เซียวจื่อหานเป็ผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง ในความทรงจำของร่างนี้วันแรกที่เขาเข้ามารายงานตัวยุวปัญญาชนที่หมู่บ้านได้มีโอกาสได้เจอเขาเซียวจื่อหานในตอนนั้นเป็คนสูงโปร่ง ขาเรียวยาว แขนยาวน่าจะสูง 185 เิเ ความสูงหาได้ยากจากผู้ชายในสมัยนี้ ผิวขาวดูบอบบางแต่ใบหน้าของเขานั้นได้รูป คิ้วเข้มเรียวได้รูป สายตาเ็า จมูกโด่งริมฝีปากบางสีแดง
โดยรวมก็เป็ผู้ชายหน้าตาดีมากๆคนหนึ่ง แต่เหมือนลูกคุณหนูในเมือง ไม่มีความเป็ไปได้เลยที่เขาจะมาเป็ยุวปัญญาชน ลำบากทำไร่ ทำสวน อยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้
ส่วนนิสัยของเขาที่รับรู้มาเขาเป็คนไม่แยแสใคร พูดจากวนประสาท หน้านิ่งบวกกับสายตาที่เ็าคู่นั้นด้วยทำให้ดูเป็คนที่เข้าหายากแล้วก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขาเท่าไหร่ เ้าของร่างเคยได้เจอเขาใกล้ๆแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ก็คือวันแรกที่มารายงานตัวในหมู่บ้าน ทั้งคู่ไม่เคยพูดคุยกันแค่เพียงเห็นกันผ่านๆ เท่านั้น
ส่วนซูหลิวอี้ได้เข้ามาอยู่ร่างนี้ตอนที่เซียวจื่อหานเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านได้ปีกว่า ๆแล้วเพราะเ้าของร่างตกเกวียนระหว่างทางกลับจากอำเภอ หัวกระแทกหินลาโลกไปอย่างน่าสงสาร
สิ่งที่ต่างจากภาพจำในครั้งแรกเกี่ยวกับเซียวจื่อหาน ตอนที่หลิวอี้มาอยู่ในร่างนี้เขากลายเป็ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งอยู่เหมือนเคยแต่ร่างดูหนากว่าครั้งแรกที่เจอกันมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมา ผิวขาวสะอาดใสในตอนนั้นคล้ำลงเล็กน้อย แต่ก็ยังดูขาวกว่าหนุ่มๆ ในหมู่บ้านอยู่มากหน้าตาไม่ได้ดูเป็คุณชายเมืองหลวงเหมือนวันแรก แต่กลับดูแปลกตาไปในทางที่ดีแต่ก็ยังคงภาพลักษณ์เงียบขรึม เ็าไว้ดังเดิม
ซูหลิวอี้ไม่เคยคุยกับเซียวจื่อหานเลยสักครั้งแต่ก็ได้เจอหน้ากันเป็บางครั้งเวลาทำงานส่วนมากเธอจะแค่ตอบกับการทักทายของเจียงชิงหยวนเพื่อนสนิทของเขาที่มาเป็ยุวปัญญาชนที่นี่ด้วยกันในบางครั้งเจียงชิงหยวนเป็เพื่อนสมัยเด็กของเซียวจื่อหาน พ่อเป็นายทหารปลดเกษียณบ้านอยู่ในปักกิ่งเช่นเดียวกัน
ใน่นั้นที่เธอมาอยู่ร่างนี้ใหม่ ๆเธอแทบไม่ได้คุยกับใครเท่าไหร่ ยิ่งพวกยุวปัญญาชนนะเหรอ ยิ่งแล้วเลย
ฉันยังไม่อยากโดนจับเผาทั้งเป็นะ ถ้าคนในหมู่บ้านรู้ว่าฉันมาสิงร่างก็แย่นะซิ
มีแค่คนสองคนที่เข้ามาคุยด้วยตลอดอยากจะหนีก็หนีไม่ได้ ก็คือ หลินเหมยฮวา หญิงสาวหน้าตาสดใส เรียบร้อยและจูเจียงหยงหลานชายของหัวหน้าหมู่บ้าน
