บทที่ 16 ข้าคร้านจะเสแสร้งแล้ว เปิดไพ่กันเลย
ประกายไฟเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศว่างเปล่าโดยรอบ พุ่งรวมตัวไปที่สวีเจียวเจียว
อาภรณ์ของสวีเจียวเจียวพลิ้วไหว เส้นผมยาวปลิวสะบัดราวกับเทพเพลิงที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล!
“นี่คือปราณิญญาอัคคีหรือ?”
ซูฝานแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็น ยื่นมือออกไปคว้าปราณิญญาอัคคีก็รู้สึกร้อนนิดหน่อย
สวี่ซานอินและเหลิ่งเยว่ที่อยู่นอกสนามต่างก็หน้าดำทะมึน
‘ไอ้หนูนี่กำลังทำอะไรอยู่?’
‘อีกฝ่ายเริ่มเรียกปราณิญญาอัคคีแล้ว ยังมีอารมณ์มาเล่นสนุกอยู่อีกหรือ?’
ตูม!
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นรอบกายของสวีเจียวเจียว คลื่นความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวถาโถมเข้าใส่ซูฝาน
ในชั่วพริบตา เหงื่อของซูฝานก็ไหลโซมกาย ตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายตกอยู่ในเตาหลอมขนาดใหญ่ อาภรณ์บนร่างกายกำลังจะลุกไหม้
“ร่างิญญาไร้ค่า ชั่วชีวิตนี้ก็คงเป็ร่างิญญาไร้ค่าตลอดไป”
“แม้ว่าจะมีพลังบำเพ็ญเท่ากับศิษย์น้องสวี แต่เมื่อเผชิญหน้ากับปราณิญญาธาตุ ร่างิญญาไร้ค่าก็เป็เพียงมดปลวกเท่านั้น”
จ้าวอวี่มองดูซูฝาน พลางยิ้มเยาะที่มุมปาก “ไอ้หนู เ้าจองหองเร็วเกินไปแล้ว”
......
“ดูเหมือนว่าจะไม่เหมือนกัน” ซูฝานกางมือออก มองดูปราณิญญาที่กำลังรวมตัวเข้ามา
นี่เป็เพียงปราณิญญาธรรมดาที่ไม่มีธาตุใด ๆ เจือปน เมื่อเทียบกับปราณิญญาอัคคีแล้ว ช่างด้อยค่าเสียจริง
“ซูฝาน เ้าไร้ค่า ไปตายซะ!” สวีเจียวเจียวตวาดด้วยความโกรธ
เปลวเพลิงรอบกายของนางแปรเปลี่ยนเป็คลื่นโทสะ ท่วมท้นนภา ถาโถมเข้าใส่ซูฝาน
“อย่าปะทะกันตรง ๆ จำคำที่ข้าบอกเ้าเมื่อคืนไว้ให้ดี จงโจมตีในจังหวะที่นางไม่ทันตั้งตัว สังหารนางในยามที่นางไม่ทันระวัง” เหลิ่งเยว่กระซิบเบา ๆ
ร่างิญญาไร้ค่าและร่างิญญาธาตุมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หากอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็ร่างิญญาธาตุใดก็ตาม ล้วนสามารถเอาชนะร่างิญญาไร้ค่าได้อย่างง่ายดาย
โอกาสเดียวของซูฝานคือการโจมตีแบบไม่คาดคิด เฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสม แล้วลงมือโจมตีสวีเจียวเจียวด้วยการจู่โจมที่ถึงแก่ชีวิต
แต่อย่างไรก็ตาม
ซูฝานมิได้จดจำคำพูดของนาง
เมื่อมองเห็นปราณิญญาอัคคีที่ไหลบ่าเข้ามา ซูฝานก็โบกมือ รวบรวมปราณิญญาธรรมดาให้กลายเป็สายธารที่ไหลบ่าออกไป
“ช่างไม่รู้จักประมาณตนเสียจริง!”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ผู้คนมากมายอดมิได้ที่จะหัวเราะเยาะ
ช่างเป็การกระทำที่โง่เขลาเสียจริง
ปราณิญญาธรรมดาเช่นนี้ จะกล้าไปปะทะกับปราณิญญาธาตุได้เยี่ยงไร?
ตูม!
เป็ไปตามที่คาดไว้!
เมื่อปราณิญญาสองสายปะทะกัน ปราณิญญาอัคคีก็พุ่งทะยานราวกับไผ่แตกกิ่ง กวาดล้างปราณิญญาธรรมดาจนพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ “ลมแรงมาแล้ว รีบหนีเถอะ!”
ซูฝานวิ่งออกไปทันที
บึ้ม!
