การรอนแรมผ่านเส้นทางทุรกันดารนานนับเดือนสิ้นสุดลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกไปถึงกระดูก ลู่ชิง เดินเท้ามาจนถึงชายป่าเขตหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล ที่ซึ่งมองเห็นยอดเขาสูงเทียมเมฆโอบล้อมด้วยแมกไม้สีเขียวขจีอยู่รำไร ฝุ่นดินสีแดงเกาะหนาตามชายแขนเสื้อที่ขาดรุ่ยและรองเท้าฟางที่สึกกร่อนจนเห็นปลายนิ้วเท้าที่หยาบกร้าน ความตรากตรำจากการเดินทางทำให้เื่ราวของชายชราประหลาดในอารามร้างและสมุดปกเหลืองเล่มนั้น ค่อยๆ จางหายไปจากหัวใจที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมประดุจควันที่มอดดับทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่าน
เบื้องหน้าของเขาคือกระท่อมหลังเล็กมุงจากที่แม้จะดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่รอบบริเวณกลับสะอาดสะอ้าน รั้วไม้ไผ่ถูกผูกมัดไว้อย่างเรียบร้อย ที่นี่คือบ้าน... สถานที่เดียวบนโลกใบนี้ที่ยังอ้าแขนรับบัณฑิตผู้พ่ายแพ้เช่นเขาด้วยความรักที่ไร้เงื่อนไข
"พี่ใหญ่! ท่านพี่กลับมาแล้ว! ท่านแม่... พี่ใหญ่กลับมาแล้วเ้าค่ะ!"
เสียงใสแหลมเล็กประดุจเสียงกระดิ่งลมของ ลู่หลิน น้องสาววัย 12 ปี ดังแว่วมาแต่ไกล นางวิ่งถลาออกมาจากชายคาด้วยความดีใจจนตัวลอย ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรามีรอยเปื้อนดินเล็กน้อยตามประสาเด็กชนบทผู้ซุกซน เสียงเรียกนั้นทำให้หญิงวัยกลางคนที่มีไรผมเริ่มเปลี่ยนเป็สีดอกเลา ใบหน้าเปี่ยมด้วยร่องรอยแห่งความตรากตรำแต่ทว่านุ่มนวล รีบวางมือจากงานเย็บปักในทันที นางก้าวออกมาจากกระท่อมด้วยท่าทางตื่นเต้น มือที่สั่นเทาเล็กน้อยยกขึ้นบังแดดเพื่อมองหาบุตรชายที่จากบ้านไปนานนับปี
ลู่ชิงยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูรั้ว หัวใจของเขาหนักอึ้งราวกับถูกหินพันชั่งทับไว้ เขาหลบสายตามารดาด้วยความละอายใจอย่างถึงที่สุด บิดาของเขาเสียชีวิตไปั้แ่อายุเพียง 12 ขวบ จนบัดนี้เขามีเพียงภาพจำลางๆ ของแผ่นหลังอันอบอุ่นที่เกือบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา มีเพียงมารดาผู้นี้ที่อาบเหงื่อต่างน้ำ กู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งเสียให้เขาได้ร่ำเรียนตำราปราชญ์ด้วยหวังจะให้เขามีอนาคตที่รุ่งโรจน์
"แม่..." ลู่ชิงเอ่ยเรียกเสียงแ่พร่า ทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้านางบนพื้นดินที่แห้งผาก
"ลูกอกตัญญู... ลูกทำพลาดไปแล้ว ลูกไม่มีหน้าจะสู้หน้าท่านแม่และดวงิญญาของท่านพ่อเลย"
มารดาของเขานิ่งไปเพียงครู่ นางมองเห็นความหม่นหมองในดวงตาและท่าทางที่ไร้ชีวิตชีวาของบุตรชายก็ดูออกทะลุปรุโปร่งถึงผลการสอบโดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยสักคำ นางเดินเข้าไปหาช้าๆ แล้วประคองไหล่ลู่ชิงให้ลุกขึ้นพลางส่งยิ้มที่อบอุ่นและสงบนิ่งที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะมอบให้ได้
