เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 72 รับเป็นลูกศิษย์

            กงจื้อหมิงเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่เขาก็ยังไม่ได้เตรียมคัดค้านอะไร หญิงสาวคนหนึ่งที่เรียนการแพทย์นั้นไม่จำเป็นต้องเปิดเผยใบหน้าและออกไปเป็นหมอที่ด้านนอกต่อให้นางดูแลที่เรือนหลัง ทั้งยังคอยปรับสมดุลร่างกายให้เขาอยู่เป็นระยะๆสายเลือดของนางจะต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอนและก็ยังสามารถป้องกันการโจมตีที่เปิดเผยรับมือง่ายซึ่งตามปกติแล้วสตรีชั้นสูงในตระกูลใหญ่อย่างหลานเอ๋อร์เองก็เคยเรียนเรื่องสมุนไพรมาบ้าง

            หลานเอ๋อร์?

            เมื่อนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมาเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัวและสีหน้าของเขาก็มืดหม่นลง

            ผู้อาวุโสเหว่ยเองก็มองคนออกอย่างทะลุปรุโปร่งเขาสังเกตสีหน้าของกงจื้อหมิงจากหางตา เมื่อเห็นดังนั้นก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อยจึงรีบพูดเพิ่มเติมอีกหลายประโยคว่า

            “สารพิษในผงฉือฮว่าเฟินมีไว้เพื่อทำลายกล้ามเนื้อและหลอดเลือดดำหนำซ้ำเจ้ายังถูกวางยาพิษมาสองปีแล้วทำให้สารพิษได้เข้าสู่ไขกระดูกของเจ้าแล้วการจะล้างพิษไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้มีหญ้านิรันดร์ก็ยังคงต้องฝังเข็มและครอบแก้วควบคู่ไปด้วยอยู่ดีเรื่องเหล่านี้ข้าทำคนเดียวไม่ไหว เดิมทีเจ้าหนุ่มซานอีพอจะช่วยได้แต่ดูจากวันนี้เขาคงต้องพักรักษาตัวกว่าครึ่งเดือนต่อให้ข้ารอได้เจ้าก็คงรอไม่ได้ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ว่าชายชราอย่างข้าชอบปากมาก แต่เมื่อก่อนก็เคยได้ยินว่าซีจิงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันไม่แน่ว่าบางทีหากล่าช้าไปอีกครึ่งเดือน ซีเฮ่าอาจสูญเสียแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ไปอีกหลายต่อหลายคน”

            ผู้อาวุโสพูดอย่างคล่องแคล่วมากขึ้นเรื่อยๆและในที่สุดเขาก็หยิบชาขึ้นมาดื่มช้าๆ

            กงจื้อหมิงเดาว่าชายชราอาจเข้าใจผิดแต่เขาก็ไม่ได้เตรียมจะอธิบายอะไร ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดนายน้อยฟางกลับหันข้างมากระซิบถามเบาๆ ว่า “เทียนเป่าเจ้ามีเรื่องลำบากใจตรงไหนกัน? ข้ามาได้สองวันก็เห็นแม่นางติงเป็นคนปากแข็งแต่ใจอ่อนหากเจ้าพูดกับนางอย่างชัดเจนว่าจะมีประโยชน์มากมายมหาศาล นางก็ไม่อาจไม่เห็นด้วย ยังไงเรื่องนี้สำหรับนางแล้วก็มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสียอะไร”

            และแน่นอนว่านายน้องฟางยังมีประโยคที่ไม่ได้พูดออกไปว่าต่อให้ติงเหว่ยจะช่วยกงจื้อหมิงมากมายสักเท่าไรแต่นางก็เป็นบ่าวที่ลงนามในสัญญากับสกุลอวิ๋นแล้ว ดังนั้นหากเจ้านายสั่งให้ทำอะไรนางก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งไม่ใช่หรือ?