เปลวเพลิงพุ่งกระแทกพื้น พร้อมกับฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ลึกหลายเมตร
ซูฝานหันกลับไปมอง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่
‘นี่คือพลังทำลายล้างของปราณิญญาธาตุหรือ? หากข้าหลบไม่ทัน ป่านนี้คงกลายเป็เศษเนื้อไปแล้ว’
เซวียฉางซานสูดหายใจลึก เงยหน้ามองไปทางสวี่ซานอิน แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ขออภัย เ้ายังคงเอาชนะข้าไม่ได้” สวี่ซานอินแค่นเสียงจากจมูก
“ข้าไม่เคยคิดจะเอาชนะอยู่แล้ว”
จ้าวอวี่มองไปที่สวีเจียวเจียวที่อยู่ในสนาม พลางยิ้มพูดว่า “ศิษย์น้องสวี จัดการให้จบเร็ว ๆ เถอะ”
“เ้าค่ะ”
สวีเจียวเจียวพยักหน้า ปราณิญญาอัคคีรวมตัวกันที่ฝ่ามือทั้งสอง นางไล่โจมตีซูฝาน
“เ้าไม่คิดถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างพวกเราเลยหรือ? ลืมไปแล้วหรือว่าในอดีตข้าเป็คนซักตู้โตว*[1] ให้เ้า?” ซูฝานวิ่งสุดชีวิต และะโสุดเสียง
“อึก!”
ทุกคนในที่นั้นต่างตะลึงงันมองดูสองคนที่กำลังไล่ล่ากันอยู่บนสนาม สายตาของพวกเขาดูประหลาดยิ่งนัก
“เ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลไร้สาระ!”
สีหน้าของสวีเจียวเจียวแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย นางมิอาจให้ซูฝานซักตู้โตวของนางเด็ดขาด
อย่างมากก็แค่ตอนที่นางนำไปตากเท่านั้นที่ซูฝานเคยเห็น
“ข้ายังจำสีพวกนั้นได้เลย มีทั้งสีชมพู สีม่วงแดง แล้วก็ถุงน่องสีดำด้วย...”
“แค่ก แค่ก...”
“อย่าเข้าใจผิดไป ตอนที่ข้าซักเสื้อผ้าพวกนี้ ข้าไม่ได้คิดอะไรแอบแฝงเลยจริง ๆ ข้าเป็เพียงเด็กหนุ่มที่บริสุทธิ์...”
ซูฝานหน้าแดงด้วยความอับอาย
‘ชิ! บริสุทธิ์งั้นหรือ?’
‘บริสุทธิ์รึ? แล้วไฉนถึงคิดถึงสิ่งที่ทำให้เืกำเดาไหลพวกนั้นได้?’
“ซูฝาน ข้าจะฆ่าเ้าให้ตาย!” สวีเจียวเจียวโกรธจนคลุ้มคลั่ง ปราณิญญาอัคคีพุ่งทะยานมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับทะเลเพลิงที่ลุกโชน พุ่งเข้าโจมตีซูฝานอย่างบ้าคลั่ง
“จะสังหารข้าหรือ?” ซูฝานหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองสวีเจียวเจียว ยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า “พอเถอะ ข้าคร้านจะเสแสร้งแล้ว”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
สีหน้าของสวีเจียวเจียวแสดงความตกตะลึง
ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ต่างมองเขาด้วยสีหน้างุนงง ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กำลังจะทำอะไร
“เ้าไม่คู่ควรที่จะเป็คู่ต่อสู้ของข้า สวีเจียวเจียว” ซูฝานมองสวีเจียวเจียวอย่างดูแคลน ก่อนจะกวาดตามองไปยังศิษย์ที่อยู่รอบ ๆ แล้วเอ่ยอย่างดูิ่ “พวกเ้าที่อ้างว่าเป็ร่างิญญาธาตุ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่นักหรือ ในสายตาข้า พวกเ้าไม่ต่างอะไรจากอึก้อนหนึ่ง”
“ไอ้คนไร้ค่า เ้ากำลังพูดถึงใครกัน?”
“ถ้ามีฝีมือจริง ก็เอาชนะสวีเจียวเจียวให้ได้ก่อนค่อยมาพูด!”
“ร่างิญญาไร้ค่าอย่างเ้า กล้าดีมาโอหังถึงเพียงนี้ ใครกันให้ความกล้าแก่เ้า?”
เพียงประโยคเดียว ก็จุดชนวนความโกรธให้ผู้คนมากมาย
หากสายตาสามารถสังหารคนได้ ซูฝานคงถูกสับเป็ชิ้น ๆ ไปแล้ว “ความกล้าหาญของข้าย่อมมาจากพร์ในการบำเพ็ญและพลังอันแข็งแกร่งอยู่แล้ว”
ซูฝานแย้มยิ้มอย่างหยิ่งผยอง
“เ้าเด็กนี่ น่าโดนสั่งสอนเสียจริง”
“ร่างิญญาไร้ค่าเยี่ยงเ้า กล้ากล่าวถึงพร์ในการบำเพ็ญด้วยรึ?”
