เมืองอวิ๋นสุ่ย คือนครหลวงอันเกรียงไกรของอาณาจักรชิงอวิ๋น ขั้วอำนาจภายในเมืองถูกแบ่งสรรออกเป็ สามสำนัก สี่ตระกูล และหนึ่งราชสำนัก
ขุมกำลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดย่อมมิพ้น สำนักชิงอวิ๋น ซึ่งถือเป็สำนักอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักร รองลงมาคือ สำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ย หนึ่งในขุมอำนาจที่มีรากฐานลึกล้ำที่สุดนับแต่ยุคราชวงศ์อวิ๋นสุ่ยเก่า ส่วน สำนักวสันต์เขียว นั้นแม้จะเป็สำนักใหม่ที่เพิ่งสร้างชื่อได้ไม่นาน และมิได้มีขุมพลังเร้นลับทัดเทียมสองสำนักแรก แต่ก็มิอาจดูแคลนได้เลย
สำหรับสี่ตระกูลใหญ่ ประกอบด้วย หลิว เฉิน ไป๋ และ สุย
ตระกูลหลิว ยอดตระกูลโอสถอันดับหนึ่งแห่งแคว้นิ รักสันโดษมิแก่งแย่งแข่งขัน มีพันธมิตรอยู่ทั่วหล้าด้วยมุ่งเน้นเพียงการรักษาเยียวยา ปัจจุบันมี หลิวจวินโม่ บิดาของหลิวจื่ออี้เป็เ้าตระกูล
ตระกูลเฉิน ตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่งในอาณาจักรชิงอวิ๋น ทรัพย์สินมากมายมหาศาลจนอาจเทียบเคียงได้กับเหล่าผู้าุโในสำนักอริยะทั้งหก
ตระกูลไป๋ ตระกูลบัณฑิตที่ได้รับการยกย่องในทวีปเชิงซวน ลูกหลานหลายชั่วอายุคนล้วนเป็อัจฉริยะที่ได้เข้าศึกษาในสำนักอริยะทั้งหก มีรากฐานทางปัญญาอันลึกล้ำ
ตระกูลสุดท้าย คืออดีตราชวงศ์สุยผู้เคยปกครองอาณาจักรอวิ๋นสุ่ย ทว่าเมื่อถูกชิงอวิ๋นกลืนกิน ฮ่องเต้ในขณะนั้นจึงสั่งให้องค์รัชทายาทนำพาผู้มีความสามารถมาสวามิภักดิ์แก่ราชวงศ์ชิง
ทางด้านราชวงศ์ชิงเองก็เลือกที่จะมิปะาเชื้อพระวงศ์อวิ๋นสุ่ยเก่าเพื่อรักษาความภักดีของประชาชนทั้งยังให้การสนับสนุนตระกูลสุยเป็อย่างดีเพื่อปลูกปั้นให้มารับใช้ในฐานะแม่ทัพคู่บัลลังก์
ขุมอำนาจสุดท้ายคือ ราชสำนักชิงอวิ๋น ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง มีกำลังพลและอำนาจบารมีเป็รองเพียงสำนักชิงอวิ๋นเท่านั้น แม้ดูภายนอกทั้งสองขุมกำลังจะแยกขาดจากกัน แต่ความจริงแล้วผู้ถืออาญาสิทธิ์สูงสุดของทั้งสองกลุ่มกลับเป็องค์ฮ่องเต้เพียงผู้เดียว นี่จึงเป็เหตุผลที่สำนักอื่นยากจะสั่นคลอนบารมีของสำนักชิงอวิ๋นได้
การเดินทางสู่เมืองอวิ๋นสุ่ยต้องผ่าน เมืองชิงอวิ๋นเก่า ซึ่งปัจจุบันกลายเป็ศูนย์กลางการค้าที่คึกคักมากที่สุดของอาณาจักรชิงอวิ๋น และต้องผ่าน เมืองอวิ๋นหยาฝู่ เมืองริมหน้าผาอันเลื่องชื่อ จนมีคำกล่าวขานกันว่า “อยู่ในชิงอวิ๋นมิเยือนหยาฝู่ ประหนึ่งไร้วาสนาแตะเมฆา์(อวิ๋นหยาฝู่)” นอกจากนี้ยังมีเมืองเล็กๆ อย่าง เมืองชิงซี และ เมืองอวิ๋นเหอ ที่น่าไปเยือนไม่แพ้กัน