            กงจื้อหมิงยิ้มออกมาอย่างแกนๆหญิงสาวคนนี้ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็กล้าตำหนิเขาที่ไม่รู้คุณค่าของอาหารต่อมาเมื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ถึงแม้นางจะประพฤติตนด้วยความเคารพและสุภาพ ทว่าทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นมีใครบ้างที่กล้าปฏิบัติต่อนางในฐานะบ่าวรับใช้ไม่ต้องพูดถึงว่าทุกคนที่เรือนนอกต่างก็สนิทสนมกับนางมองและนับถือนางเป็นลูกศิษย์ของท่านย่าเทวาภูเขาแม้แต่ซานอีตอนที่ยังไม่รู้ความจริง เวลาที่เขามีปัญหาอะไรก็มักจะไปขอคำแนะนำจากนางอยู่เสมอ

            หากเขาต้องการบังคับให้นางทำสิ่งที่นางไม่ต้องการทำเกรงว่านางก็คงจะปฏิเสธอย่างไม่คิดชีวิตและก็ไม่ยอมทำตามอีกด้วย

            นายน้อยฟางเห็นเพื่อนของเขาส่ายหน้าก็ยิ่งรู้สึกสับสนมากขึ้นแต่เขาเองก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเป็นผู้ชมเท่านั้น

            ติงเหว่ยที่ยุ่งอยู่กับการรินชาและเอาขนมให้ทุกคนไม่ใช่เพราะว่านางขยันมาก แต่ความจริงแล้วนางเห็นว่าหลินอีและคนอื่นๆ เพิ่งกลับมาจากการเดินทางไกลเกรงว่าพวกเขาจะหิวและกระหายแต่ก็ไม่สามารถพูดออกมาได้อย่างชัดเจน นางทำแบบนี้เพื่อให้พวกเขารองท้องไปก่อนอย่างไรก็คงสบายขึ้นมาสักหน่อย

            แต่ในขณะที่นางกำลังยื่นถ้วยชาไปให้หลายคนนอกจากพยักหน้าอย่างสุภาพแล้ว สีหน้าของเขาก็ดูแปลกประหลาดนิดหน่อย

            ติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นและมองไปรอบๆอย่างสงสัย และในที่สุดนางก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ

            นางถามออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า“เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”

            ผู้อาวุโสเหว่ยจ้องไปที่กงจื้อหมิงอย่างดุเดือดเขาโกรธเล็กน้อยแต่ก็ปฏิเสธที่จะพูดออกมาในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะนับถือเขาอยู่บ้างที่แม้จะอยากแก้พิษให้ตนเองแต่ก็ไม่คิดที่จะบังคับนางดังนั้นเขาจึงไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยพูดออกมาว่า “แม่นางติงชายชราอย่างข้าอยากรับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าเต็มใจหรือไม่?”

            “ลูกศิษย์งั้นหรือ?”ติงเหว่ยตกใจมากในความคิดของนางคนที่มีฝีมือเก่งกาจเวลาจะหาลูกศิษย์สักคนต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากทั้งยังต้องทดสอบจิตใจอีก ต้องอดทนต่อความยากลำบาก แล้วเหตุใดตัวนางเองจู่ๆถึงได้ถูกเลือกล่ะ หากรู้ว่าในชาติที่แล้วนางก็แค่เปิดร้านอาหารเช้ามีเคล็ดลับที่สืบทอดต่อกันมาสักสามถึงห้าอย่างและพ่อของนางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะถ่ายทอดให้แก่ลูกชายเท่านั้นหรือว่าในยุคสมัยนี้มีคนที่มีฝีมือเก่งกาจเต็มไปหมดแต่ทักษะแย่กว่าสุนัขอีกอย่างนั้นหรือ?

            ผู้อาวุโสเหว่ยเห็นว่านางยังไม่ตอบรับจึงเข้าใจผิดไปว่านางเคยได้ยินชื่อเสียงอันเลวร้ายของเขาก็เลยถือเป็นเรื่องต้องห้ามทำให้นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกลียดตนเองตอนหนุ่มที่ทำตัวประหลาดๆ เหตุใดจึงไม่สร้างชื่อเสียงด้านความเป็นคนดีและมีน้ำใจกันนะ?ทุกวันนี้คงไม่ต้องทำหน้าไร้ยางอายเช่นนี้

            “อะแฮ่มแม่นางติง เรี่องนั้น ชายชราอย่างข้ายามนั้นยังเด็ก จึงเคยทำเรื่องผิดพลาดไปบ้างและยังเป็นที่รู้จักในเรื่องการวางยาพิษอีกด้วยแต่ความจริงแล้วข้าช่วยเหลือคนมากกว่า ผู้คนกว่าครึ่งในยุทธภพต่างก็พากันลือออกไปเจ้าเองก็คงไม่อยากจะเชื่อล่ะสิ”

