ตอนที่ 3
อคิณขับรถออกมาด้วยความเร็วแสงราวกับหนีเหตุการณ์อันตราย เมื่อมองกระจกมองหลังดูความห่างเริ่มลับตาจากคฤหาสน์หลังใหญ่หลังนั้น เท้าที่เหยียบคันเร่งก็ผ่อนแรงลงพร้อมกับพรูลมหายใจเฮือกยาวออกมา รถยนต์กลับมาแล่นด้วยความเร็วคงที่อีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปกดเปิดเพลงฟังจนความขุ่นมัวในใจเริ่มหายไปบ้าง คิ้วเข้มคลายปมผ่อนคลายขึ้น
นาทีนี้เพลงอะไรก็ได้ขอแค่ได้ยินเสียงดนตรีเข้าหู ดนตรีสามารถบำบัดและขัดเกลาจิตใจของเขาได้จริง ๆ
ปกติชายหนุ่มไม่ใช่พวกขาซิ่งหรือชอบใช้ความเร็วเทือกนั้นอยู่แล้ว นอกเสียจากเวลามีเคสด่วนขาดหมอเท่านั้นเขาถึงจะบึ่งไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับสองแม่ลูกคู่นี้ทำให้เขาเหยียบคันเร่งแบบไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว รู้แค่ว่านาทีนั้นต้องหนีไปให้ไวที่สุดก่อนที่ตัวเขาเองจะทนไม่ไหวปล่อยคลื่นฟีโรโมนไม่พอใจออกมามากจนกลายเป็พวกเสียมารยาท
ทีหลังถ้าบิดาเขาอยากมาเยี่ยมเพื่อนรักมากก็มาเยี่ยมกันเองเลยดีกว่า เขาจะไม่มีวันไปที่คฤหาสน์หลังนั้นอีกแล้ว ทางเข้าออกไกลแสนไกลไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน ร่วมสิบกิโลกว่าจะถึงรั้วด้านหน้าของตระกูลธิวาดำรงค์
ข้างทางปกคลุมไปด้วยป่าสนขนาดใหญ่อายุอานามน่าจะหลายสิบปีชวนให้บรรยากาศอึมครึมลึกลับ ที่ตั้งมากมายหลายพันไร่แต่เ้าของกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรปล่อยป่าสนคงเดิมเอาไว้มาหลายชั่วอายุคน เขามาที่นี่ั้แ่จำความได้ มันแทบไม่เปลี่ยนไปเลยนอกจากความแน่นขนัดของป่า
“ไหนอาไกรภพบอกว่ามีแปลงดอกเดซี่ขนาดใหญ่ด้วย…” ั้แ่ขับมายังไม่เห็นเลย
อคิณไม่ได้อยากดูดอกเดซี่แต่ไม่รู้อะไรดลใจเหมือนกันให้มองหาตามประโยคคำบอกเล่าที่ติดอยู่ในหัว ชายหนุ่มปรับกระจกรถลงทอดสายตาสำรวจทั้งซ้ายขวาเมื่อชะลอความเร็วลง หวนนึกถึงคำพูดของผู้เป็อาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน...
“อคิณไม่ชอบลูกสาวอาใช่ไหม” คนบนเตียงเอ่ยถามแบบตรงไปตรงมาทำเอาคนที่นั่งฟังอยู่ใเล็กน้อย พาให้ทำหน้าไม่ถูก คนป่วยไอกระปอดกระแปดออกมา
“คือผม...ยังไม่พร้อมสร้างครอบครัวตอนนี้ครับ ผมต้องขอโทษอาไกรจากใจจริง” ชายหนุ่มพูดตามตรงเช่นกันเขาไม่อยากโกหกคนป่วย จะตอนนี้หรือตอนไหนสำหรับเปมิกาเขาไม่พร้อมทั้งนั้น อีกทั้งเพราะยังรักหน้าที่การงานที่ทำอยู่ และอีกอย่างยังไม่เจอคนที่ใช่ด้วย
“อาเข้าใจความรู้สึกของอคิณนะ อาเองก็เคยเจอสถานการณ์แบบเดียวกับเรามาแล้วเหมือนกัน โคลก โคล้ก!”