เซิ่งมู่ที่กำลังเดินอ่านตำราแม่น้ำและขุนเขา พลางวางแผนการเดินทางในใจ คิดว่าหากได้ร่วมทางไปกับกลุ่มการค้าของิเจ๋อเขาก็อยากจะขอแวะเวียนไปยังสถานที่เ่าั้สักครั้ง
ระหว่างนั้นเซิ่งมู่ก็เอาตำราแม่น้ำและขุนเขาเก็บไว้ในถุงผ้า ก่อนจะเรียกตำราหมื่นอักขระผันแปรออกจากพัดไม้ไผ่ให้มาปรากฏในถุงผ้าแทน แล้วจึงหยิบขึ้นมาอ่านเื่ราวในยุทธภพต่อ
เหตุที่เซิ่งมู่เลือกสะพายถุงผ้าแทนการเก็บสิ่งของไว้ในพัดไผ่ เป็เพราะเกรงว่าหากมีผู้ใดเห็นเขาเรียกสิ่งของเข้าออกได้ตามใจชอบคงจะดูสะดุดตาเกินไป และเขาเองก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่า การกระทำเช่นนั้นต่อหน้าผู้อื่นจะชักนำภัยมาสู่ตัว หรือปลุกสัญชาตญาณฆ่าคนชิงสมบัติของใครเข้าหรือไม่
ระหว่างที่เซิ่งมู่กำลังเดินอ่านตำราอยู่นั้น ก็พลันเงยหน้าขึ้นมาและเห็นรถเข็นถังหูลู่ พร้อมกับชายคนหนึ่งที่ส่งยิ้มมาให้
“อรุณสวัสดิ์ขอรับ ท่านลุงอู๋” เซิ่งมู่ยกมือขึ้นทำคารวะด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เวลานี้ยังมิใช่ยามเหม่า เหตุใดท่านลุงอู๋ถึงมาแต่เช้านัก” เซิ่งมู่เปิดปากถามด้วยความฉงน เพราะยามนี้เพิ่งเข้าสู่ยามอิ๋น แม้ฟ้าจะเริ่มสางจนพอเห็นทาง แต่ก็ยังมิใช่เวลาที่เหมาะแก่การค้าขายนัก
“วันนี้ข้าแค่อยากเริ่มงานให้ไวหน่อย” ลุงอู๋ตอบพลางกวักมือเรียก
“เ้าจะไปเมืองอวิ๋นสุ่ยพรุ่งนี้ใช่หรือไม่?”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับ เขาเก็บตำราลงในถุงผ้าก่อนจะมานั่งที่พื้นข้างรถเข็นถังหูลู่
“ตำราที่ท่านมอบให้ข้าช่วยให้ข้าเข้าใจโลกภายนอกได้มากนัก ข้ายังไม่ได้ตอบแทนท่านเื่นี้เลย”
ลุงอู๋ยื่นถังหูลู่ให้หนึ่งไม้พลางส่ายหน้า “ไม่จำเป็… เป็เพียงของที่ข้าไม่ได้ใช้แล้วเท่านั้น อย่าได้เกรงอกเกรงใจกันนักเลย”
เซิ่งมู่รับมาพร้อมส่งเหรียญทองแดงให้ แต่ลุงอู๋กลับส่ายหน้า
“ถือเสียว่าเป็ของขวัญอำลาจากข้าเถอะ”
เซิ่งมู่จึงไม่ปฏิเสธ เก็บเงินเข้ากระเป๋าตามเดิม
“ท่านเคยไปเมืองอวิ๋นสุ่ยหรือไม่?” เขาเปิดปากถาม
ลุงอู๋พยักหน้าตอบ “เคยสิ หลายครั้งเสียด้วย”
“คนที่นั่นต่อยตีเก่งหรือไม่?” เซิ่งมู่ถาม
ลุงอู๋ที่ได้ยินก็เปิดปากหัวเราะเสียงดัง “เ้าจะเข้าเมืองไปหาเื่ชกต่อยกับใครหรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่เกาหัว “ถ้าอย่างนั้น… บัณฑิตที่นั่นเก่งกาจหรือไม่?”
“พอมีความสามารถบ้าง แต่หากเทียบกับข้าแล้วยังห่างชั้นนัก”
เซิ่งมู่ได้ยินจึงหันขวับมามอง “แล้วเหตุใดท่านไม่ใช่บัณฑิตกันเล่า? นี่ท่านพยายามหลอกข้าหรืออย่างไร?”