            เป็นเรื่องยากที่ลุงอวิ๋นจะเห็นชายชราผู้เย่อหยิ่งคนนี้ยอมถ่อมตนแต่เขาเองก็ไม่ลืมที่จะซ้ำเติมเข้าไปอีก เขาค่อยๆ เดินไปอยู่ข้างๆ ติงเหว่ยและพูดเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงกระซิบที่ดังจนทุกคนได้ยินว่า “แม่นางติงเจ้าต้องคิดให้ดีๆ นะ บางคนรู้หน้าไม่รู้ใจ บางคนมีชื่อเสียงที่ดีแต่ลับหลังกลับลักพาตัวเด็กยิ่งไม่ต้องพูดถึงบางคนที่ถนัดเรื่องการใช้พิษอีก เจ้าเป็นผู้หญิงคนเดียวทั้งยังต้องดูแลอันเกอเอ๋อร์ เจ้าต้องระมัดระวังให้มากนะ”

            ก่อนที่ติงเหว่ยจะได้ทันพูดอะไรผู้อาวุโสเหว่ยก็ลุกขึ้นมาและพูดด้วยความโมโหว่า “เจ้าแก่กะโหลกกะลาทำไมถึงไม่มีใครตัดลิ้นของเจ้าไปเสีย ข้าเหว่ยเทียนหยางท่องอยู่ในยุทธภพมามากกว่าหกสิบปีแต่ไหนแต่ไรไม่เคยโกหก วันนี้เพื่อจะช่วยเจ้านายของเจ้าแก้พิษถึงได้คิดจะหาผู้ช่วยหนำซ้ำเจ้ายังมาขัดขวางข้าอีก ดี งั้นเรื่องแก้พิษก็ช่างมัน ยังไงก็ไม่ใช่ข้าที่ต้องกลายเป็นคนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว!”

            ลุงอวิ๋นเมื่อครู่นี้แค่ใช้อารมณ์เป็นเด็กเขาลืมคิดเรื่องแก้พิษไปโดยสิ้นเชิงเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้เขาเองก็ตกใจและหวาดกลัวแต่คำพูดที่พูดออกไปแล้วก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไป ถึงอยากเก็บกลับมาก็ยากแล้ว ท้ายที่สุดแล้วเขาจึงทำได้เพียงจ้องไปยังติงเหว่ยอย่างใจจดใจจ่อและหวังว่านางจะกอบกู้สถานการณ์นี้เอาไว้ได้

            ในตอนนี้ติงเหว่ยก็เข้าใจที่มาที่ไปทั้งหมดแล้วนางยอมรับว่าตนเองไม่ใช่คนฉลาดเฉลียวแต่หลังจากที่ใช้เวลาร่วมกันมานางกลับชอบนิสัยของผู้อาวุโสเหว่ยหากจะพูดขึ้นมาผู้อาวุโสเหว่ยก็เหมือนกับนักวิชาการในยุคก่อนของนางไม่มีผิดเป็นคนเรียบง่ายแต่ดื้อรั้น อาจจะทำเรื่องแปลกประหลาดไปบ้างแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร ทั้งยังสามารถเข้ากันได้อย่างง่ายดายและรู้สึกผ่อนคลาย

            ปกติแล้วปากของเขาชอบพูดว่าตนเองเป็นหมอเทวดาหากไม่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลมาก็จะไม่รักษาให้แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ท่านพ่อของนางป่วยหนัก เขาเองก็ยังรีบไปที่นั่นอยู่ดีสุดท้ายยังให้ยาอันล้ำค่าแก่พ่อของนางอีกด้วย

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแค่เรื่องนี้นางก็ควรเคารพเขาในฐานะผู้อาวุโสอีกอย่างเมื่อก่อนที่อันเกอเอ๋อร์ชอบร้องไห้กลางดึกและวิตกกังวล และยังมีตอนนี้ที่เตรียมอาหารเพื่อรักษาอาการให้กับกงจื้อหมิงนางเองก็มักจะรู้สึกว่าตนเองรู้เรื่องการรักษาน้อยเกินไปวันนี้โอกาสที่จะได้เรียนกับหมอชื่อดังมาวางอยู่ตรงหน้านางแล้วหากนางไม่คว้าเอาไว้นางก็คงจะโง่เขลามาก

            “ในเมื่อท่านลุงเหว่ยเห็นว่าข้ามีความสามารถข้าเองก็ยินดีจะเรียนรู้การรักษากับท่านลุงเหว่ยขอเพียงท่านลุงเหว่ยไม่รังเกียจที่ข้าโง่เขลาก็พอ”

            “ฮะ?”ผู้อาวุโสเหว่ยเดิมทีโกรธเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าตนเองไม่มีที่ให้พึ่งพิงเขาคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ ติงเหว่ยจะเอ่ยปากและตอบตกลงในทันที

            เขากลับรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเล็กน้อย“เอ่อ แม่นางน้อย เจ้าต้องคิดให้ถี่ถ้วนนะชายชราอย่างข้าก็มีชื่อเสียงไม่ดีอยู่บ้าง บางทีในอนาคตจะมีศัตรูไปหาถึงหน้าบ้านถึงต่อให้ไม่มีศัตรู ข้าเองก็อายุหกสิบปีกว่าแล้ว ในอนาคต…”

            “เป็นอาจารย์หนึ่งวันเปรียบดังเป็นพ่อชั่วชีวิต” ติงเหว่ยก้าวไปข้างหน้าและตบที่หลังของชายชราเพราะเกรงว่าเขาจะตื่นเต้นจนเป็นลมล้มลงไปนางพูดปลอบประโลมเขาว่า“ท่านไม่รู้ว่าข้ายังมีอีกชื่อหนึ่งว่าลูกศิษย์ของท่านย่าเทวาภูเขาอย่างอื่นไม่กล้าพูด แต่เมื่อท่านแก่แล้วอาหารและชาสามมื้อทุกวันของท่านเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับข้า”

            “ข้า...ข้า...”ในที่สุดความปรารถนาของเขาก็เป็นจริง ผู้อาวุโสเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไรดีไปชั่วขณะในทางกลับกันลุงอวิ๋นที่เห็นก็รู้สึกเศร้าและอิจฉา เขารู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบให้ศัตรูเก่าเขาจึงพูดเสียงดังออกมาว่า “เจ้าจะทำอะไรมีลูกศิษย์ดีขนาดนี้เจ้าเองก็แค่เพลิดเพลินไปก็พอ แม่นางติงของพวกเราไม่ใช่สตรีทั่วไปเจ้าจะพูดออกมาง่ายๆ ว่ารับนางเป็นศิษย์ไม่ได้! พรุ่งนี้พวกเราจะจัดโต๊ะเลี้ยงสุราเชิญครอบครัวสกุลติงมาเป็นพยานด้วย”

            “ตกลงตกลง ตกลง!” ผู้อาวุโสเหว่ยหัวเราะอย่างมีความสุข เขาโบกมืออย่างไม่เกรงกลัว“ไม่ต้องพูดถึงโต๊ะไม่กี่โต๊ะ ข้าหมอปีศาจหัตถ์เทวดาจะรับลูกศิษย์ทั้งทีต่อให้หลายร้อยโต๊ะก็ยังไม่ถือว่าเยอะไป”

            ติงเหว่ยรีบหยุดผู้อาวุโสที่กำลังเริงร่าเอาไว้“ท่านลุงเหว่ย ตอนนี้เกรงว่าจะไม่สะดวก ข้าว่าสนุกกันแค่พวกเราก่อนรอจนข้าปีกกล้าขาแข็งและท่านผู้อาวุโสคิดว่าไม่เสียหน้าต่อสหายในแวดวงการแพทย์ของท่านแล้วค่อยจัดงานเลี้ยงใหญ่โตก็ยังไม่สาย”

            “ตกลงทุกอย่างเอาตามที่เจ้าว่าทั้งหมด”ตอนนี้ท่านผู้อาวุโสเหว่ยกำลังมีความสุขกับการรับลูกศิษย์ ไหนเลยจะไม่ตกลง

            กงจื้อหมิงที่นิ่งเงียบมาจนถึงตอนนี้เขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางติงเหว่ยแล้วพูดเบาๆ ว่า “พยุงข้ากลับไปที่ห้อง”

            ติงเหว่ยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วปกตินางเองก็ปรนนิบัติใกล้ชิดอยู่แล้วทุกคนก็เลยไม่ได้รู้สึกผิดแปลกแต่อย่างใดและพวกเขาจึงแยกย้ายกัน ใครจะไปพักผ่อนก็ไปพักผ่อนใครที่มีเรื่องให้จัดการก็ไปจัดการต่อ ทว่านายน้อยฟางกับผู้อาวุโสเหว่ยรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆแต่ไม่นานหลินลิ่วก็เข้ามานำทางท่านผู้อาวุโสไปห้องเก็บสมุนไพรส่วนลุงอวิ๋นเองก็ลากนายน้อยฟางไปถามถึงสหายเก่าแก่ของเขาในอู่โฮ่วฟูว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง…

            ในอีกฝากหนึ่งติงเหว่ยกำลังพยุงกงจื้อหมิงเข้าไปในห้องในขณะที่นางกำลังยุ่งอยู่กับการใช้ผ้าเช็ดมือและใบหน้าของเขากงจื้อหมิงกลับยื่นแขนออกมาและใช้แรงเพื่อดึงนางให้นั่งลงข้างๆ

            ติงเหว่ยหน้าแดงเล็กน้อยนางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “นายน้อย ท่านมีเรื่องอยากจะพูดอย่างนั้นหรือ?”

