ตอนที่ 20 คนจนรักจริง..จริงหรือ?
ฉันนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่ในห้องทำงานส่วนตัว แอร์เย็นฉ่ำของคลินิกจิตวิทยาประจำโรงงานอุตสาหกรรมแห่งนี้ไม่เคยทำให้ความรู้สึกร้อนรุ่มในใจของฉันสงบลงได้เลย ปลายนิ้วเรียวที่เคลือบด้วยสีทาเล็บสีแดงสดเคาะลงบนพนักวางแขนเป็นจังหวะเชื่องช้า สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ มันกรองแสงแดดจ้าของยามบ่ายให้กลายเป็นเพียงแสงสลัวทึมทึบ ด้านนอกนั่นคือภาพของเครื่องจักรขนาดมหึมาและปล่องควันโรงงานที่กำลังพ่นไอสีเทาขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงครางกระหึ่มของเครื่องจักรกลแว่วเข้ามาเบาๆ ทว่าไม่อาจกลบเสียงความคิดที่กำลังดังอื้ออึงอยู่ในหัวของฉันได้
ในหัวของฉันกำลังประมวลผลข้อมูลและทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาเหมือนกำลังนั่งดูภาพยนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพยนตร์ชีวิตอันแสนบัดซบที่ฉันเป็นทั้งนางเอกและนางร้ายในเรื่องเดียวกัน
ชีวิตของฉัน... พราวรินทร์ ผู้หญิงที่เคยผ่านขุมนรกของความอัปยศและการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมานับครั้งไม่ถ้วน ฉันเคยเป็นของเล่น เป็นเครื่องระบายตัณหาให้กับพวกผู้ชายที่มีอำนาจ มีเงินทอง และมีหน้าตาทางสังคม พวกผู้ชายที่สังคมภายนอกต่างพากันยกย่องว่าเป็น 'สามีตัวอย่าง' เป็น 'พ่อพระ' เป็น 'คนดี' ที่น่าเชิดชู
เสี่ยสมชาย... นักธุรกิจใหญ่โตระดับประเทศที่ยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อตัวฉันไปบำเรอความใคร่ เขาสร้างรังรักในคอนโดหรูหรา ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมและเครื่องเพชรให้ฉันราวกับฉันเป็นเจ้าหญิง ทว่าเมื่อเมียหลวงของเขาบุกมาอาละวาดพังห้องจนย่อยยับ เขากลับยืนกอดอกมองฉันถูกตบตี โยนความผิดทุกอย่างมาให้ฉันแต่เพียงผู้เดียว และเขี่ยฉันทิ้งเหมือนขยะชิ้นหนึ่งอย่างไร้เยื่อใย
ส.ส. วิทูร... นักการเมืองชื่อดังที่หน้าฉากรักครอบครัว เป็นแฟมิลี่แมนที่ประชาชนชื่นชม คอยบริจาคเงินให้เด็กกำพร้าและยืนยิ้มกอดภรรยาออกสื่อ แต่ลับหลังกลับชอบความรุนแรงและรสนิยมทางเพศที่วิปริตป่าเถื่อน บังคับให้ฉันตอบสนองความใคร่ในรูปแบบที่มนุษย์ปกติไม่ทำกัน และสุดท้ายก็ทิ้งฉันไปอย่างหน้าด้านๆ เมื่อกลัวว่าคู่แข่งทางการเมืองจะนำคลิปหลุดมาแบล็กเมล์ทำลายอนาคตของเขา
หมออนันต์... ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่ดูเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว อ้างว่าเมียเย็นชาและบ้างานเพื่อหลอกล่อให้ฉันเป็นเครื่องสนองตัณหาในห้องตรวจหลังเวลาทำการ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นคาวโลกีย์ยังคงติดจมูกฉัน เขายอมคุกเข่าอ้อนวอนอย่างน่าสมเพชเมื่อฉันตัดสินใจเดินจากมา
ผู้ชายพวกนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขามีเงิน มีการศึกษา มีสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่กลับมีสันดานมักมากและไม่เคยซื่อสัตย์ต่อภรรยาของตัวเอง พวกเขาใช้เงินซื้อความสุขชั่วคราวและพร้อมจะหักหลังคนที่รักพวกเขาได้เสมอเพียงเพื่อแลกกับความตื่นเต้นเร้าใจชั่วข้ามคืน
ฉันเหยียดยิ้มหยันให้กับความคิดของตัวเอง ความรักของพวกคนรวยมันก็แค่เรื่องจอมปลอม เป็นแค่หน้ากากที่สวมใส่เพื่อรักษาหน้าตาและผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้นแหละ
แล้วความรักของคนจนล่ะ...?
คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวของฉันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ฉันเริ่มตั้งสมมติฐานทางจิตวิทยาในใจอย่างท้าทาย คนที่ไม่มีเงิน คนที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ คนที่ชีวิตมีแต่ความยากลำบากและหนี้สิน พวกเขาจะมีความรักที่บริสุทธิ์และซื่อสัตย์กว่าพวกคนรวยหรือเปล่า?
ในตำราจิตวิทยาสังคมและตามหน้าสื่อต่างๆ มักจะพร่ำบอกเสมอว่า ความยากลำบากและการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจะทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักแน่นแฟ้นและมั่นคงมากขึ้น การที่คนสองคนต้องกอดคอกันฝ่าฟันอุปสรรคทางเศรษฐกิจ กัดก้อนเกลือกิน จะทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของกันและกันมากกว่าคู่รักไฮโซที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมแต่หัวใจว่างเปล่า นิยายน้ำเน่าหลายเรื่องมักเชิดชูความรักของคนยากไร้ว่าแสนจะงดงามและซื่อตรง
ฉันอยากรู้เหลือเกินว่า ทฤษฎีแสนสวยหรูนี้มันจะเป็นจริงไหม? หรือว่าแท้จริงแล้ว ตัณหา ราคะ และความมักมาก มันเป็นกิเลสพื้นฐานของมนุษย์ที่ไม่จำกัดชนชั้น ฐานะ และการศึกษา? สันดานดิบของเพศผู้มันเหมือนกันหมดไม่ว่าจะใส่สูทแบรนด์เนมหรือเสื้อยืดเปื้อนเหงื่อ?
ฉันต้องการบททดสอบ... ฉันต้องการ 'หนูทดลอง' ตัวใหม่สำหรับงานวิจัยความดาร์กของจิตใจมนุษย์ชิ้นนี้
และเป้าหมายของฉันก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล... เขาอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกนี่เอง
'เดช' คือชื่อของเขา เขาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ประจำโรงงานแห่งนี้ อายุเพิ่งจะยี่สิบสี่ปี รูปร่างสูงใหญ่ ล่ำสัน กล้ามเนื้อแน่นตึงไปทุกสัดส่วนจากการทำงานใช้แรงงานมาตั้งแต่เด็ก ผิวคร้ามแดดเป็นสีทองแดง ใบหน้าคมเข้มแบบชายไทยแท้ คิ้วดกดำ สันจมูกโด่งเป็นสัน แม้จะไม่หล่อเหลาสำอางแบบพวกพระเอกซีรีส์ แต่ก็มีความดิบเถื่อนและเสน่ห์ทางเพศที่แฝงอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในแบบฉบับของชายชาตรี
ที่สำคัญที่สุดคือ... เดชเพิ่งแต่งงานใหม่กับ 'อร' พนักงานสาวโรงงานกะเช้าในแผนกบรรจุภัณฑ์ได้เพียงสามเดือนเท่านั้น!
พวกเขาเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามันที่ใครๆ ในโรงงานต่างก็พูดถึงว่าเป็นคู่รักที่น่าอิจฉาและเป็นแบบอย่างของคนสู้ชีวิต แม้จะไม่มีเงินทองมากมาย เช่าห้องแถวเล็กๆ อยู่หลังโรงงาน แต่ก็ดูแลเอาใจใส่กันเป็นอย่างดี ฝ่ายหญิงตื่นตั้งแต่ตีสี่มาทำกับข้าวใส่ปิ่นโตมาให้สามีกินทุกวัน ฝ่ายชายก็คอยไปรับไปส่งด้วยรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ไม่เคยขาด ไม่เคยกินเหล้า ไม่เคยสูบบุหรี่ เป็นผู้ชายที่ถูกตราหน้าว่าเป็น 'คนดีที่น่าเบื่อ' แต่ซื่อสัตย์
นี่แหละ... เหยื่อชั้นดีสำหรับการทดลองของฉัน
ฉันเริ่มแผนการด้วยการสร้างความคุ้นเคยอย่างแยบยล ทุกเช้าที่ฉันขับรถสปอร์ตเปิดประทุนคันหรูเข้ามาในโรงงาน ฉันจะจงใจชะลอความเร็ว ลดกระจกลง และส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับเดชที่ยืนตะเบ๊ะทำความเคารพตัวตรงแหน่วอยู่หน้าประตูรั้ว
"สวัสดีค่ะเดช ทานข้าวเช้าหรือยังคะ?" ฉันมักจะทักทายเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน นุ่มนวล และทอดเสียงให้ฟังดูเซ็กซี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้
แรกๆ เขาก็ดูประหม่าและตกใจที่คนระดับฉัน 'คุณหมอพราว' นักจิตวิทยาสาวสวยประจำโรงงาน ผู้หญิงที่พนักงานชายระดับปฏิบัติการทุกคนต่างหมายปองแต่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าตรงๆ กลับเป็นฝ่ายทักทายเขาก่อน แถมยังจำชื่อเขาได้แม่นยำ
"สะ... สวัสดีครับคุณพราว ผมทานแล้วครับ... ภรรยาห่อมาให้ครับ" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ก้มหน้ามองพื้นคอนกรีต ไม่กล้าสบตาฉันตรงๆ
ฉันสังเกตเห็นริ้วรอยแดงเรื่อที่พาดผ่านแก้มกร้านแดดของเขา เห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายตามไรผม ลำคอหนาที่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก และที่สำคัญ... ฉันเห็นหางตาของเขาที่แอบลอบมองเรียวขาขาวเนียนของฉันที่โผล่พ้นกระโปรงทรงสอบผ่าข้างยามที่ฉันขยับตัวเหยียบเบรก
หึ... ผู้ชายก็คือผู้ชายอยู่วันยังค่ำ ปากบอกว่ารักเมีย แต่ตาก็จ้องขาอ่อนผู้หญิงคนอื่น
ฉันค่อยๆ เพิ่มระดับความใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างแนบเนียน จากแค่การทักทายหน้าประตูจากในรถ ฉันเริ่มเดินไปป้วนเปี้ยนแถวๆ ป้อมยามในช่วงพักกลางวันหรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน ทำทีเป็นไปยืนรับลม ซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ มาฝาก หรือพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเขา
ฉันจงใจสวมชุดที่เน้นสัดส่วนให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน เสื้อเชิ้ตผ้าไหมเนื้อบางเบาสีครีมที่รัดรึงหน้าอกหน้าใจจนแทบจะปริแตก กระดุมเม็ดบนถูกปลดออกสองเม็ดเผยให้เห็นเนินอกขาวผ่อง กระโปรงทรงสอบสีดำที่สั้นร่นจนเห็นโคนขาเนียนทุกครั้งที่ก้าวเดิน และที่ขาดไม่ได้คือ น้ำหอมกลิ่นดอกไม้ราตรีที่หอมหวนยั่วยวนจนใครที่ได้กลิ่นก็ต้องเหลียวหลัง มันเป็นกลิ่นแห่งความหรูหราที่ผู้ชายระดับเขาไม่มีวันได้สัมผัสจากเมียที่ตัวเหม็นกลิ่นเหงื่อและกลิ่นกระดาษลูกฟูก
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน บรรยากาศรอบๆ บริเวณลานจอดรถและป้อมยามเริ่มเงียบสงบ พนักงานกะเช้าส่วนใหญ่เลิกงานกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ฉันกับเดชที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆ รถสปอร์ตของฉัน
ฉันถือแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ไว้ในมือ แกล้งทำสะดุดส้นสูงของตัวเองจนแฟ้มหล่นลงพื้น กระดาษหลายสิบแผ่นปลิวว่อนกระจายไปทั่วบริเวณ
"ว้าย! ตายจริง!" ฉันอุทานออกมาเบาๆ แสร้งทำหน้าตกใจอย่างสุดซึ้ง