ลุงอู๋ได้ยินจึงเอามือเขกหัวเซิ่งมู่หนึ่งที “ใครว่าข้าสอบเข้าสำนักในชิงอวิ๋นกัน ระดับข้าต้องสอบเข้าสำนักที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอยู่แล้ว”
“แล้วเหตุใดท่านถึงมาลงเอยที่นี่?” เซิ่งมู่ยังคงถามต่อ
ลุงอู๋ยืนบิดี้เีพลางเปรยว่า “แค่มาพักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น”
เซิ่งมู่ทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก่อนจะยักไหล่ไม่สนใจแล้วกินถังหูลู่จนหมด
“ข้าไปแล้วนะลุงอู๋ อีกไม่กี่เค่อจวนที่ว่าการจะเปิดแล้ว ข้าไม่อยากไปรอตอนผู้คนพลุกพล่าน”
ลุงอู๋โบกมือไล่ส่งๆ “ไปเถอะๆ หากมีวาสนาคงได้พบกันอีก”
เซิ่งมู่ก้มโค้งขอบคุณก่อนจะสาวเท้าจากไป ลุงอู๋มองตามแผ่นหลังนั้นพลางพึมพำกับตนเอง
“อินทรีน้อยสุดท้ายย่อมต้องกางปีกโผบิน... หากมิผ่านมรสุมลมฝน จะเห็นความกว้างใหญ่ของฟ้าดินได้อย่างไร”
…
เมื่อถึงยามเฉิน เซิ่งมู่ที่กำลังนั่งกินเกี๊ยวน้ำไปก็พลางพิจารณาเอกสารผ่านทางที่พึ่งได้มาไป มันเป็กระดาษสีเหลืองระบุว่าออกโดย เมืองเล็ก ซึ่งเป็ชื่อเมืองจริงๆ จนเขานึกขำในใจ “ข้าก็นึกว่าเมืองเล็กจะมีชื่ออื่นเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะชื่อ ‘เมืองเล็ก’ จริงๆ”
หลังจากจัดการธุระเสร็จ เขาจึงมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมสายลมหวน ก่อนเอ่ยปากบอกเสี่ยวเอ้อคนเดิมที่เขาเห็นประจำ “ข้ามาขอเข้าพักในนามกลุ่มการค้าิเจ๋อ” พร้อมหยิบเอกสารและตราสีเงินที่สลักคำว่า ิเจ๋อ (明哲) ให้เสี่ยวเอ้อ
เสี่ยวเอ้อคนเดิมที่คุ้นหน้าเซิ่งมู่ดี จึงรับตราสีเงินไว้พร้อมบอกให้เซิ่งมู่รอสักครู่ ก่อนจะวิ่งเข้าไปเรือนหลังโรงเตี๊ยม เพียงชั่วครู่ก็กลับมาพร้อมตราหยกสีเหลืองสลักเลข ยี่สิบห้า (二五)
“ห้องของท่านอยู่ชั้นสอง ห้องที่ห้าขอรับ” พูดจบเสี่ยวเอ้อก็ยื่นตราหยกให้เซิ่งมู่
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เซิ่งมู่พบว่าห้องในชั้นสองจะถูกเรียงไว้แปดห้องตามโครงสร้างตึกแปดเหลี่ยมของอาคารโรงเตี๊ยม ซึ่งต่างจากชั้นสามที่เขาขึ้นไปที่มีเพียงสี่ห้อง เมื่อเซิ่งมู่เดินไปถึงห้องหมายเลขห้าก็พยายามเอามือดันประตูให้เปิดออก แต่ประตูกลับยังปิดสนิท ไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย เซิ่งมู่จึงลองเอาตราประทับกดไปยังประตูแต่ประตูกลับยังนิ่งสนิท ทำให้เซิ่งมู่รู้สึกฉงนว่าตนมาผิดห้องหรือไม่?