แรกๆ มันก็เป็แค่การพูดคุยตามมารยาทแต่ในระยะเวลาไม่นานมันกลับทำให้เธอรู้สึกสนิทใจกับสองคนนี้ความใสซื่อรอยยิ้มที่ดูจริงใจการเอาใจใส่ด้วยความจริงใจจากคนแปลกหน้าที่พยายามอยากจะเป็เพื่อนเธอ มันค่อยๆทำให้ความระมัดระวังตัวของเธอค่อยๆ ลดลงเรื่อย ๆ กลายเป็ตัวของเธอเอง
เธอเริ่มที่กล้าแสดงตัวตนกับคนรอบข้างมากขึ้นเพราะคงไม่มีใครจับเธอไปเผาทั้งเป็ได้ ด้วยความฉลาดในการวางตัว การปรับตัวและมุมมองของคนยุคนี้ ไม่มีทางมองเธอออกแน่นอน
ส่วน เซียวจื่อหานนะเหรอไม่ได้อยู่ในสายตาหลิวอี้เลย สังคมเท่าเทียมระหว่างชายหญิงคือสังคมที่เธอจากมาสำหรับผู้ชายที่ทำหน้าเย่อหยิ่ง เ็าแทบจะตลอดเวลา หน้าผากแทบจะเขียนคำว่าข้าคือเทพเ้าอ้อนวอนข้าซิ แปะไว้อยู่ล่ะ เธอจะสนใจคนแบบนี้ได้ยังไงให้เป็แฟนโลกคงถล่ม แค่เพื่อนเธอยังลำบากใจเลย
แล้วเื่ก็เกิดขึ้นจนได้ มีเด็กน้อยคนหนึ่งะโเรียกหน้าสำนักงานหมู่บ้าน ในตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากหลิวอี้คนเดียว
“มีใครอยู่ไหม มียุวปัญญาชนาเ็ที่บ้านพักหมอไม่อยู่ช่วยเอายาไปทำแผลให้หน่อย”
“ได้ ๆ เดี๋ยวฉันเอากล่องยาแป๊บนะ”
ไม่ใช่เื่แปลกที่พอมีเหตุการณ์าเ็เล็กๆ น้อยคนในหมู่บ้านจะมาเรียก เพราะตอนนี้การไปหาหมอในตัวอำเภอยังไม่สะดวกแล้วยังมีค่าใช้จ่ายที่เยอะ ชาวบ้านสมัยนี้เรียนรู้ที่จะรักษาตัวเองเล็ก ๆ น้อยๆได้ ด้วยยาพื้นฐาน หรือไม่ก็สมุนไพรที่หาได้ตามูเา
ตอนที่ ซูหลิวอี้เดินออกมาเด็กคนนั้นก็ไม่อยู่ซะแล้ว บ้านพักยุวปัญญาชนไม่ใช่สถานที่อันตรายเป็บ้านพักที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้ยุวปัญญาชนพักอาศัยด้วยเงินสวัสดิการของหมู่บ้านบ้านนี้เป็เรือนแยกสองฝั่ง มีห้องโถงเอาไว้ทานข้าวอยู่ตรงกลางข้างหน้าเป็ลานบ้าน ข้างหลังบ้านมีแปลงผักขนาดไม่ใหญ่ และมีบ่อน้ำอยู่ด้วย
เมื่อก่อนหมู่บ้านนี้มียุวปัญญาชนมาอยู่เยอะแต่ตอนนี้มีคนพักอยู่เพียง 8 คน เป็ชาย 6 คนหญิง 2 คนแยกกันระหว่างห้องพักชายและหญิงฝั่งล่ะ 3ห้องนอนและด้วยนิสัยไม่ถือสาเื่ความใกล้ชิดชายหญิงสักเท่าไหร่เธอก็รีบเดินไปที่นั่นทันที
“มีใครอยู่ไหมคะฉันมาจากสำนักงานมีคนไปตามให้มาทำแผลให้ยุวปัญญาชนค่ะ”เธอะโถามหหน้าลานบ้านพักยุวปัญญาชน ไม่มีใครตอบกลับมา
“มีใครอยู่ไหมคะ ถ้ายังไงฉันขออนุญาต เดินเข้าไปนะคะ”ซูหลิวอี้ เดินไปทางห้องพักยุวปัญญาชนหญิง ก็ไม่พบใคร
“หรือจะอยู่ห้องพักชายนะ”
เธอเดินเข้าไปดูโดยไม่เอะใจด้วยความห่วงาแที่หนัก บวกกับการสังหรใจแปลก ๆว่าจะมีคนแกล้งให้เธอมาเสียเที่ยวเธอเลยตัดสินใจเดินไปสอบถามอีกฝั่งทันที
“มีใครอยู่ไหม” ก็ยังคงเงียบเช่นเดิมห้องพักมีทั้งหมด 2ห้องนอน และมันไม่ได้ปิดประตู อีกห้องหนึ่งปิดประตูไว้ หลิวอี้เดินดูหน้าประตูห้องแรกไม่เจอใคร พอเดินไปห้องที่สองเธอเห็นเซียวจื่อหานนอนอยู่ในห้อง