"กลับมาก็ดีแล้วชิงเอ๋อร์ เหนื่อยมามากแล้วใช่ไหม?" นางเอ่ยปลอบพลางลูบหลังเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยน
"เื่สอบน่ะ ปีหน้าก็ยังมี หรือปีต่อไปเ้าจะสอบอีกแม่ก็ไม่ว่า แม่รอกินแกงจืดฝีมือบัณฑิตหน้าหอหลวงได้เสมอ ตราบใดที่เ้ายังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่มีคำว่าสิ้นหวังสำหรับบ้านเรา"
"ท่านแม่... ลูกตัดสินใจแล้ว ลูกจะไม่สอบอีกแล้ว" ลู่ชิงส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง น้ำตาคลอเบ้า
"ลูกจะเผาตำราทิ้งให้สิ้น แล้วจะออกไปทำนา ช่วยท่านแม่ทำมาหากิน ลูกจะเลิกเพ้อฝันในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ ข้ามันก็แค่คนไร้วาสนาที่์เมินเฉย"
"เ้าพูดอะไรอย่างนั้น!" มารดาขัดขึ้นด้วยเสียงที่หนักแน่นทว่าเปี่ยมด้วยรัก
"ปัญญาที่เ้าสั่งสมมาสิบปีไม่ใช่ของไร้ค่า หากเ้าทิ้งตำราตอนนี้ แล้วความลำบากที่ผ่านมาเ้าจะสู้ไปเพื่ออะไร? ทำงานหาเลี้ยงบ้านน่ะทำได้ แต่อย่าได้ทิ้งวิชาความรู้เด็ดขาด พักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อน แล้วค่อยเริ่มใหม่ก็ยังไม่สาย"
ด้วยถ้อยคำที่เด็ดเดี่ยวแต่ซ่อนความหวังของมารดา ลู่ชิงจึงจำต้องรับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ในใจของเขาจะเปรียบเสมือนกองไฟที่มอดดับไปแล้วก็ตาม
หลายวันผ่านไป ลู่ชิงใช้ชีวิตประดุจคนหมดไฟ เขามักจะนั่งเหม่อลอยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังกระท่อม มองดูท้องฟ้าที่กว้างใหญ่สลับกับหมู่เมฆที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างไร้จุดหมาย ความกระตือรือร้นในการอ่านตำราขงจื๊อหรือเมิ่งจื๊อมลายหายไปสิ้น จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจัดระเบียบย่ามผ้าป่านเพื่อจะเก็บกวาดเศษซากความทรงจำที่เหลือจากการเดินทางตุบ!
สมุดเล่มเล็กปกสีเหลืองซีดจางและมีรอยคราบหมึกเปรอะเปื้อนหล่นลงมาจากซอกลึกที่สุดของย่าม กระแทกพื้นดินจนฝุ่นตลบ ลู่ชิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกออกด้วยความรู้สึกที่เลือนลาง
"อ้อ... สมุดที่ท่านตาคนนั้นทิ้งไว้" เขามองดูสมุดที่มีลายมือไก่เขี่ยหน้าปกเขียนว่า "คัมภีร์เซียนา" ด้วยความรู้สึกขบขันปนระอา
"ข้าอุตส่าห์แบกของไร้สาระนี่กลับมาถึงบ้านเชียวหรือนี่" เขายหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างลวกๆ
บทแรกที่ปรากฏแก่สายตาเขียนไว้อย่างเด่นชัดว่า "ปราณกำเนิดเซียน" เนื้อหาด้านในบอกเล่าถึงการชักนำพลังงานจากธรรมชาติเข้าสู่จุด 'ตันเถียน' เพื่อหล่อหลอมจิติญญา ลู่ชิงขำบางๆ ในลำคอ
"วิธีนึกภาพว่ามีสายน้ำไหลผ่านจุดตันเถียน... ฟังดูเหมือนนิทานหลอกเด็กแก้เหงาจริงๆ"
แต่ในขณะที่เขากำลังจะปิดสมุดลง เสียงแหบพร่าของชายชราในคืนหนาวเหน็บนั้นก็พลันผุดขึ้นมาในมโนสำนึก...