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะใสของสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้น เมื่อหันไปเขาก็พบดรุณีนางหนึ่งอายุไล่เลี่ยกับตนยืนหัวเราะอยู่ ชุดสีครามอ่อนคล้ายจอมยุทธในยุทธภพที่นางสวมใส่ช่างขับกับดวงตาสีทองอ่อนของนางยิ่งนัก เพียงแต่เปิดเผยมากกว่าชุดปกติไปเสียหน่อย
“ขออภัย ข้ามิได้เจตนาหัวเราะเ้า… คือจริงๆ ข้าก็หัวเราะเ้านั่นแหละ แต่ไม่ได้หมายความแบบนั้น… แค่นึกถึงตัวเองตอนเข้าโรงเตี๊ยมิญญาครั้งแรกเท่านั้น” ในขณะที่นางพยายามข่มเสียงหัวเราะอันอ่อนหวานของนาง นางก็ยกมือขออภัยเซิ่งมู่ไปด้วย
เซิ่งมู่ก็ทำหน้าฉงน ก่อนพยักหน้าเข้าใจ
“ถ่ายเทลมปราณลงตราหยก แล้วเดี๋ยวประตูจะเปิดให้เ้าเอง”
เซิ่งมู่จึงลองทำตามที่นางบอก ทว่าทันทีที่ใส่พลังเข้าไป ประตูก็เหวี่ยงเปิดออกอย่างแรงจนเขาถึงกับสะดุ้งใ
ครานี้แม่นางชุดครามไม่ได้หัวเราะด้วยเสียงเบาๆ อีกแล้ว แต่กลับะเิเสียงหัวเราะออกมาพลางกุมท้องของนาง
“ขอโทษที! ข้าไม่ได้เจตนาจริงๆ นะ ข้าลืมบอกเ้าว่าอย่าถ่ายเทปราณลงไปทั้งหมด ฮ่าๆๆ” ในขณะที่นางพูดนางก็ยังหัวเราะไม่หยุด
“ขอบคุณแม่นาง!” เซิ่งมู่ที่รู้สึกเหมือนตนถูกปั่นหัวจึงเดินเข้าห้องไป ก่อนถ่ายเทพลังปราณลงตราหยก สั่งให้ประตูปิดอย่างแรง
…
หลังหัวเราะจนเหนื่อยเฉินจื้อเยว่ก็ม้วนปอยผมเล่นพลางพึมพำเบาๆ
“เขาจะคิดว่าข้าแกล้งเขาไหมนะ? แต่ข้าก็ลืมบอกจริงๆ นี่นา… ไม่ใช่ความผิดข้าเสียหน่อย”
บ่นพึมพำจบเฉินจื้อเยว่ก็เดินลงไปชั้นหนึ่งของอาคารแปดเหลี่ยม
ระหว่างที่นางนั่งรออาหาร นางก็ััได้ถึงสายตามากมายที่มองมายังนาง
นางจึงถอนหายใจแรงหนึ่งครั้ง ก่อนจะสะบัดยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งขึ้นสู่อากาศ
ทันทีที่ยันต์เรืองแสง แเื่รอบข้างต่างพากันถอนใจด้วยความเสียดายก่อนจะกลับไปสนใจอาหารของตน ไม่นานนักนางจึงเห็นบุรุษร่างอ้วนคนหนึ่งพร้อมชายชราเคราขาวคนหนึ่งเดินเข้ามา เฉินจื้อเยว่จึงปลดพลังของยันต์ลงชั่วคราว แล้วจึงะโโบกไม้โบกมือเรียกคนทั้งสอง
ิเจ๋อที่เห็นเฉินจื้อเยว่จึงยิ้มกว้าง ก่อนจะะโโลดเต้นเข้าไปหา
เมื่อทั้งสามคนเข้ามานั่งที่โต๊ะ เฉินจื้อเยว่จึงเรียกใช้ยันต์ปิดกั้นพื้นที่อีกครา
“เยว่เอ๋อร์ เ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้กระมัง ข้าคิดว่าเื่ที่จะคุยก็มิได้เป็ความลับอันใด”
เฉินจื้อเยว่จึงเบ้ปากทำท่ารำคาญก่อนพูด “ข้าไม่ได้ใช้ยันต์ปิดกั้นพื้นที่เพราะเื่นั้นเสียหน่อย… เ้าพวกนั้นต่างหากจ้องข้าไม่หยุดเลย ข้าอึดอัดจะแย่แล้ว”
ิเจ๋อจึงตบพุงหัวเราะก่อนจะหันไปพูดกับชายชราข้างๆ “ท่านเวินอวี้ ดูท่าหลานสาวท่านจะใช้ชีวิตลำบากไม่น้อยเลยนะ”
เฉินเวินอวี้จึงหันไปพูดกับ “เฉินจื้อเยว่ ข้าเคยบอกเ้าหลายคราแล้วมิใช่หรือ? มานอกบ้านต่างเมืองควรปกปิดตัวตนให้เรียบร้อย ไม่ใช่แค่ลดสายตาที่มองมายังเ้า แต่ลดศัตรูของตระกูลเฉินเราลงไปด้วย”
“ใส่แล้วอึดอัด ข้าไม่ฟังๆ!” นางเอามืออุดหูส่ายหน้าไปมา
เฉินเวินอวี้เห็นดังนั้นจึงถอนหายใจอย่างหน่ายใจ เฉินจื้อเยว่คือหลานสาวคนเล็กของเ้าตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นสุ่ยคนปัจจุบัน ส่วนเฉินเวินอวี้เป็บุตรคนรองของเ้าตระกูลเฉินคนก่อน เนื่องจากไม่ชอบวิชาการค้าและพร์ฝึกตนไม่โดดเด่น จึงตัดสินใจเป็ผู้สานสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่นอกอวิ๋นสุ่ยแทนเ้าตระกูลเฉินคนปัจจุบัน จนกระทั่งมาเจอกับิเจ๋อ รู้สึกถูกชะตาจึงขอเป็ผู้ช่วยิเจ๋อ พยายามหาผูกสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลพ่อค้า
อย่ามองเพียงว่าเฉินจื้อเยว่โดนเลี้ยงตามใจมาแต่เล็ก ทำให้มีนิสัยซุกซน แต่แท้จริงแล้วนางถูกเรียกว่าเป็อัจฉริยะด้านศาสตร์แห่งการคำนวณของตระกูลเฉินในรอบพันปี
ิเจ๋อที่นั่งคีบเนื้อกินสักพักจึงเอ่ยปากพูด “เดินทางกลับอวิ๋นสุ่ยครานี้ ข้ามีแขกผู้ทรงเกียรติไปด้วยสามคน”
เฉินจื้อเยว่ได้ยินก็เอียงหัวสงสัย “เป็ผู้าุโจากบ้านใดกัน? ทำให้น้าิเจ๋อกล่าวเช่นนี้ได้”
ิเจ๋อจึงทำหน้าจริงจัง “คนหนึ่งคือผู้สืบทอดของท่านหมอเทวดาหลิวจิ้งเจ๋อ อีกคนเป็ลูกหลานคนสำคัญของสำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ย”
เฉินจื้อเยว่จึงทำท่าสนอกสนใจ “อีกคนเล่า?”
ิเจ๋อเอาแขนเสื้อเช็ดคราบมันบนปากก่อนเปิดปาก “คนนี้สำคัญที่สุด… คือสหายของข้าิเจ๋ออย่างไรเล่า ฮ่าๆๆ!” พูดจบิเจ๋อก็ะเิเสียงหัวเราะเต็มที่
เฉินจื้อเยว่จึงกรอกตาไปมา ก่อนที่นางจะนั่งคีบเม็ดถั่วขึ้นมากิน พลางนึกขึ้นได้ “อ้อ! ท่านปู่ท่านน้าิเจ๋อ วันนี้ข้าพบคนที่พึ่งมาเข้าพักโรงเตี๊ยมิญญาครั้งแรกด้วยละ”
“ใครล่ะ? เ้ารู้จักเขาหรือ?”
