มู่ไป๋หลิงสะกดความคับข้องใจไว้ชั่วคราว ตั้งสติเตรียมประจันหน้ากับภยันตราย เมื่อเงาพยัคฆ์ทมิฬในค่ายกลเริ่มขยับเขยื้อน
ไร้สุ้มเสียงเตือนภัย เงาร้ายร่างหนึ่งก็ดีดตัวฝ่าความมืด เงื้อง้างกรงเล็บจากอุ้งเท้าขนาดั์ ตะปบขย้ำเปิดฉากสังหาร
ประกายกระบี่นพเคราะห์วาดตวัด ตัดร่างเงาจิตอสูรพยัคฆ์ขาดท่อนอย่างเฉียบขาด ทว่าเงานั้นสลายไปแค่ชั่วขณะ อณูสีดำที่แตกกระจายก็ไหลไปผนึกตัวก่อรูปขึ้นใหม่
กระบี่นพเคราะห์ฟาดฟันซ้ำออกไปสองสามครา เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าเงามายาเหล่านี้ ไม่สูญสลายด้วยอานุภาพปราณกระบี่
มู่ไป๋หลิงเข้าใจโดยพลัน ยามนี้เผชิญหน้ากับค่ายกล เงื่อนไขการทำลายย่อมแตกต่างออกไป
“เปล่าประโยชน์น่า”
หูเหยียกระดิกเท้าสบายอารมณ์ ล่วงรู้อยู่แล้วว่าปฏิกิริยาแรกของนาง ย่อมต้องเป็การชักกระบี่เข้าปะทะ แต่แทนที่จะเอ่ยปากบอกกล่าวแต่เนิ่น ๆ มิสู้ปล่อยให้นางลองผิดลองถูกด้วยตนเอง แล้วค่อยชี้แนะให้กระจ่าง แบบนี้นางจึงจะซึมซับบทเรียนเข้าหัวได้อย่างรวดเร็ว
“ตั้งจิตมั่น รากฐานเดิมไม่สั่นคลอน รวบรวมปราณพยัคฆา แผ่ดุจสาครไหลหลาก”
มู่ไป๋หลิงหลับตากำหนดสมาธิ สูดลมหายใจลึกรั้งไว้ชั่วขณะเพื่อจัดระเบียบกำลังภายใน เหนี่ยวรั้งริ้วกระแสปราณสัตว์สายพิเศษที่กระจัดกระจาย รวมศูนย์กลับไปยังจุดชี่ไห่ แล้วค่อยผลักดันพลังระลอกใหม่ ให้หมุนเวียนสม่ำเสมอทั่วร่าง ปฏิบัติทีละขั้นตามคำสอนพยัคฆ์เฒ่า
“รีดเร้นจิตคุกคามดั่งคมเขี้ยว…”
ตามด้วยกระตุ้นไฟแห่งการต่อสู้ให้ลุกโชนแผดเผาอยู่ในจิติญญา
“เพ่งเป้าหมาย— ปลดปล่อย!”
ครั้นมวลความรู้สึกอัดแน่นจนถึงขีดสุด อีกทั้งธารพลังไร้สะดุด ั์ตาของนางพลันเบิกโพลง ผ่อนลมหายใจออก ะเิจิตคุกคามสาดซัดเงาจิตอสูรพยัคฆ์อันเป็เป้าสายตา ทลายร่างมายาค่ายกลแตกสลายไปจนสิ้นซาก!
ดวงหน้านวลหอบหายใจสะท้าน วิชานี้แม้มีพลังทำลายล้างสูงส่ง แต่ก็ผลาญพลังปราณของผู้ใช้ไปมหาศาลเช่นกัน
“ดี! ต่อไป ลมปราณกรงเล็บพยัคฆ์”
เว้นระยะไม่นานนัก การฝึกฝนก็ดำเนินต่อไป ฝูงเงาศัตรูที่เหลือต่างบุกทะยานเข้าประทุษร้ายไม่ลดละ
“กลั่นลมปราณเป็เส้นสายคมกล้าสู่ปลายนิ้ว…”
มู่ไป๋หลิงงอนิ้วทั้งห้าดุจกรงเล็บพยัคฆ์ ััถึงกระแสปราณเสียดคมสถิตที่ปลายนิ้ว
“พิฆาต!”
ครานี้ นางไม่ดำเนินตามวิถีของตาเฒ่าเสียหมด กลับวาดฝ่ามือชักนำกระแสปราณให้ไหลทะลักท่วมท้นใบกระบี่ ก่อนจะตวัดฟาดฟันแหวกอากาศออกไปอย่างดุดัน ประยุกต์เคล็ดวิชาของหูเหยียเข้ากับเพลงกระบี่ ล้ำหน้าไปอีกก้าว
คลื่นกระบี่สามสายรูปลักษณ์รอยกรงเล็บ พุ่งตรงเข้าฉีกสะบั้นเงาศัตรูสลายวับ
“เฮ้อ… นั่นไม่จำเป็สักนิด เ้านี่ชอบกระบี่จริง ๆ เลยนะ” ตาเฒ่าแคะหูอย่างขัดใจ ยามเสียงแปลกปลอมของกระบี่แว่วผ่านเข้าโสต
มู่ไป๋หลิงไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่นางหลงใหลในวิชากระบี่ มีเพียงประการเดียว… และภาพของบุรุษผู้นั้น ก็ปรากฏในห้วงคำนึงอย่างไม่มีทางเป็อื่น
ทึกทักไปแล้ว หูเหยียค่อยนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้รับคำตอบจากนาง
“บอกข้าได้รึยัง นังหนู ตกลงแล้วเพลงกระบี่ของเ้ามีนามว่าอันใด?”
