ตอนที่ 12 อสูรต้นกำเนิด
ไวท์อยู่ในอาการฉงนอย่างมาก เขาเคลื่อนสายตามองทั่วบริเวณพลันปรากฏเป็พื้นที่ว่างขนาดใหญ่ราวกับห้องโถง มันไม่ใช่ห้องโถงธรรมดา ประหนึ่งห้องโถงของพระราชวังอย่างไรอย่างนั้น สายตาของเขาชะงักงันลงตรงบันไดร้อยขั้นสู่บัลลังก์ดำ ไวท์หันมองกลับมาที่ชายชราตรงหน้า เขายังคงไม่เอ่ยกล่าวใดๆ
“ข้าถามเ้าว่าเข้ามาได้ยังไง” บุคลิกภาพของชายชราผู้นี้ดูสง่าราศี รูปร่างของเขาประหนึ่งเผ่ามนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน น้ำเสียงและการวางตัวของเขาทำให้ดูเป็คนที่น่าเชื่อถืออย่างมาก เผ้าผมสีขาวโพลนสั้นดูเรียบร้อยแต่ดุดัน ทรงคิ้วโก่งสูงนั้นยิ่งสร้างภาพลักษณ์ของชายชราที่เด็ดเดี่ยวไร้ปราณี การแต่งตัวของเขาเป็เครื่องแบบที่ไวท์ไม่เคยเห็นมาก่อนในสองชีวิต เสื้ออาภรณ์สีดำดูเรียบง่ายแต่กลับแผ่บรรยากาศหรูหราโออ่าอย่างไร้สาเหตุ
สัญชาตญาณการเป็ทหารของไวท์มันกำลังย้ำเตือน หากเขาไม่กล่าวตอบในไม่ช้า ศีรษะได้หลุดออกจากบ่าเป็แน่แท้ ยิ่งเมื่อได้เห็นค่าสเตตัสของผู้ชรายิ่งแล้วใหญ่…
Lv.10 (ดรากอส) (ัปฐมเทพ) (ัสมมติเทพ)
เื:900,000
พลังโจมตี:300,000
มานา:1,000,000
พลังป้องกัน:800,000
ค่าความว่องไว:55,000
ความสามารถในการฟื้นฟู:600 หน่วย/วินาที
ต้านทานธาตุทุกชนิด:100%
ต้านทานดีบัฟทุกชนิด:100%
ค่าสเตตัสของชายชราผู้นี้แทบทำให้ไวท์กระอักเืคำโต มองผิวเผินค่าสเตตัสมันสูงกว่าเทพอสูรซะอีก!! แต่คงมีข้อเสียที่นอกจากค่าสเตตัสและภูติต้านทานต่างๆ ชายชราก็ไม่มีสกิลอื่นอีกเลย ทว่า ด้วยสเตตัสที่สูงขนาดนี้ สกิลอื่นๆคงไม่จำเป็ด้วยซ้ำ…
ไวท์ไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี เขาไม่ทราบว่าผู้ชรานี่มาร้ายหรือมาดี ดังนั้น ปกปิดตัวตนไว้ก่อนเป็อันดีที่สุด ั์ตาขึงขังของผู้ชราเขม็งจ้องสิ่งมีชีวิตประหลาดเบื้องหน้าไม่กระพริบตา
“ข้าถูกส่งมา” ไวท์กล่าวตอบอย่างรอบคอบ