เฉินจื้อเยว่ส่ายหน้า “ไม่รู้จัก เหมือนจะเป็บัณฑิตที่กำลังจะไปสอบในเมืองหลวง คาดว่ามีหน้ามีตาพอสมควรถึงพักในชั้นสองของโรงเตี๊ยมิญญาได้..” นางหยุดพูดครู่นึงก่อนจะเอามือนวดแก้มตนเอง “แต่เหมือนข้าทำให้เขาไม่พอใจเสียแล้ว…”
ิเจ๋อกับเฉินเวินอวี้จึงทำหน้าสงสัย ถึงเฉินจื้อเยว่จะเป็คนซุกซน แต่เนื้อแท้กลับมิเคยรังแกผู้ใด อีกทั้งยังรู้จักรักษามารยาท
“เ้าทำอะไรลงไปรึ?” คราวนี้เป็เฉินเวินอวี้ถาม
เฉินจื้อเยว่เอาฟุบกับโต๊ะด้วยความอับอาย “ในตอนที่บัณฑิตผู้นั้นเปิดใช้งานตราหยกโรงเตี๊ยมไม่เป็ข้าเผลอไปหัวเราะใส่เขา ไม่เพียงครั้งเดียวแต่หัวเราะถึงสองครั้ง! นี่เป็ครั้งแรกที่ข้ารู้สึกเหมือนโดนโกรธเอามากๆ เลย”
ิเจ๋อจึงหัวเราะออกมา “อย่าคิดเล็กคิดน้อยนัก ถึงถนนจะแคบแต่ใช่จะพบคนบนเส้นทางเดียวกันบ่อยนัก อีกทั้งเขาเป็บัณฑิต เ้าเป็คนทำการค้า ไม่ค่อยถูกกันเป็เื่ปกติอยู่แล้ว”
เฉินจื้อเยว่ที่ฟุบหน้าอยู่จึงแหงนหน้ามองิเจ๋อ ่ก่อนทำหน้าไม่พอใจ แต่นั่นกลับทำให้ิเจ๋อหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม
…
ห้องพักชั้นสองของโรงเตี๊ยมไม่ได้เป็พื้นที่ว่างมิติที่แยกออกมา ไม่ได้มีลานกรวดกว้างหรือศาลากลางน้ำแบบชั้นสาม แต่เป็เหมือนห้องในโรงเตี๊ยมทั่วไปที่มีการประดับหรูหรา อีกทั้งเครื่องเรือนที่ประดับยังเป็เครื่องิญญา เช่น โคมไฟที่เพียงถ่ายเทพลังปราณลงไปเล็กน้อยก็จะส่งแสงออกมา เซิ่งมู่จึงรู้สึกสนใจโรงเตี๊ยมิญญาที่สตรีนางนั้นเอ่ยขึ้นมาแล้ว
เมื่อคิดถึงสตรีชุดครามเซิ่งมู่ก็รู้สึกหัวเสียไม่น้อยที่นางแกล้งหยอกล้อเขา อีกนัยหนึ่งเซิ่งมู่ก็คิดว่านางอาจจะลืมบอกจริงๆ ก็เป็ได้ เขาจึงรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ทำกิริยาไม่เหมาะสมเท่าไหร่
อย่างไรเสียถึงเขาจะไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาแบบคุณชายใหญ่ แต่เขาก็พยายามทำตามคำสอนของเย่น่าหลันที่ว่าในยุทธภพมีเสือซ่อนัหมอบ ต้องมีมารยาทและสำรวมตนตลอดเวลา
“เหลือเวลาอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงเวลานัดเจอกับหลิวจื่ออี้และท่านิเจ๋อ” เขาพึมพำก่อนจะนั่งขัดสมาธิที่พื้น ตั้งใจเดินลมปราณเข้าไปยังจุดไป๋ฮุ่ยกลางกระหม่อมเพื่อฝึก วิชาจิตดั้งเดิม
ผ่านมาสิบวันแล้วั้แ่ได้รับตำราพลังจิตดั้งเดิมและการถ่ายทอดกระแสพลังจิตของหลิวจิ้งเจ๋อ แม้ตอนนี้เขายังหาเส้นสายของกระแสพลังจิตที่ผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อทิ้งไม่พบ แต่ตอนนี้เขาสามารถััถึงทะเลสาบแห่งจิตของตนเองได้แล้ว
ระหว่างที่เซิ่งมู่กำลังท้อแท้การตามหากระแสจิตของหลิวจิ้งเจ๋ออีกครั้ง ก็พลันเห็นแสงริบหรี่แสงหนึ่งในทะเลสาบแห่งจิตของตน เซิ่งมู่จึงรีบกำหนดลมปราณและพลังจิตของตนพุ่งไปยังแสงนั้น
เมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงพบกับเงาร่างของผู้าุโคนหนึ่งที่เหมือนหลิวจิ้งเจ๋อไม่ผิดเพี้ยน เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงก้มคำนับทันที
“ใช้เวลานานกว่าที่คิดนะ” หลิวจิ้งเจ๋อเอ่ย
เซิ่งมู่จึงรู้สึกผิดเล็กน้อย ขณะที่เซิ่งมู่กำลังจะกล่าวตอบจึงนึกได้ว่าตนตอนนี้ยังไม่ได้ฝึกจิตอย่างเป็ที่เป็ทาง ทำให้ร่างแห่งจิตของเขาเป็เพียงดวงแสงสีขาวอ่อนๆ
“รวบรวมพลังปราณทั้งร่างกายมาที่ดวงจิตของเ้า แล้วจึงเดินตามข้ามา จำไว้ให้ดีข้าทำได้เพียงนำทางตามวิถีโคจรพลังปราณตำราจิตดั้งเดิม แต่การเบิกเส้นทางพลังจิต ตัวเ้าต้องเป็คนทำเอง”
กล่าวจบจิตของหลิวจิ้งเจ๋อจึงออกเดินนำในทะเลสาบอันมืดมิด เซิ่งมู่พยายามคุมดวงจิตสีขาวลอยตามไป ขณะรวบรวมพลังปราณเบิกเส้นทาง เซิ่งมู่ก็พบว่ายิ่งเวลาผ่านไป แรงกดดันรอบข้างยิ่งทวีคูณจนเขารู้สึกเหมือนดวงจิตกำลังจะถูกบดขยี้
“ห้ามหยุดเด็ดขาด! หากเ้าหยุดการบุกเบิกเส้นทางแห่งจิตไว้กลางทาง อย่างดีก็กลายเป็คนปัญญาอ่อน อย่างร้ายคือดวงจิตแตกสลายกลายเป็ร่างไร้ิญญา”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงกัดฟันเดินต่อไป ร่างกายของเซิ่งมู่ในตอนนี้หากมองมาจากภายนอกก็จะเห็นว่าตัวเขาเต็มไปด้วยเหงื่อไคล อีกทั้งยังมีเืไหลออกมาจากรูทวารทั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้นและกาย)
ด้วยความอ่อนล้าจากดวงจิตทำให้สติเซิ่งมู่เริ่มเลือนราง ภาพในทะเลสาบแห่งจิตเริ่มสั่นไหว แต่ขณะที่ภาพทะเลสาบแห่งจิตใกล้เลือนหายไป เซิ่งมู่จึงเห็นแสงสว่างจ้าแสบตาพุ่งทะลวงขึ้นมาจากใต้ทะเลสาบ เมื่อตั้งใจมองเซิ่งมู่พบว่าเส้นแสงนั้นเป็เบญจธาตุที่รวมกันเป็แสง ทั้งยังส่งกลิ่นอายบริสุทธิ์ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับดวงจิตของเขา
“จิตแห่งเต๋ามาได้ทันเวลาจริงๆ” หลิวจิ้งเจ๋อยิ้มและก้าวเดินต่อ
เมื่อเซิ่งมู่ตั้งใจรวมกระแสจิตไปที่ดวงจิตจึงพบว่าแรงกดดันและความเหนื่อยล้านั้นหายไปหลายส่วนแล้ว จึงเริ่มก้าวเดินตามหลิวจิ้งเจ๋อต่ออย่างมั่นคง
เมื่อเดินตามมาจนถึงริมหน้าผาอันสว่างไสว เซิ่งมู่จึงพบว่าหลิวจิ้งเจ๋อกำลังยืนอยู่ที่ริมผาสว่างไสวแห่งหนึ่ง
“หลังจากนี้จะขึ้นได้ถึงขั้นจิตเซียนหรือไม่ก็อยู่ที่เ้าเองแล้ว” สิ้นเสียงดวงจิตของหลิวจิ้งเจ๋อจึงสลายเป็ละอองแสงหลอมรวมสู่ทะเลสาบแห่งจิตของเซิ่งมู่
ยามนี้เมื่อบุกเบิกเส้นทางแห่งจิตสำเร็จ เซิ่งมู่จึงพบว่าจากดวงจิตแสงอ่อนๆ กลายเป็มีลักษณะเหมือนตัวเขาไม่ผิดเพี้ยน ข้อแตกต่างมีเพียงแสงสีขาวที่ส่งกลิ่นอายออกมาตลอดเวลา และเมื่อมองไปรอบๆ จึงเห็นว่าทะเลสาบแห่งจิตของตนไม่ได้มืดมิดเหมือนเก่าก่อน แต่กลับเห็นทะเลสาบกว้างไกลที่มีแสงสว่างและเกาะเล็กๆ หนึ่งเกาะ
หลังเซิ่งมู่มองย้อนทางที่ตนเดินจึงพบว่าพลังปราณที่ตนดึงมาทั้งหมดนั้น ถูกสร้างมาเป็เกาะเล็กๆ ที่คอยให้แสงสว่างแก่ทะเลสาบแห่งจิตของเซิ่งมู่
“นี่หรือทะเลสาบแห่งจิตของข้า…”