เสียงของตาเฒ่าดึงนางกลับสู่โลกความเป็จริง
มู่ไป๋หลิงกระชับกระบี่นพเคราะห์ ยกขึ้นตั้งมั่นประทับไว้เบื้องหน้า
“เพลงกระบี่วิฬาร์เก้าดาราพิฆาต…”
สิ่งสำคัญยิ่งที่นางได้เรียนรู้ในวันนี้ หลังจากปฏิบัติตามคำชี้แนะของผู้าุโ พบว่าประสิทธิภาพของวิชาและอานุภาพที่แสดงออกมา พัฒนาอย่างก้าวะโ ห่างชั้นจากยามที่นางงมหาหนทางเองลิบลับ
การมียอดฝีมือช่วยขัดเกลานั้น แท้จริงประเสริฐเช่นนี้เอง
“ใช้ได้นี่… ยิ่งจากนี้มีข้าคอยชี้แนะ เ้าก็จะเป็ดั่งพยัคฆ์ติดปีก ผงาดง้ำยุทธภพ” หูเหยียกล่าวยกหางตัวเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใด
ติดปีก… นั่นสินะ บางทีตอนนี้ ก้าวย่างจิ่วมิ่งของนาง อาจเพิ่มขีดความสามารถขึ้นเท่าตัวแล้วเช่นกัน
กระบี่นพเคราะห์ถูกสอดเก็บคืนสู่ฝัก มู่ไป๋หลิงโคจรปราณสัตว์รั้งลงสู่ฝ่าเท้า ย่อตัวลงเตรียมพร้อม
เมื่อได้จังหวะ ปลายเท้าดีดสะท้อนแตะสลับไต่ทะยานวนขึ้นไปตามผนังหลุมอันสูงชัน ตามด้วยส่งร่างทะยานพรวดเดียว ลอยข้ามขอบเหวขึ้นมาสู่พื้น้าได้สำเร็จ
“ไม่เลว หัวไวสมเป็ศิษย์ข้า” หูเหยียมองศิษย์หญิงตัวน้อย ผู้กลับขึ้นมาปรากฏกายต่อหน้าตนอีกครั้ง
มู่ไป๋หลิงเดินไปช้อนร่างสลบไสลของเ้าหลงขึ้นมาอุ้มไว้ หันไปคลี่ยิ้มบางเบา หากแต่ที่จริงกลับแยกเขี้ยวใส่หูเหยีย
“ใครเป็ศิษย์ท่านกัน”
“เฮอะ! เ้าเอาเวลาต่อปากต่อคำ ไปคิดว่าจะกราบข้าเป็อาจารย์ได้เมื่อไหร่ดีกว่า”
“ต่อให้ท่านเก่งกาจ แต่อย่างไรเสีย…ท่านก็ออกมาบังคับข้าโขกศีรษะไม่ได้เสียหน่อย” ศิษย์จำเป็เผยท่าทีกระด้างกระเดื่อง จงใจบิดพลิ้ว
ร่างระหงก้าวเดินฉับ ๆ ทิ้งระยะห่างไปโดยไม่คิดจะเหลียวกลับไปมองผู้ตั้งตนเป็อาจารย์
ผู้ใดใช้ให้เขาบังคับฝืนใจนางก่อนล่ะ เมื่อสบโอกาส ก็ถึงคราวทีใครทีมัน...
หูเหยียเผยอยิ้มมุมปาก “ใครว่าข้าออกไปไม่ได้?”
ไม่ต้องรอให้จบประโยค สลักโซ่เก่าเก็บที่คอยพันธนาการเขาไว้ทุกเส้น พลันขาดสะบั้นด้วยกำลังภายในอันทรงพลัง
ตึง!! ตามด้วยกรงเหล็ก ที่ถูกลมปราณกรงเล็บพยัคฆ์ ฉีกกระชากกระจุยราวกับเศษกระดาษ
ร่างระหงชะงักกึก สายตาว่างเปล่าปนเอือมระอา
เสียงอึกทึกครึกโครมเมื่อครู่ คงมิใช่ว่าตาเฒ่าหูเหยียแหกคุก ทลายตรวนที่ผูกมัดเขาไว้ว่าแปดปีออกด้วยตนเองหรอกนะ
หากว่าใช่... ทั้งที่เป็อิสระได้ แต่นั่งแกร่วอยู่นานนมไม่ยอมออกมาเสียที ตาเฒ่าผู้นี้ก็ช่างเล่นพิเรนทร์ได้สุดบรรยายนัก
หูเหยียก้าวพ้นจากกรงเหล็ก ออกมาหยุดยืนกลางโถงทางเดิน บิดตัวยืดเส้นยืดสาย รู้สึกกะปรี้กะเปร่ายามได้ออกเรี่ยวแรงบ้าง
“ฮึ่มมม! ได้เวลาแล้วที่ข้าจะต้องออกไปดูยุทธภพที่ผ่านไปแปดปีนี่สักหน่อย!”
_____________________________________
เ้าแมวขาว กับอาจารย์เสือดำของนาง