“คุณอาดื่มน้ำก่อนนะครับ”
“ขอบใจนะขอบใจ...” ชายหนุ่มช่วยจับหลอดป้อนน้ำคนป่วย
เขาทราบว่าคุณอาพลัดตกบันไดเมื่อสิบปีที่แล้วทำให้เสียความสามารถด้านการเดินไปอย่างถาวร ทุกอย่างเลยไม่เหมือนเดิมแบบแต่ก่อน ท่านต้องนั่งรถวีลแชร์และมีพยาบาลพิเศษคอยเฝ้าอำนวยความสะดวก สมัยที่เขาเจออาไกรภพตอนเด็กเรามักจะพบกันที่สนามตีกอล์ฟของพ่อเขาบ่อยครั้ง ตอนนั้นท่านเพิ่งอายุสี่สิบกลาง ๆ เท่านั้นเอง
จากคนที่เคยแข็งแรงช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่แต่ต้องมาเป็แบบนี้…คงจะลำบากมาก
“คุณอาคงจะโกรธเกลียดผมแต่ผมก็เข้าใจครับ ผมไม่สามารถ…”
“ไม่หรอก เื่นั้นอย่าคิดมากเลยอคิณ”
“คุณอาครับ…”
“นี่รู้อะไรไหม อาเฝ้ามองอคิณมาั้แ่เล็กจนโต อารู้ว่าเราน่ะเป็คนดีและซื่อสัตย์ต่อตัวเองเสมอ อาไม่เคยเห็นใครที่เก่งและสมบูรณ์แบบเทียบเท่าอคิณมาก่อนเลย ยิ่งมองก็ยิ่งน่าชื่นชม อายังแอบอิจฉาเราเลยด้วยซ้ำ…คนที่จะมาเป็คู่ชีวิตของอคิณในอนาคตคงจะโชคดีมาก แค่กแค่ก โคล้ก!”
“คุณอาอย่าเพิ่งพูดดีกว่าครับผมว่า…”
มือใหญ่คล้ำแดดยกขึ้นห้ามปรามคนหนุ่มไม่ให้พูด
“…เราชอบดูดอกไม้ไหมล่ะ” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มแก่ประสบการณ์จ้องมองคนหนุ่มอย่างจริงจัง อคิณมองตอบกลับคำถามนั้นด้วยความไม่เข้าใจ จู่ ๆ ทำไมคุณอาถึงพูดเื่ดอกไม้อะไรนี่ขึ้นมา
ั์ตาของอัลฟ่าพลังแข็งแกร่งสายเืบริสุทธิ์นั้นเป็ที่กล่าวขานถึงความน่าหลงใหล งดงามจนละสายตาไปไหนไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ถ้าคุณเผลอไปสบมองเกินสามวินาทีเข้า อคิณไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรเหมือนกันชายหนุ่มถึงจ้องมองไปที่ดวงตาของผู้เป็อาเนิ่นนาน ราวกับต้องมนตร์รอฟังประโยคถัดไปอย่างจดจ่อ
ว่ากันว่าอัลฟ่าตระกูลเก่าแก่บางตระกูลมีพลังลึกลับบางอย่างที่สามารถแผ่ออกมาควบคุมผู้คนได้คล้ายพลังสะกดจิต สารบางอย่างที่แฝงในกลิ่นฟีโรโมนปลดปล่อยออกมาอย่างแเี พลังแบบนั้นไม่มีคนพูดถึงมานานแล้ว แน่นอนว่าอคิณไม่เชื่อเื่เล่าขานแฟนตาซีสักเท่าไหร่
ไกรภพมีกลิ่นประจำตัวเป็กลิ่นเปลือกไม้เก่าซึ่งเป็เื่บังเอิญอย่างประหลาดที่มันคล้ายกับกลิ่นฟีโรโมนของอคิณที่เป็กลิ่นเปลือกไม้เก่าหลังฝนตก อัลฟ่ากลิ่นซ้ำกันได้เป็เื่ปกติถึงแม้จะคล้ายกันแต่ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน คนรู้จักจะสามารถแยกออกได้ในทันที
“ผมเฉย ๆ นะครับไม่ถึงกับไม่ชอบ ว่าแต่อาถามทำไมเหรอครับ?”
“กลิ่นแบบเราน่ะเขาชอบ…”
“ผมไม่เข้า…” ไม่เข้าใจ
เขาที่ว่าคือใคร…
อคิณยังพูดไม่ทันจบอีกฝ่ายก็พูดแทรกขึ้นมาอีก
“เธอต้องดูแลเขาได้ดีแน่ ๆ”
“.......”
หมอหนุ่มงงไปหมดไม่เข้าใจสิ่งที่คุณอากำลังสื่อ
คนบนเตียงพูดอะไรบางอย่างเบามากทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้ เหมือนอีกฝ่ายกลัวว่าใครจะเข้ามาได้ยินอย่างนั้นแหละ อคิณขมวดคิ้วมุ่นละสายตาออกมาไม่ได้จนเลิกฝืน เพิ่งรู้ว่าดวงตาสีน้ำเงินแก่ของคุณอาสวยขนาดนี้ ราวกับเพชรเม็ดงามเลอค่าน่ามองน่าหลงใหล
เขาคงไม่พิลึกคิดอกุศลกับคนแก่ที่ยังคงหล่อเหล่าเอาการหรอกใช่ไหม…
บ้าน่าไอ้อคิณ!
“ลองไปเดินเล่นแถวป่าสนของอาดูสิ ฝั่งที่มีูเาสามลูกที่ราบเนินเขานั่นมีทุ่งดอกเดซี่สวยสุดลูกหูลูกตา วิวสวยมากเลยนะอคิณ สวยจริง ๆ แค่ก โคล้กก!”
ชายแก่ไอออกมาอย่างหนัก
“มีจริงเหรอครับ...” ทุ่งดอกไม้ในป่ารกแบบนั้น
“อาจะโกหกไปทำไม...,มันสวยมากเลย อคิณต้องชอบแน่ ที่นั่นมีแต่ดอกไม้สีขาวสะอาดตากับกลิ่นแอปเปิลหอมผ่อนคลายสมอง ถ้าเราอยากลองไปสูดอากาศเวลาเครียด ๆ แถวนั้นมีบ้านพักตากอากาศด้วยนะ”
“ทุ่งดอกเดซี่และกลิ่นแอปเปิลเหรอครับ…”
จะมีได้อย่างไรหรืออาไกรภพมีสวนแอปเปิล?
เขาไม่ยักรู้เื่นี้มาก่อนเลย
“ป่าสนล้มที่นั่นมีต้นไม้เยอะข้างหน้าอาจจะดูรกแต่ข้างในงดงามน่าอัศจรรย์มาก” แววตาของคนบนเตียงดูผ่อนคลายเจือมีความสุขยามที่พูดถึงมัน
“ป่าสนล้ม...” อคิณทวนความทรงจำ
จำได้แล้ว จุดที่คุณอาพูดถึงมันเลยทางเข้ามานิดหน่อย เป็จุดเดียวที่ต้นสนปลูกไม่เป็ระเบียบล้มทับกันจนเหมือนป่ารก
ว่าแต่จะให้เขาไปเดินเล่นในที่แบบนั้นมันจะไม่อันตรายแน่เหรอ
“ดอกเดซี่สีขาว กลิ่นแอปเปิล ต้นสนล้ม อย่าบอกใครระวังตัวด้วย อย่าให้ใครเห็นนะอคิณข้อนี้สำคัญมาก”
ไม่เข้าใจ ชายหนุ่มมึนงงไปหมดแล้ว อาไกรภพบอกให้เขาไปดูทุ่งดอกเดซี่ในป่าสนแต่ทำไมถึงกำชับว่าต้องห้ามบอกใครด้วย ทุ่งดอกไม้ในหุบเขาที่มีกลิ่นแอปเปิลเป็คำพูดที่เป็ปริศนาอย่างที่สุด ทำไมต้องระวังห้ามให้ใครเห็นทำอย่างกับว่าพูดบางสิ่งบางอย่างออกมาไม่หมดอย่างนั้นแหละ ชายชรากำลังปิดบังอะไรอยู่กันแน่
หรือว่าทุ่งดอกเดซี่จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของธิวาดำรงค์
“อาจะอยู่เพื่อรอคำตอบจากเรานะ”
พูดจาแปลก ๆ อีกแล้ว
“อาอยากรู้ว่าอคิณจะถูกใจรึเปล่า อยากมอบบางอย่างให้เขา คนที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกไหมลูกชายของพ่อ…คิดถึงเหลือเกิน” อคิณแทบจับใจความไม่ได้ว่าประโยคสุดท้ายอีกฝ่ายพูดว่าอะไร มันแ่เบาราวกับไม่ได้้าให้ใครได้ยิน
เอี้ยด!
“ที่นี่สินะที่อาไกรบอก ป่าสนล้ม”
อคิณหันไปมองอีกฝั่งของป่าที่เต็มไปด้วยต้นสนล้มทับกันระเนระนาด บางต้นพาดเอียงไปอิงอีกต้นบางต้นหักทับกันแต่ยังคงเติบโตได้ หมอหนุ่มชั่งใจคิดชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจในเวลาไม่นาน ยังไงวันนี้เขาก็ลาหยุดเต็มวันอยู่แล้ว น่าไปเดินดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร อาไกรภพอยากให้มาดูขนาดนี้คงจะเป็ที่ที่สวยงามมากอย่างที่ว่า ท่านคงอยากให้เขาเห็นกับตาตัวเอง
เขานับถือชายชราเหมือนอาแท้ ๆ คนหนึ่งนอกจากเคยเจอกันบ่อยสมัยเด็กแล้ว สมัยเรียนอยู่เมืองนอกอาไกรภพยังชอบโทรมาคุยเล่นถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่ตลอดไม่ต่างอะไรจากคนในครอบครัว อาเองก็รักเขาเหมือนหลานในไส้คนหนึ่ง เช่นเดียวกับเขาที่นับถือท่านเสมือนเป็ญาติผู้ใหญ่ในตระกูลเดียวกัน
คนที่อคิณให้ความเคารพและเชื่อฟังไม่ต่างจากพ่อคนที่สอง
รถหรูคันงามเลี้ยวเข้าไปในป่าสนรกทึบตรงช่องว่างขนาดพอดีราวกับมีใครมาสร้างไว้สำหรับหลบซ่อน แต่อคิณคิดว่าเป็การหักโค่นจากธรรมชาติเสียมากกว่า ใบสนและต้นไม้เลื้อยทำหน้าที่ปกคลุมห้อยระย้าพรางตายากแก่การมองเห็นพอดิบพอดีราวกับมีคนมาสร้างไว้
จะว่าไปที่นี่ก็ดูลึกลับน่าค้นหาอยู่ไม่น้อย ใบสนเขียวเข้มหนาแน่นบดบังแสงตะวันเบื้องบนจนเกิดร่มเงา ไม่ร้อนแบบที่เขาคิดไว้แต่กลับเย็นสดชื่นเหมือนเดินอยู่ในเขตป่าชื้น มีลมพัดผ่านมาอ่อน ๆ ผ่านร่องทางเดินจากข้างในให้กลิ่นที่แสนจะธรรมชาติ
อคิณก้าวลงจากรถทว่ากำลังจะปิดประตูก็นึกถึงกล่องเครื่องมือแพทย์ที่พกติดรถไว้เป็ประจำขึ้นมา ในนั้นมีตัวยาสำคัญมากมายสำหรับการช่วยเหลือถ้าเกิดว่ามีเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้น แต่เพราะคิดว่าจะเดินเล่นแค่ไม่นานแถว ๆ นี้จึงตัดสินใจไม่หยิบกล่องสีดำด้านหลังมาด้วย เขาเลือกที่จะปิดประตูแล้วมุ่งหน้าเข้าป่าอย่างระมัดระวัง ทุ่งดอกไม้ที่อาไกรภพบอกคงอยู่ลึกเข้าไปไม่เท่าไหร่
ณ เรือนดอกไม้กลางป่า
~ฟุดฟิด ฟุดฟิด!
“แม่นม...แม่นมได้กลิ่นหอมอะไรนั่นไหมจ๊ะ?”
เ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทองยาวขยับตัวยุกยิกบนเตียงนุ่มราวกับไม่สบายตัว เอ่ยถามออกมาทั้งยังหลับตาพริ้ม อยู่ดี ๆ หนุ่มน้อยที่หลับไปแล้วร่วมชั่วโมงก็เอ่ยถามเื่กลิ่นขึ้นมา ดูท่าจะละเมอฝันกลางวันอีกแล้ว
“กลิ่นเหรอคะคุณหนู ทำไมป้าไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย” เธอทำท่าสูดดมไปรอบบริเวณ
“กลิ่นหอม…”
หอมมากจนอยากรู้ว่ามาจากที่ไหน
“อ๋อ สงสัยลมด้านนอกคงจะพัดกลิ่นในป่าเข้ามาน่ะค่ะ ด้านนอกลมแรงมาก หรือไม่อาจจะเป็กลิ่นดอกไม้ในสวนก็ได้ค่ะ” ป้าน้อยตอบ หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
“หอมจัง...” กลิ่นคุ้นมากเลย
~~วี้ด วิ้ว
ปัง!
ปึงปัง!
“เหมือนพายุจะเข้านะคะคุณหนู” ป้าน้อยเดินไปปิดหน้าต่างกระจกที่กำลังตีผนังบ้านประท้วงเสียงดัง ความมืดมาเยือนในเวลาอันสั้น ไม่นานทั่วทั้งผืนป่าก็มืดลงราวกับตะวันลับฟ้าทั้งที่ความจริงเพิ่งจะเที่ยงวันเท่านั้น
พึ่บ!
“ว้าย! ไฟดับ”
“มีอะไรเหรอจ๊ะ…” คนป่วยยันตัวลุกขึ้นทั้งที่ยังงัวเงีย หัวใจเ้ากรรมเต้นโครมครามจนนอนไม่หลับสงสัยเป็เพราะใเสียงหญิงชราอุทาน ลืมตามาพบกับความมืดสลัวก็เข้าใจผิดรีบเพ่งหาคนที่เดินห่างออกไปในความมืดตาหยี
นี่เย็นแล้วเหรอเนี่ยทำไมเร็วจัง
เปรี้ยง!
“ฮือ! แม่นมจ๋า!”
“คุณหนูของป้าไม่ต้องกลัวนะคะ ป้าอยู่นี่แล้ว” หญิงแก่เดินเข้าไปสวมกอดเด็กกลัวเสียงฟ้าเอาไว้แน่น ไอร้อนที่แผ่ออกมาจากคนตัวเล็กระอุจนััได้ เมื่อครู่เธอเพิ่งเช็ดตัวให้หลานไปเองทำไมตอนนี้มันถึงได้ร้อนขนาดนี้
“แม่นมจ๊ะเทียน… จุดเทียนดีกว่าจ้ะ” คนตัวสั่นงันงกละล่ำละลักบอก
“คุณหนูรอตรงนี้นะคะป้าจะไปหยิบเทียนในครัวก่อนค่ะ” หล่อนแกะมือเล็กที่กำแน่นให้คลายออกจากชายเสื้อเดินออกจากห้องหายไปในความมืด
“เร็ว ๆ นะจ๊ะ!”
กรหน้าซีดเผือด ตามกรอบหน้ามีเหงื่อผุดซึมทั้งร้อนทั้งหายใจไม่ออกครั่นเนื้อครั่นตัวผิดปกติ กระสับกระส่ายจนต้องกำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น อาการประหลาดทำเ้าตัวแปลกใจไม่น้อย ยิ่งเอามือััที่หน้าอกรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นทุกทีก็ยิ่งไม่เข้าใจ
อาการคล้ายกับว่าเป็วันนั้นของเดือน แต่ยังไม่ถึงเวลาเลยนี่นา วันที่เขาจะฮีทน่ะมันอีกตั้งเกือบอาทิตย์
“กลิ่นนี้มาจากไหนกันนะ...” โอเมก้าน้อยทำจมูกฟุดฟิดหาต้นตอ รู้สึกโหยหาและอยากสูดดมมันใกล้กว่านี้โดยที่ไม่เข้าใจตัวเอง
ป้าน้อยเดินหายไปในความมืดตรงไปยังห้องครัว ด้วยเพราะรอบบ้านมีแต่ต้นไม้ปกคลุมยิ่งทำให้แสงลอดผ่านได้น้อย ฝนมามืดครึ้มปกปิดแสงสว่างไปจนหมดไม่ต่างจากยามราตรี เธอค้นหาเทียนทุกซอกทุกมุมแต่กลับไม่พบมันสักเล่ม มีเพียงกล่องเปล่าที่เหลือเอาไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น
บ้าจริงอย่าบอกนะว่าลืมน่ะ!
“แก่แล้วไม่มีอะไรดีจริง ๆ”
เธอรีบเดินไปหยิบเทียนครึ่งเล่มที่เหลือจากจุดเตาทำกับข้าวมาใช้ก่อน อย่างน้อยก็พอให้แสงสว่างเป็เพื่อนคุณหนูได้ระยะหนึ่ง ส่วนคนใช้อย่างเธอต้องรีบเดินไปเอาเทียนที่บ้านใหญ่ก่อนที่เทียนเล่มนี้จะไหม้หมด ไม่มีแสงไฟตอนกลางคืนซ้ำวันที่ฝนตกด้วย
คุณหนูคงสติแตกแน่ ๆ
ต้องรีบไปแล้วด้วยเพราะฝนกำลังเริ่มลงเม็ดห่าใหญ่แล้ว
“คุณหนูคะ เดี๋ยวป้ามานะคะ”