ตอนนั้นเธอกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเดินเข้าไปดูหรือกลับสำนักงานดีเพราะเธอเรียกเขาไม่ตอบ และไม่ตื่นเพียงขยับเล็กน้อยซึ่งมันแปลกมากถ้าเขาจะนอนขี้เซาขนาดนั้น
“หรือเขาจะป่วยนะ แต่คนที่มาเรียกบอกว่ามีคนาเ็นี่” หลิวอี้เริ่มลังเลว่าควรจะเข้าไปดูในห้องไหมเพราะถึงจะไม่ถือสาเื่ความใกล้ชิดแต่มันก็ไม่เหมาะสม
ระหว่างที่ยังตัดสินใจไม่ได้เจียงชิงหยวนก็เดินเข้ามาในบ้านพัก พร้อมกับป้าโจวซื่อที่อยู่บ้านไม่ไกลจากบ้านยุวปัญญาชน
“นั้นหลิวอี้นี่ เธอมาทำอะไรที่นี่คนเดียวเหรอ”ป้าโจวเอ่ยถามพลางทำหน้าสงสัย
“มีคนไปตามฉันที่สำนักงานบอกว่ามียุวปัญญาชนาเ็รออยู่ที่บ้านพัก ฉันเลยเอากล่องยามาทำแผลให้ค่ะ”
“ไม่มีคนาเ็นะ สหายซูหลิวอี้มีแต่จื่อหานที่นอนไม่สบายเป็ไข้อยู่บนเตียงนั้นล่ะเมื่อสักพักมีเด็กเอายามาให้กินแก้ไข้ ฉันต้มยาหม้อไม่เป็ก็เลยไปตามป้าโจวมาต้มให้จื่อหานแทน”
“อ้อ คงมีคนเข้าใจผิดละมั้งถ้างั้นฉันขอตัวกลับสำนักงานก่อนนะ สหายเจียงชิงหยวน”หลิวอี้เดินออกจากบ้านพักกลับสำนักงานโดยข้องใจกับเื่ราวที่เจอนี้
เื่มันก็มีแค่นี้ ไม่มีการพูดคุยกันแม้แต่คำเดียวระหว่างสองคนเวลาต่อมาไม่นานทั้งคู่ที่ก็กลายเป็หัวข้อสนทนาของคนในหมู่บ้าน มีข่าวลือว่าซูหลิวอี้แอบนัดพบกับเซียงจื่อหาน ที่บ้านพักยุวชน
เธอก็อธิบายให้พ่อแม่ทราบเกี่ยวกับเื่ทั้งหมดและให้ไปสอบถามเจียงชิงหยวนกับเซียวจื่อหานได้เลยว่ามันไม่มีอะไร พ่อแม่เชื่อเธอและพยายามแก้ไขข่าวลือของเธอ แต่สำหรับคนบ้านใหญ่ ปู่ ย่า อารอง อาสะใภ้ ลูกๆของพวกเขาตำหนิเธออย่างหนักว่าเธอทำให้เสียชื่อเสียง
พอนานวันเข้า จากการแอบนัดพบกันข่าวลือเปลี่ยนไปเยอะแยะมากมาย เธอให้ท่ายุวปัญญาชนถึงบ้านเธอใฝ่สูงอยากเป็สะใภ้เมืองหลวงโดยที่ฝ่ายชายไม่เล่นด้วยเธอกลายเป็คนไร้ยางอายโดยที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย
จากที่แรก พ่อแม่อยู่ข้างเธอแต่ข่าวลือร้ายแรงไปถึงขั้นเธอมีสัมพันธ์กับเซียวจื่อหานแล้วพ่อกับแม่ก็ทอดทิ้งเธอ อยากให้เธอแต่งงานก่อนที่ชื่อเสียงเธอจะเสียหายไปมากกว่านี้ปู่กับย่ากลัวว่าเื่ของเธอจะส่งผลกระทบกับการแต่งงานของลูกหลานคนอื่น ๆ
ในตอนนั้นเธอทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเธอโกรธพ่อแม่ที่คล้อยตามบ้านใหญ่เธอตั้งใจจะออกจากหมู่บ้านนี้อยู่แล้ว แต่เธอยังไม่ได้เตรียมความพร้อมเื่ต่างๆหลิวอี้ หวังว่าจะได้มีครอบครัวเหมือนคนอื่นในตอนนั้น
ชีวิตทั้งชีวิตต้องมาแต่งงานเพราะข่าวลือที่ไม่ใช่เื่จริงชีวิตคนทั้งคนต้องขึ้นอยู่กับคำพูดคนอื่นต่อให้ไม่ใช่เธอเป็คนอื่นในยุคเธอไม่มีทางรับได้หรอก