตก็หายไป เพราะมีเสียงะโของชายเ้าของร้านว่า “เฮ้ย เด็กอยู่ตรงนั้น มันแอบอยู่ตรงศาลานั่นไง”
ชายคนที่นั่งอยู่ที่ศาลาอยู่แล้ว จึงรีบวิ่งไปตามจับเด็กทันที เมื่อจับเด็กได้ เด็กน้อยก็ะโบอกว่า “ผมไม่ใช่ขโมย ปล่อยผมนะ ผมไม่ได้ขโมยจริงๆ”
ตำรวจเข้าไปค้นตัวเด็ก ก็ไม่พบเงินซักบาท ดังนั้นชายเ้าของร้าน จึงถามว่า “บอกมาเดี๋ยวนี้ เอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหน ห๊า บอกมา” ด้วยความโกรธชายคนนั้นจึงบีบแขนเด็กอย่างแรงเพื่อให้เด็กสารภาพให้ได้
กัณฑ์ทนไม่ไหวจนรีบเข้าไปหาชายทั้งสี่คนนั่น “ปล่อยเด็กเถอะค่ะ เขาไม่ได้ขโมยเงินหรอก”
“คุณจะไปรู้ได้ยังไงครับ ว่าเด็กไม่ใช่คนร้าย” เ้าของร้านกล่าว
“ก็ตำรวจค้นตัวเด็ก ก็ไม่พบของกลางนี่คะ” กัณฑ์กล่าว
“เด็กมันอาจนำไปซ่อนก็ได้” เ้าของร้านกล่าว
“แล้วทำไมคุณไม่ให้ตำรวจไปค้นชายคนนั้นบ้างล่ะคะ ในเมื่อเขาก็อยู่บริเวณร้านของคุณเหมือนกัน” กัณฑ์เสนอ
“เขาเป็เพื่อนผม เขาไม่ได้ขโมยหรอก” เ้าของร้านกล่าว
“เพื่อความสบายใจ งั้นผมขอค้นตัวหน่อยนะครับ” ตำรวจเข้ามาค้นตัวชายอีกคนทันที “อ้าวทำไมคุณพกเงินติดตัวเยอะแยะขนาดนี้ล่ะครับ”
“อ๋อ วันนี้ผมตั้งใจจะไปฝากธนาคารน่ะครับ เลยจำเป็ต้องพกเงินสด” เพื่อนเ้าของร้านแก้ตัว
“แต่ทำไมนายมีเงินเยอะมากขนาดนั้น ห๊า ฉันเห็นนายเที่ยวไปยืมเงินเขาเสียทั่ว ไม่ใช่หรอ” เ้าของร้านเริ่มสงสัย
“เฮ้ย อย่ากล่าวหากันสิ นี่มันเงินฉันจริงๆ” เพื่อนเ้าของร้านกล่าว
“ที่ร้านของคุณมีกล้องวงจรปิดมั้ยครับ จะได้เห็นให้ชัดเลยว่าคนร้ายเป็ใคร” ตำรวจเสนอ
“มีครับ งั้นพวกเราไปดูกัน” เ้าของร้านกล่าว
“อะอะ ผมยอมสารภาพก็ได้ ผมเป็ขโมยเองครับ” เพื่อนเ้าของร้านกล่าว
“งั้นไปสถานีตำรวจกันเถอะครับ” ตำรวจกล่าว
ชายผู้ใหญ่สามคนจึงพากันไปสถานีตำรวจ ทิ้งเด็กน้อยที่ถูกกล่าวหายืนอย่างงงๆ
กัณฑ์นั่งคุกเข่าและบอกเด็กว่า “ไม่เป็อะไรแล้วนะคะ ต่อไป ถ้ารู้ตัวว่า ตัวเองไม่ใช่คนร้าย ก็อย่าไปวิ่งหนีเขาแบบนั้น มันทำให้เขาเข้าใจผิดได้นะ”
“ก็ผมกลัวนี่ อยู่ดีๆ พวกนั้นก็วิ่งจะมาจับผม แต่ก็ขอบคุณพี่มากนะครับ” เด็กน้อยกล่าว
“มีอะไรกันหรอครับ ไม่ทันไร กัณฑ์ก็หาเพื่อนเล่นได้เสียแล้ว” พัฒน์แซว
กัณฑ์ลุกขึ้น แล้วไปดึงขนมจากมือว่าที่สามีแล้วยกให้เด็กเสียดื้อๆ “อะ นี่ พี่ให้ เป็การปลอบขวัญก็แล้วกันค่ะ”
“ขอบคุณครับพี่ งั้นผมจะเอาไปแบ่งน้องๆ ก่อนนะครับ” แล้วเด็กก็ถือขนมแล้ววิ่งไปทันที
“ผมว่าจะนำมาทานเสียหน่อย ยกให้เด็กหมดเลยหรอครับ” พัฒน์กล่าวไปอย่างนั้นเอง
“น่า เดี๋ยวกัณฑ์พาไปทานข้าวเย็นค่ะ มื้อนี้กัณฑ์เลี้ยงท่านประธานเองก็ได้” กัณฑ์กล่าว