“อย่าขวางข้า ข้าจะไปฆ่ามันให้ตาย!”
“......”
ศิษย์ที่เพิ่งบรรลุขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางคำรามออกมา ทว่าไม่มีผู้ใดรั้งเขาเลย
“เหตุใดพวกเ้าถึงไม่ห้ามข้า”
“เช่นนี้ข้าจะเสียหน้ามากเชียวนะ” ศิษย์ผู้นั้นมองสหายข้างกาย รู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก
“พวกข้าก็อยากจะสังหารมันเช่นกัน ดังนั้นพวกข้าจึงสนับสนุนเ้า”
เหล่าสหายต่างหัวเราะคิกคัก
“ซูฝาน วันนี้หากข้ามิได้ฆ่าเ้า ข้าจะไม่ขอเป็คน!” สวีเจียวเจียวได้สติกลับมา โทสะพลุ่งพล่านจนผมตั้งชัน
ปราณิญญาอัคคีแผ่ไอร้อนแรงราวกับจะเผาผลาญพื้นพิภพ พุ่งเข้าจู่โจมซูฝานด้วยความเดือดดาล
“ถ้าเช่นนั้น เ้าก็อย่าเป็มนุษย์อีกต่อไปเถิด”
ซูฝานหัวเราะเบา ๆ อย่างเย้ยหยัน ร่างกายสั่นสะท้าน พลังอันน่าสะพรึงกลัวคำรามออกมา
ชกกำปั้นออกไป หมัดและเปลวเพลิงปะทะกันอย่างดุเดือด
“จงพินาศไปซะ!”
ซูฝานคำรามต่ำ พลังอันน่าสะพรึงกลัวะเิออกมา ปราณิญญาอัคคีพลันแตกสลายในพริบตา
เขาไม่ให้โอกาสสวีเจียวเจียวได้ดิ้นรนแต่อย่างใด พุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งอสุนีบาต เตะเข้าที่ท้องน้อยของสวีเจียวเจียวอย่างแรง
“อ๊าก...”
เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้น สวีเจียวเจียวกระเด็นไปไกลกว่าสามจั้ง ร่างกระแทกพื้นอย่างทุลักทุเล เืสดไหลออกจากปาก
นี่แหละคือการกดขี่ด้วยพลังบำเพ็ญ!
‘ร่างิญญาอัคคีแล้วอย่างไร?’
‘ปราณิญญาอัคคีแล้วอย่างไร?’
‘ตราบใดที่พลังบำเพ็ญสูงกว่า ข้าจะบดขยี้เ้าได้อยู่ดี!’
“เกิดอะไรขึ้น?”
“พลังของเขา เหตุใดจึงแข็งแกร่งขึ้นในพริบตาเช่นนี้”
“ช้าก่อน!”
“พวกเ้ารีบดูพลังบำเพ็ญของเขาเร็วเข้า...”
“์! ข้ามิได้กำลังฝันไปใช่หรือไม่!” ผู้คนมากมายต่างร้องอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
ในขณะนี้พลังบำเพ็ญของซูฝานกลับบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงแล้ว
ปวงชนต่างตะลึงงัน
“เป็ไปไม่ได้...”
“เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด!”
เซวียฉางซานคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เ้าไม่รำคาญบ้างหรือ พูดวนไปวนมาแค่สองประโยคนี้?”
ซูฝานหันไปจ้องเซวียฉางซานด้วยสายตาดุดัน
‘ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นว่าพลังบำเพ็ญของข้าได้บรรลุขอบเขตหลอมกายาขั้นกลาง เขาก็เอาแต่ะโว่า เป็ไปไม่ได้! เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด!’
‘พูดอะไรใหม่ ๆ บ้างไม่ได้หรือ?’
เซวียฉางซานไม่สนใจเขา หันไปจ้องมองสวี่ซานอินแล้วตวาดว่า “จงอธิบายให้ข้าฟัง!”
สวี่ซานอินกะพริบตาปริบ ๆ
‘อธิบายเื่อะไร? ยามนี้ในหัวข้าก็มึนงงไปหมด ยังจะให้ข้ามาอธิบายให้ฟังอีก!’
‘สามวัน ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลาง’
‘บัดนี้ บรรลุขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงอีกแล้ว?’
‘เพียงแค่ครึ่งเดือน ทะลวงผ่านสองขั้นติดต่อกัน?’
‘เ้าล้อเล่นใช่หรือไม่’
‘นี่คือร่างิญญาไร้ค่างั้นรึ’
‘ต่อให้เป็ร่างิญญาธาตุที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็มิอาจเทียบได้กระมัง’
[1] ตู้โตว คือ ชุดชั้นใน