ทันทีที่ผู้ชราได้ยินเสียงของมัน ั์ตาของตาเฒ่าพลันกลับกลายเป็ขยายโตกว้างปานถลน แววตาของเขาจับจ้องมาที่ไวท์ด้วยความไม่เชื่อ “น่าเหลือเชื่อ…” ทันใดนั้น ผู้ชราไม่รอช้าที่จะถวายความเคารพแก่สิ่งมีชีวิตประหลาดเบื้องหน้า เป็ความเคารพที่ออกมาจากใจจริง “ถวายบังคมนายท่าน”
สถานการณ์ในตอนนี้ยิ่งทำให้ไวท์ตกตะลึงพรึงเพริด เขาเต็มไปด้วยความงุนงงหนักยิ่ง
“ข้าคาดไม่ถึงเลยว่ายังจะมีอสูรต้นกำเนิดเหลือรอดอีกในโลกอัคทราลาเซีย” ดรากอสกล่าวด้วยความสัตย์จริง
“นะ…นี่มันอะไร ข้างงไปหมดแล้ว” เป็ธรรมดาที่ไวท์จะไม่เข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบัน ชายชราคาดเดาเื่นี้ไว้แล้ว เขาเปิดปากขึ้นกล่าวว่า “ข้าัเฒ่าเป็ข้ารับใช้ขององค์ปฐมอสูร องค์ปฐมอสูรทิ้งอณูพลังเวทย์ไม่ทั่วทุกหนแห่งของโลกอัคทราลาเซีย อณูพลังเวทย์ที่ถูกทิ้งนั้นมีสิทธิ์จะกลายเป็สิ่งมีชีวิต โบราณสถานหรือสุสานเทวา ถ้าหากอณูพลังเวทย์กลายเป็สิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตพวกนั้นจะพูดภาษาอสูรต้นกำเนิดได้ หลังจากท่านองค์ปฐมอสูรหายสาบสูญไป พวกเราจึงอยู่รับใช้ลูกหลานของท่านสืบไป…”
ไวท์ถึงกับตกตะลึงต่อความจริงตรงหน้าประหนึ่งสายฟ้าฟาดใส่ ข้อมูลต่างๆนานาถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นสมุทรที่เกรี้ยวกราด เขาเริ่มเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันขึ้นมากแล้ว
“เดิมทีข้ารับใช้ของท่านองค์ปฐมอสูรมีอยู่สิบตน แต่หลังจากาเทวาสิ้นสุด พวกของข้าก็ตายจากไปถึงเก้าตนจากผลกระทบของา” แม้พูดมาถึงการที่พวกพ้องตกตายจากา น้ำเสียงของัเฒ่าก็ไม่แปรเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย ยังคงเยือกเย็นไร้อารมณ์ดุจไร้ความรู้สึก
พอเข้าใจสถานการณ์ได้แล้ว…
“การที่ท่านมายังสถานที่แห่งนี้ได้ บุคคลที่ส่งท่านมาย่อมต้องเข้าใจหรือรู้จักสถานที่แห่งนี้เป็อย่างดีแน่แท้” สายตาของเฒ่าักลับกลายเป็คมกริบ “ใครหรือ คนที่ส่งท่านมา”
“เทพอสูร” ไวท์ตอบด้วยท่าทางสบายๆ
เฒ่าัที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ท่านอสูรยังมีชีวิตอยู่อีกรึนี่…”
“ท่านอสูร?”