เดชรีบวิ่งเข้ามาช่วยฉันเก็บเอกสารทันทีตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้ให้บริการที่ดี เขาก้มๆ เงยๆ อยู่แทบเท้าฉัน ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเรียวขาที่สวมถุงน่องสีเนื้อบางเฉียบของฉันเพียงแค่คืบเดียว
นี่คือจังหวะที่ฉันรอคอย ฉันจงใจย่อตัวลงไปช่วยเขาเก็บกระดาษแผ่นสุดท้าย ทำให้หน้าอกอวบอิ่มของฉันเบียดชิดเฉียดกับแขนล่ำๆ ของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ หรืออันที่จริงคือตั้งใจอย่างที่สุด
เดชชะงักกึกไปชั่วขณะ ร่างกายกำยำของเขาเกร็งเขม็ง ลมหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่ง ฉันรู้ได้ทันทีว่าเขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นและความร้อนผ่าวที่แนบชิดกับท่อนแขนของเขาผ่านเนื้อผ้าบางเบา
"ขอบคุณมากนะคะเดช... ถ้าไม่ได้เดชช่วย พราวคงต้องแย่แน่ๆ เลย ลมพัดแรงซะด้วย" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบา สบตาเขาอย่างมีความหมาย ลึกล้ำ และยั่วยวน
ระยะห่างระหว่างเราสองคนใกล้กันมากจนฉันได้กลิ่นเหงื่อบุรุษเพศผสมกับกลิ่นสบู่ราคาถูกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา มันเป็นกลิ่นที่ดิบเถื่อน ไร้การปรุงแต่ง แต่มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวฉันอย่างประหลาด มันต่างจากกลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมฉุนกึกของพวกเศรษฐีแก่ๆ ที่ฉันเคยผ่านมา
"มะ... ไม่เป็นไรครับคุณพราว เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ" เขารีบตอบและขยับตัวลุกขึ้นยืนถอยห่างออกไปเล็กน้อยอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคมเข้มของเขาแดงก่ำไปจนถึงใบหู แววตาหลุกหลิกไม่กล้าสบตาฉัน
ฉันลุกขึ้นยืนตาม ส่งยิ้มหวานละมุนให้เขา ก่อนจะจงใจยกมือขึ้นและใช้นิ้วชี้เรียวยาวลูบไล้ไปตามท่อนแขนล่ำสันที่โผล่พ้นแขนเสื้อฟอร์มของเขาเบาๆ เป็นการปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริง
"เดชนี่น่ารักจังเลยนะคะ... ขยันทำงาน แถมยังมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นอีก" ฉันจงใจทอดเสียงหวานชื่นชม "อร ภรรยาของเดชคงภูมิใจและโชคดีมากๆ เลยนะคะ ที่มีสามีแสนดีและดูแลเอาใจใส่เก่งแบบนี้ พราวเห็นแล้วยังแอบอิจฉาเลยค่ะ"
คำพูดของฉันเหมือนมีดปลายแหลมอาบยาพิษหวานฉ่ำที่กรีดลงไปกลางใจของเขา ฉันเห็นแววตาของเขาวูบไหว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนกันอยู่ข้างใน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีความปรารถนา ความหิวกระหาย และความลำพองใจที่ถูกจุดประกายขึ้นมาอย่างเงียบๆ
ผู้ชายที่เพิ่งแต่งงานใหม่ ผู้ชายที่คิดว่าตัวเองมีความรักที่บริสุทธิ์และมั่นคง กำลังถูกผู้หญิงที่สวยกว่า รวยกว่า ฉลาดกว่า และมีสถานะทางสังคมสูงกว่าอย่างเทียบไม่ติด เข้ามาหยิบยื่นความท้าทายและคำป้อยอให้ถึงที่
เขากำลังถูกทดสอบความซื่อสัตย์ และฉันก็รู้ดีว่ากำแพงแห่งศีลธรรมที่เขาก่อไว้บางๆ ด้วยข้ออ้างของ 'ความรักแบบคนจน' กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง
"คุณพราวก็พูดเกินไปครับ ผมก็แค่คนหาเช้ากินค่ำธรรมดาๆ คนนึง อรเขาก็ต้องทนลำบากกัดก้อนเกลือกินกับผมแหละครับ ไม่ได้โชคดีอะไรหรอก" เขาตอบเสียงอ่อย พยายามหลบสายตาที่ร้อนแรงและเปี่ยมไปด้วยมารยาของฉัน
"ความรัก... มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทองหรอกค่ะเดช" ฉันพูดเสียงนุ่มพลางขยับก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนปลายเท้าแทบจะชนกัน สูดดมกลิ่นกายบุรุษของเขาอย่างเปิดเผย "แต่บางที... คนเราก็อาจจะต้องการแค่... ใครสักคนที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น มีชีวิตชีวา และให้รางวัลกับความเหนื่อยล้าของเราได้... จริงไหมคะ?"