            กงจื้อหมิงพยักหน้าและชำเลืองมองชุดตุ้ยจินเชิ่นจื่อสีดอกบัวกระโปรงจีบสีขาวนวลราวกับพระจันทร์ มวยผมที่ถูกมัดเอาไว้อย่างเรียบร้อยปิ่นปักผมสีแดงที่ห้อยอยู่ด้านหลังศีรษะ และยังมีใบหน้าที่ขาวนวลสวยงามของนางที่มักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอๆจมูกโด่งเป็นสันและปากสีแดงอวบอิ่ม…

            ลำคอของเขาขยับเล็กน้อยและพูดว่า “หากว่าเจ้ากังวลเรื่องแก้พิษอยู่ อันที่จริงเจ้าไม่จำเป็นต้องฝืนตนเองลุงเหว่ยกับปู่ของข้ามีความสัมพันธ์เก่าๆ ยังไงเขาก็ไม่ยอมเห็นข้าตายด้วยพิษหรอกเขาก็แค่จะเรียกร้องเพิ่มสักหน่อยก็เท่านั้น”

            รอยยิ้มในดวงตาของติงเหว่ยยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกนางโบกมือแล้วพูดว่า “นายน้อยท่านกังวลเกินไปแล้วข้ายินดีที่จะเป็นลูกศิษย์ด้วยความเต็มใจดังคำกล่าวที่ว่าการมีทักษะมากเกินไปไม่ใช่ภาระข้ายังต้องเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมอีกมากบางทีในเวลาที่ยากลำบากข้าอาจจะต้องพึ่งพามันเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวก็เป็นได้ต่อให้อันเกอเอ๋อร์จะปวดหัวหรือมีไข้ข้าเองก็ไม่ต้องกังวลจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีกยิ่งไปกว่านั้น เอ่อ…ต่อให้ท่านจะแก้พิษแล้วแต่พลังชีวิตของท่านก็อ่อนแอลงไปมาก ยังไงก็ยังต้องบำรุงสุขภาพด้วยอาหารสมุนไพรอยู่ดี…”

            ยิ่งติงเหว่ยพูดมากเท่าไรใบหน้าของนางก็ยิ่งแดงขึ้นมากเท่านั้นและหัวใจของนางก็เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากปาก นี่ถือเป็นคำสารภาพรักหรือไม่นางแสดงเจตนาออกไปชัดเจนเกินไปหรือเปล่า?

            เมื่อกงจื้อหมิงเห็นติงเหว่ยเขินอายจนแทบจะซุกศีรษะเข้าไปในอกของนางอยู่แล้วดวงตาสีเข้มของเขาก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรักเขายื่นมือออกไปจับมือเรียวเล็กที่คิดถึงตั้งหลายครั้งมันช่างนุ่มนวลและอบอุ่นจริงๆ อย่างที่เขาคิดเอาไว้เลย

            “ไม่ต้องกังวลตราบใดที่ข้ายังอยู่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องมีวันที่ยากลำบากแม้แต่วันเดียว”

            ติงเหว่ยยิ่งหน้าแดงมากขึ้นไปอีกและในขณะที่นางยังอยากจะพูดอะไรต่อเสียงร้องไห้ของอันเกอเอ๋อร์ก็ดังขึ้นมาจากห้องด้านข้างทันใดนั้นติงเหว่ยก็กระโดดขึ้นมาราวกับว่านางถูกไฟฟ้าช็อต และพูดลวกๆ ว่า “อันเกอเอ๋อร์ร้องไห้อยู่ข้าจะกลับไปดูสักหน่อย”

            เมื่อพูดจบนางก็หนีเตลิดออกไปทันทีปล่อยให้กงจื้อหมิงจ้องมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าและขมวดคิ้วเล็กน้อย

            เฉิงเหนียงจื่อกำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้และให้นมไปด้วยเมื่อนางเห็นนายหญิงวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบจึงรีบพูดออกมาว่า“แม่นางอย่าได้กังวลไปเลย อันเกอเอ๋อร์แค่หิวก็เท่านั้น ให้นมไปก็ดีขึ้นเยอะแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน