เมื่อได้ยินคำนี้ โจวเซี่ยก็สะดุ้งโหยง ‘มาแล้ว ฉากนี้มาอีกแล้ว ในนิยายก็เขียนไว้แบบนี้เลย สุดท้ายโจวเหล่าต้าก็เอาชนะสวีกังได้ และส่งตัวนางเอกไปลำบากที่บ้านตระกูลสวีได้สำเร็จ’
‘แต่นั่นมันในนิยายนี่นา เธอจะไม่มีวันเดินตามรอยเท้าเดิมของนางเอกเด็ดขาด เธอจะใช้สติปัญญาของตัวเองสลัดผู้ชายสารเลวคนนั้นทิ้งไป เพื่อใช้ชีวิตในแบบที่เธอ้า’
ย่าโจวเองก็กระตือรือร้น "หลานสาวคนโตไม่ต้องกลัวนะ ย่าจะไปกับหลานด้วย มีย่าโจวคนนี้อยู่ เขาไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือหลานหรอก"
โจวเซี่ยซึ้งจนแทบจะร้องไห้ พ่อกำมะลอและคุณย่าดีกับเธอจริง ๆ ! แต่ว่านี่ไม่ใช่ชีวิตที่เธอ้า "คุณย่า ขอบคุณนะคะ แต่ฉันจัดการเองได้แน่นอน คุณย่าวางใจเถอะค่ะ"
ย่าโจวมองไปที่ลูกชายคนโต เธอรู้สึกว่าหลังจากหลานสาวฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้น ไม่ขี้ขลาดเหมือนเมื่อก่อน ทั้งยังรู้จักพูดขอบคุณเธอด้วย หรือว่าการรอดตายมาได้ครั้งนี้ จะทำให้หญิงสาวคิดได้แล้วจริง ๆ
"หลานเอ๋ย ย่าขอแค่ให้หลานมีความสุข เพื่อหลานแล้ว ต่อให้ย่าต้องสละชีวิตแก่ ๆ นี้ ย่าก็ไม่เสียดาย หลานยังจะกลัวอะไรอีก"
"คุณย่าคะ ฉันเป็คนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันไม่กลัวอะไรทั้งนั้นค่ะ ฉันไม่ชอบสวีกังแล้วจริง ๆ เื่นี้ไม่ใช่การตัดสินใจชั่ววูบ แต่ฉันคิดทบทวนมานานมากแล้ว ฉัน้าหย่ากับเขาค่ะ
คุณย่าวางใจเถอะ ต่อไปฉันจะไม่ทำเื่โง่ ๆ อีกแล้ว ถึงไม่มีเขา ฉันก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างดี และต่อไปฉันจะหาเงินมาเลี้ยงดูคุณย่าให้มากขึ้น จะทำให้บ้านของเราดีขึ้นกว่านี้ คุณย่าตกลงเถอะนะคะ! ต่อไปฉันจะใช้ชีวิตให้ดีแน่นอนค่ะ"
โจวเหล่าต้าตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกย่าโจวใช้สายตาสั่งให้หยุด เธอเกรงว่าลูกชายคนโตจะพูดไม่เข้าหูจนทำให้หลานสาวต้องเสียใจ "เอาละ ในเมื่อเด็กคิดดีแล้ว ก็หย่าไปเถอะ แกก็กลับไปนอนได้แล้ว!"
โจวเหล่าต้าม้วนยาเส้นเสร็จ ก็จุดกับไม้ขีดไฟแล้วสูบเข้าไปสองคำโต ๆ เขามองลูกสาวแวบหนึ่ง อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา ได้แต่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปอย่างจนใจ
ย่าโจวมองตามหลังลูกชาย แล้วสวมรองเท้าเดินตามไปยังห้องที่ลูกชายพักอยู่ โจวเหล่าต้านั่งอยู่บนขอบเตียงเตาในห้องเล็ก ๆ "แม่ครับ แม่ดูเด็กคนนี้สิ ทำไมกลับคำไปมาอย่างนี้ ตอนแรกผมไม่เห็นด้วยเลยที่เธอจะคบกับสวีกัง แต่เธอก็ไม่ฟัง ยืนกรานจะแต่งงานกับเขาให้ได้
แต่ตอนนี้กลับบอกว่าไม่ชอบแล้ว และจะหย่าให้ได้ แม่ดูสิ เด็กคนนี้ทำเหมือนเล่นขายของไม่มีผิด ทำไมถึงเอาแต่ใจแบบนี้?"
หญิงชรานั่งลงข้างเตียงเตา ผ่านไปครู่หนึ่งจึงถอนหายใจยาว "เฮ้อ! ตอนนี้ก็ฟังเธอไปก่อนเถอะ สวีกังคนนั้นหายหน้าไปนานขนาดนี้ แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่มี ข่าวลือพวกนั้นก็อาจจะเป็เื่จริงก็ได้
ไว้มีเวลา แกก็พาเซี่ยเซี่ยเข้าไปดูในเมืองมณฑลหน่อย เธอเพิ่งฟื้น กำลังโมโหไอ้เด็กนั่นอยู่ ต่อไปถ้าได้เจอกัน เซี่ยเซี่ยอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ ไปนอนเถอะ!"
ในจังหวะที่คุณย่าออกไป โจวเซี่ยก็แวะไปที่ห้องน้ำ พอกลับมาเธอก็สังเกตเห็นกระจกเงาบานเล็กบนฝาตู้ เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วส่องหน้าตัวเองด้วยความลุ้นระทึก
ทันทีที่เห็นคนในกระจก
เธอก็ใจนเกือบจะโยนกระจกทิ้ง คนคนนี้ผอมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ดีกว่าโครงกระดูกเพียงนิดเดียว ถ้าออกไปข้างนอกตอนกลางคืน ผีคงต้องใจนสติหลุดแน่นอน
เมื่อก่อนเธอเกลียดร่างกายอวบ ๆ ของตัวเองที่สุด วัน ๆ เอาแต่ศึกษาวิธีลดน้ำหนัก หวังว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาจะผอมเพรียวแบบสายฟ้าแลบ
ตอนนี้เป้าหมายสำเร็จแล้ว แต่เธอกลับรับไม่ได้ เมื่อก่อนเธอมีผิวขาวอวบและเนียนละเอียดจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้ เห็นชัดว่าได้รับสารอาหารเกินขนาด แต่ตอนนี้หน้าเหลืองซีด ผิวทั้งดำทั้งผอมจนดูไม่ได้เลย
ไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่มีความเ็ปจริง ๆ สภาพที่เหมือนคนเจ็ดส่วนผีสามส่วนแบบนี้ ช่างรับได้ยากเหลือเกิน ถ้าให้เลือก เธอขอเลือกแบบอวบ ๆ เหมือนเดิม ดีกว่าผอมแห้งแรงน้อยแบบตอนนี้
‘น่ากลัวชะมัด สภาพแบบนี้ ถ้าเดินถนนตอนกลางคืนแล้วเจอคนเข้า คงจะทำให้คนใจนกลายเป็ผีไปจริง ๆ แน่!’
ขณะที่โจวเซี่ยกำลังเหม่อลอย ประตูก็เปิดออก หญิงชราเดินเข้ามา และเมื่อเห็นโจวเซี่ยถือกระจกส่องตัวเองอยู่ หญิงชราก็ชะงักไป "เซี่ยเซี่ย ทำไมหลานถึงลงจากเตียงล่ะ ระวังขาด้วยนะ"
เธอมองสายตาที่ห่วงใยของคุณย่า แล้วตอบอย่างว่าง่าย "เข้าใจแล้วค่ะคุณย่า"
หญิงชราถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปบนเตียงเตา "มืดมากแล้ว นอนเถอะ!"
สองย่าหลานนอนลงบนเตียงเตา ไม่นานนัก ในห้องก็มีเสียงกรนดังขึ้นเป็ระยะ แต่โจวเซี่ยกลับนอนไม่หลับ แล้วก็บังเอิญไปโดนอะไรบางอย่างที่แขนเข้า เธอจึงยกแขนขึ้นมา อาศัยแสงจันทร์นอกหน้าต่างส่องดู ก็เห็นกำไลที่ข้อมือตัวเอง
‘นี่ไม่ใช่กำไลโบราณที่ได้รับในวันที่ทะลุมิติมาหรอกเหรอ?’
มันเป็ชิ้นที่เธอคัดสรรอย่างดีจากอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นเธอเห็นว่ามันสวยมาก เป็สีเขียวมรกตเปล่งประกาย เธอถูกใจั้แ่แรกเห็น จึงกดสั่งทันที
แต่เมื่อได้รับกำไล เธอกลับต้องตกตะลึง เพราะมันเป็กำไลสีดำปี๋จนแยกไม่ออกว่าเป็สีอะไร พอลองใส่ที่ข้อมือซ้ายแล้วมองซ้ายมองขวาก็รู้สึกว่าสีสันดูไม่ดีเลย เธอถึงกับอุทานว่าโดนหลอกเข้าแล้วแล้ว
พอเธอคิดจะส่งคืน กลับถอดมันไม่ออกเสียอย่างนั้น ทั้งที่ดูเป็กำไลที่หลวมมาก แต่พอใส่แล้วกลับแนบสนิทกับข้อมือ ถอดอย่างไรก็ไม่ออก
ทันใดนั้น เธอก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา ตอนที่เธออวบ กำไลถอดไม่ออก แต่ตอนนี้เธอผอมลงแล้ว ก็น่าจะถอดได้แล้วใช่ไหม?