“ไม่แปลกใจที่ท่านจะไม่ทราบเื่นี้ ท่านเทพอสูรมีนามเดิมว่า อสูร แต่ด้วยความแข็งแกร่งของท่านอสูร บรรดาอสูรด้วยกันต่างยกย่องท่านอสูรเปรียบประหนึ่งเทพเ้า นามของท่านอสูรจึงกลับกลายเป็เทพอสูรนับแต่นั้นมา ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคงเป็เมื่อสี่แสนปีก่อน ความห้าวหาญนั้นทำให้ท่านอสูรกลายเป็ตัวตนที่สิ่งมีชีวิตทั่วโลกไม่มีวันลืม” ัเฒ่าอธิบาย
“เอาเถิด นั่นเป็เื่ของอสูรต้นกำเนิดเฉกเช่นเดียวกันกับท่าน วิหารปฐมอสูรมีไว้เพื่อชุบเลี้ยงอสูรต้นกำเนิด นั่นไ่มได้หมายความว่าท่านจะได้รับสิทธิ์วิหารแต่อย่างใด” เฒ่าัเคร่งครัดในเื่นี้อย่างยิ่ง เมื่อหลายแสนปีก่อน มันมีอสูรต้นกำเนิดที่อยากวิหารปฐมอสูรซึ่งวิหารนี้ไม่ต่างอันใดไปจากแดนวิเศษ ต่อให้อสูรต้นกำเนิดเ่าั้สามารถล้มเฒ่าัได้ แต่ถ้าวิหารปฐมอสูรไม่ยอมรับเป็นาย มันก็ไม่มีทางควบคุมวิหารได้…
“แท้จริงแล้วก็เป็เช่นนี้…” ไวท์จับจ้องบัลลังก์ดำไม่กระพริบตา ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด เขาชอบมองไปทางบัลลังก์ดำอยู่บ่อยครั้งราวกับถูกแรงดึดดูดไร้ลักษณ์ จู่ๆ ไวท์ก็คิดอยากจะลองอะไรเล่นๆขึ้นมา ไวท์ลองยืนสองขาแบบมนุษย์ดูบ้างซึ่งปรากฏว่าสามารถทำได้ ร่างกายของเอเลี่ยนไวท์มีสมดุลที่ดีมาก เขาลองเดินตรงไปทางบัลลังก์ดำ
“นั่นท่านจะทำอะไร” ัเฒ่าขมวดคิ้วมุ่น เมื่อผู้ชราสังเกตเห็นทิศทางที่มันเดินไป เขาก็เผยรอยยิ้มตรงมุมปาก “บัลลังก์ดำเป็ของท่านองค์ปฐมอสูร จ้าวผู้ปกครองวิหารปฐมอสูรเพียงผู้เดียว ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถย่างกรายเข้าเขตบัลลังก์ดำได้ หากท่านยังดื้อดึงจะไปต่อ ท่านจะถูกบาเรียต้นกำเนิดขัดขวางไว้”
เฒ่าัจดจำอาณาเขตการครอบคลุมของบาเรียต้นกำเนิดได้ดี นี่สืบเนื่องจากมีอสูรต้นกำเนิดหลายตัวคิดลองดีอยากไปนั่งบนบัลลังก์ดำ วินาทีที่ไวท์อยู่ห่างจากบาเรียราวสาม่เก้า ัเฒ่าพร้อมจะกล่าวขึ้นทันที “เห็นไหม ข้าเตือนทะ…”
ผู้ชรายังกล่าวไม่ทันจะจบ เอเลี่ยนไวท์ที่สมควรโดนอาณาเขตบาเรียต้นกำเนิดไปแล้วกลับสามารถสืบเท้าไปต่อได้อย่างสบายๆ ความตกตะลึงลานเข้าจู่โจมจิตใจของเฒ่าั หัวใจที่เงียบสงบนิ่งคล้ายหยุดเต้นมานานกว่าหลายล้านปี ใน่เวลานี้ หัวใจของตาเฒ่ากำลังเต้นกระหน่ำประดุจกระเต้นออกมาจากอก เฒ่าักลับมารู้สึกถึงการมีของหัวใจของตนเองอีกครั้ง…
“ปะ…เป็ไปไม่ได้” ั์ตาของผู้ชราเฒ่าแข็งค้างขณะจับจ้องรูปลักษณ์สีขาวซีดที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าบัลลังก์ดำ ไวท์แสยะยิ้มด้วยความสะใจ ตอนที่เขาอยู่ต่อหน้าบาเรีย เสียงระบบได้ดังขึ้นมาว่า
<ฉายา:เ้าผู้ปกครองจักรวาล>
ข้าคือจ้าวผู้ปกครองจักรวาล ไม่มีแห่งหนใดในจักรวาลที่ไม่ใช่ของข้า
เมื่อข้อความนี้เด้งขึ้น บาเรียต้นกำเนิดที่ขวางทางไวท์ไว้ก็สลายหายไป…
ในที่สุด ไวท์ก็ทิ้งร่างลงบนบัลลังก์สีดำ
“นี่น่ะหรือ… ความรู้สึกของาา”