"ลองปล่อยตัวให้ 'ว่างเปล่า' ดูบ้างสิเ้าหนุ่ม แล้วเ้าจะเห็นว่าความว่างเปล่านั่นแหละคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
คำพูดนั้นทำให้นิ้วมือของเขาชะงัก ลู่ชิงถอนหายใจยาวพลางพึมพำ
"ว่างเปล่างั้นรึ... ไหนๆ ข้าก็ไม่มีอะไรเหลือให้เสียแล้ว ลองเล่นตามนิทานนี่ดูสักหน่อยจะเป็ไรไป"
เขานั่งขัดสมาธิลงบนกองฟางหลังบ้าน หลับตาลงและเริ่มทำตามนิทานนั้นอย่างไม่ตั้งความหวังใดๆ เขาเลิกคิดถึงคำสอนปราชญ์ เลิกคิดถึงชื่อในใบประกาศ เลิกคิดแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็ใคร... เขาพยายามทำใจให้ 'ว่างเปล่า' ประดุจถาดที่ไร้สิ่งของ จินตนาการถึงมวลอากาศอุ่นๆ ที่แฝงเร้นอยู่ในป่าเขา นึกภาพว่ามันกำลังหมุนวนเป็เกลียวอยู่ตรงท้องน้อย แล้วค่อยๆ ชักนำมันไปตามเส้นชีพจรทั่วร่างกายอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง!
เมื่อจิตใจเข้าสู่สภาวะว่างเปล่าถึงขีดสุด โลกภายในของลู่ชิงพลันสว่างวูบประดุจดวงอาทิตย์ะเิออก! จุดตันเถียนที่เคยสงบนิ่งกลับเปิดกว้างออกประดุจประตู์ที่ถูกปลดพันธนาการ พลังงานมหาศาลที่ลอยล่องอยู่ในอากาศถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างตะกละตะกลาม กระแสความร้อนที่ชุ่มฉ่ำประดุจน้ำทิพย์ไหลทะลวงผ่านเส้นเอ็นและกระดูกที่เคยตีบตันให้เปิดออกกว้างอย่างรุนแรงและลื่นไหลราวกับสายน้ำที่ไร้สิ่งกีดขวางครืนนนนนนนนนนน! เปรี้ยงงงงง!จู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยสดใสไร้เมฆหมอกกลับถูกมวลเมฆดำทะมึนเข้าปกคลุมอย่างฉับพลันราวกับนัดหมาย เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งขุนเขาประดุจเสียงกลองศึกของ์ที่บรรเลงต้อนรับการจุติของราชัน สายอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมายังยอดเขาสูงส่งแรงสั่นะเืมาถึงพื้นดินใต้เท้าของลู่ชิงจนสั่นสะท้าน
ลู่ชิงสะดุ้งสุดตัวพลางลืมตาขึ้น แววตาของเขามีประกายแสงสีทองวูบผ่านก่อนจะหายไปในพริบตา เขามองออกไปเห็นท้องฟ้าที่กำลังเริ่มมีฝนพรำและเมฆดำที่ค่อยๆ สลายตัวไปอย่างรวดเร็วผิดวิสัยธรรมชาติ
"ฟ้าร้องงั้นรึ? เฮ้อ... พายุคงกำลังจะมาล่ะมั้ง ช่างเป็อากาศที่แปรปรวนเสียจริง" เขาลูบอกตัวเองด้วยความใ
"เกือบไปแล้ว มัวแต่นั่งหลับในท่าบริหารพวกนี้จนเกือบโดนฝนซะแล้วเรา"
เขาลุกขึ้นยืนแล้วบิดี้เีไปมา โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาเรียกว่า "การหลับใน" คือสภาวะเข้าฌานที่ล้ำลึกที่สุด ลู่ชิงเดินสะบัดแขนขาไปมาแล้วรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง
"สบายตัวขึ้นเยอะเลยแฮะ อาการปวดเมื่อยจากการเดินทางหายไปเป็ปลิดทิ้ง แถมยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับได้เกิดใหม่ สมุดนิทานเล่มนี้ท่าบริหารร่างกายดีใช้ได้เลยแฮะ... ตาแก่คนนั้นคงไม่ได้โกหกเื่ที่บอกว่ามันช่วยให้หายเหนื่อยได้"
เขายิ้มอย่างร่าเริงขณะเดินกลับเข้ากระท่อมเพื่อเตรียมตัวกินข้าว โดยที่ไม่รู้เลยว่าในจุดตันเถียนของเขานั้น บัดนี้ได้ก่อกำเนิด "รากฐานเซียน" ที่บริสุทธิ์และทรงพลังที่สุดในรอบพันปี... ประตูแห่งมรรคลาภเซียนได้เปิดออกกว้างแล้ว แต่ลู่ชิงยังคงคิดว่าเขาเป็เพียงบัณฑิตที่บริหารร่างกายได้ถูกจุดเท่านั้นเอง!