“ต้องบอกว่าเลี้ยงสามีต่างหากล่ะ แต่จะว่าไป เห็นกัณฑ์ใจดีกับเด็กๆ แบบนี้ แสดงว่ากัณฑ์เตรียมตัวจะเป็แม่คนแล้วใช่มั้ยครับ” พัฒน์แซว
กัณฑ์หน้าแดง แล้วรีบตีไหล่พัฒน์ทันที “อย่าคิดมั่วๆ แบบนั้นสิคะ กัณฑ์ก็แค่สงสารเด็กเท่านั้นเอง”
“น่า ผมล้อเล่นไปทานข้าวกัน อะ นี่ น้ำครับ” พัฒน์กล่าว
**************************************************
เช้าวันต่อมา หลังจากที่พัฒน์เดินไปส่งว่าที่ภรรยาที่แผนกของเธอแล้ว เขาก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง สักพักมือถือก็ดัง
“สวัสดีครับคุณพลศักดิ์ มีอะไรหรือเปล่าครับ โทรหาผมแต่เช้าเลย” พัฒน์กล่าว
“ผมจะคุยเื่คุณกัณฑ์ครับ” พลศักดิ์กล่าว
“กัณฑ์เขามีอะไรหรอครับ” พัฒน์สงสัย
“คือตอนที่นายชัยวัฒน์จับตัวพันธ์ไปน่ะครับ พันธ์เล่าให้ฟังว่า เธอเข้าไปที่ห้องๆ หนึ่ง เธอคิดว่าเป็ห้องของนายชัยวัฒน์ครับ จากนั้นเธอก็เห็นรูปถ่ายของกัณฑ์ติดอยู่ทั่วผนังห้องเต็มไปหมด มีภาพั้แ่สมัยมัธยมจนถึงปัจจุบันที่เธอแต่งเป็ทอมเลยครับ” พลศักดิ์กล่าว
“อะไรนะครับ แสดงว่าชัยวัฒน์เป็พวกสต๊อกเกอร์ที่คอยติดตามกัณฑ์อย่างนั้นหรอครับ” พัฒน์กล่าว
“ใช่แล้วครับ ผมจึงอยากให้คุณปกป้องเธอให้ดี เพราะคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงของมันคือคุณกัณฑ์อย่างแน่นอนครับ” พลศักดิ์พูดอย่างมั่นใจ
“ครับครับ ขอบคุณมากจริงๆ ที่โทรมาบอกผม” พัฒน์กล่าว
พอวางสายแล้ว ในใจพัฒน์คิดว่า “ยังมีคนโรคจิตยิ่งกว่าฉันเสียอีก” คงต้องรีบจ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มครองเธอโดยด่วน
**************************************************
แต่มันคงไม่ทันเสียแล้ว เพราะอีกประมาณสิบนาทีก็เห็นหัวหน้าแผนกออกแบบโฆษณาโทรมา
“แย่แล้วค่ะ คุณพัฒน์” นวล หัวหน้าแผนกกล่าว
“มีอะไรหรอครับคุณนวล” พัฒน์เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
“วันนี้นวลกับกัณฑ์มีนัดกับลูกค้า กำลังจะเดินไปที่ลานจอดรถ อยู่ดีๆ ก็มีรถตู้ไม่ติดทะเบียน ขับปาดหน้า พอรถจอด ก็มีชายฉกรรจ์ห้านายออกมาจากรถตู้ เข้ามาจับกุมคุณกัณฑ์ไปค่ะ ฉันรู้ตัวเองดีว่าสู้พวกมันไม่ได้ เลยรีบวิ่งหนีออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ และรีบแจ้งตำรวจค่ะ” นวลกล่าว
“ขอบคุณมากครับ คุณนวลเดี๋ยวผมรีบแจ้งตำรวจและออกตามหากัณฑ์ทันที” พัฒน์กล่าว
พัฒน์คาดไม่ถึงว่าเขาจะรู้ตัวเมื่อสาย และไม่คิดว่านายชัยวัฒน์จะดำเนินการเร็วขนาดนี้ หลังจากนั้นพัฒน์จึงรีบแจ้งตำรวจ และรีบขอความช่วยเหลือจากพลศักดิ์และหวงยี่ ให้ช่วยกันตามหานายชัยวัฒน์ให้เจอ