เธอคิดแล้วก็ลองถอดออก แต่เพราะกลัวจะปลุกคนอื่น จึงออกแรงอยู่ในผ้าห่มอยู่นาน แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ข้อมือถูกถูจนแดง แต่กำไลยังคงสวมแน่นอยู่ที่ข้อมือ
เธอใช้มือขวาลูบกำไล หลับตาแล้วใช้จิตนึกในใจ ‘ในเมื่อแกข้ามมิติมาพร้อมกับฉัน แสดงว่าแกต้องมีมิติส่วนตัวหรือน้ำพุวิเศษอะไรพวกนี้ด้วยใช่ไหม พาฉันไปทีสิ’
เธอรู้สึกเหมือนร่างกายขยับเล็กน้อย เพียงแค่เบา ๆ พอให้รู้สึกได้ ผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็ลืมตาขึ้น
‘ว้าว! เซอร์ไพรส์มาก มีมิติจริง ๆ ด้วย สุดยอดไปเลย’
นึกอย่างไรได้อย่างนั้นจริง ๆ เ้านี่ให้มิติส่วนตัวกับเธอจริง ๆ ด้วย แม้จะไม่ใหญ่มากแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน
มีห้องสองห้อง ลานบ้านกว้างไม่ถึงสิบเมตร รอบด้านมีหมอกปกคลุมจนมองไม่เห็นขอบเขต โจวเซี่ยไม่กล้าเดินไปที่ขอบ เพราะกลัวจะตกลงไปแล้วไม่รู้ว่าจะไปโผล่ที่ไหน
เธอที่เพิ่งทะลุมิติมารู้สึกพอใจมากแล้ว ถ้าเกิดบังเอิญทะลุไปที่อื่นอีกจะทำยังไง?
แต่พอเดินเข้าไปในห้อง เธอก็ถึงกับอึ้ง ‘นี่มันอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ของเธอไม่ใช่เหรอ?’
ถึงจะไม่ใหญ่ มีพื้นที่แค่ห้าสิบตารางเมตร แต่มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัวครบครัน เธอลองหมุนก็อกน้ำดู ปรากฏว่ามีน้ำไหลออกมาด้วย ‘ดีจริง ๆ ต่อไปก็สามารถมาอาบน้ำที่นี่ได้แล้ว’
เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก เธอเดินออกจากห้องมาที่ลานบ้าน ลองหยิบดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ ดินร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืชมาก ต่อไปถ้าปลูกผักปลูกผลไม้ ก็สามารถดูแลตัวเองได้
ตรงกลางพื้นดินมีเสาหินทรงสี่เหลี่ยมสูงหนึ่งเมตร บนเสามีกระถางหินฝังอยู่ ภายในมีน้ำพุวิเศษอยู่ครึ่งถ้วย และมีฟองน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลา โจวเซี่ยใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่ม ลิ้นััได้ถึงรสชาติหวานสดชื่น รู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก
ที่แท้กำไลนี้มีประโยชน์มหาศาลขนาดนี้ เหมือนเจอขุมทรัพย์ทีเดียว โชคดีที่เธอไม่ได้ส่งคืน ไม่อย่างนั้นคงขาดทุนย่อยยับ
หญิงสาวมองไปรอบ ๆ แล้วรู้สึกว่าไม่ควรอยู่ในมิตินานเกินไป พอคิดปุ๊บเธอก็กลับมาอยู่ที่เตียงเตาทันที ‘ที่แท้ก็ใช้จิตควบคุมมิติได้นี่เอง! สะดวกสบายจริง ๆ ’
พอกลับมาที่เตียงเตา กำไลก็คล้ายจะหายไป เธอเอื้อมมือไปััดู ปรากฏว่ายังอยู่ ‘ที่แท้กำไลชิ้นนี้ยังสามารถล่องหนได้ด้วย ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ ’
เพราะอารมณ์ดี หลังจากกลับมาที่เตียงเตาไม่นานเธอก็หลับไป