ฉันทิ้งท้ายประโยคด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย ปล่อยให้ความเงียบและความหอมของน้ำหอมทำหน้าที่ของมันชั่วอึดใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถสปอร์ตของตัวเอง เปิดประตูสอดแทรกเรือนร่างเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย ปล่อยให้เขายืนนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกดอยู่ที่เดิม
ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วัน พฤติกรรมของเดชก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดตามกลไกจิตวิทยาที่ฉันคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
จากที่เคยยืนตะเบ๊ะทำความเคารพอยู่ห่างๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เขากลับพยายามหาจังหวะเดินเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นทุกครั้งที่ฉันขับรถผ่านประตูโรงงาน เขาจะรีบวิ่งมาเปิดประตูรั้วให้อย่างกระตือรือร้นเกินความจำเป็น รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น และสายตาของเขาก็มักจะจดจ้องมาที่เรือนร่างของฉันอย่างปิดไม่มิดความปรารถนา
เขาเริ่มเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือฉันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างออกหน้าออกตา เช่น ช่วยยกกล่องเอกสาร ช่วยกางร่มให้ตอนแดดร้อน หรือแม้กระทั่งเดินมาคอยส่งฉันที่รถในตอนเย็นแทบทุกวัน โดยลืมไปเลยว่าเมียของตัวเองก็เพิ่งเลิกงานกะเช้าและกำลังรอเขากลับไปกินข้าวเย็นด้วยกัน
อาการกระวนกระวายใจเวลาที่ไม่ได้เจอฉัน และสายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการทางเพศที่พุ่งพล่านของเขา ทำให้ฉันรู้สึกสะใจและมีอำนาจเหนือผู้ชายอย่างบอกไม่ถูก
ฉันนั่งมองแผ่นหลังกว้างของเขาผ่านกระจกมองหลังขณะที่กำลังขับรถออกจากโรงงานในค่ำวันหนึ่ง รอยยิ้มเยาะจุดประกายขึ้นที่มุมปากเคลือบสีแดงสด
หึ... สุดท้ายแล้ว สมมติฐานของฉันก็ถูกต้อง ทฤษฎีความรักบริสุทธิ์ของคนจนมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับความรักจอมปลอมของคนรวยเลยสักนิด
ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยใหญ่ระดับพันล้าน นักการเมืองระดับประเทศ หมอชื่อดัง หรือ รปภ. หนุ่มกินเงินเดือนขั้นต่ำ พวกเขาก็ล้วนพ่ายแพ้ให้กับกิเลส ตัณหา และมารยาหญิงของฉันทั้งนั้น
เดชก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าตัวผู้ที่หน้ามืดตามัว พร้อมจะบินเข้าหากองไฟแห่งราคะ แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าไฟกองนี้มันมีราคาแพงลิบลิ่วและอาจจะเผาผลาญชีวิตคู่ที่เพิ่งเริ่มต้นของเขาให้พังพินาศลงเป็นจุณ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะโฉบบินเข้ามาหามันด้วยความเต็มใจ