หลิงเซียวกำลังนอนอยู่บนเตียงในสถานีพยาบาลมีทหารสองนายคอยเฝ้าดูไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียวเพื่อไม่ให้เขาฆ่าตัวตาย คนที่อยู่ที่นี่ก็ลำบากมากเช่นกันถ้าคนที่ดูแลหลันเฉิงในตอนนั้นอุทิศตนเหมือนทหารพวกนี้บ้าง หลันเฉิงก็คงจะหนีออกมาไม่ได้ตัวเขาเองต้องการจะมีชีวิตอยู่ก็มีเรื่องให้กลุ้มใจอยู่เรื่อยไป พออยากตายก็ตายไม่ได้หลิงเซียวคิดว่าทำไมถึงมีแต่ตัวเขาที่ดวงซวยขนาดนี้
“เมื่อไรพวกคุณจะปล่อยผมไปสักทีผมจะกลับปี้คง”
อีกฝ่ายที่ตอบเขายังคงเป็นคนเดิมเสมอ “ไว้เธอพ้นระยะว้าวุ่นเมื่อไร พวกเราก็จะส่งเธอกลับไป”
หลิงเซียวกุมหน้าผากอย่างหงุดหงิดเขามาที่นี่หลังจากพิธีบรรลุนิติภาวะกี่วันกันนะ ทำไมเขาถึงจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้เลย
เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในห้องควบคุมเห็นเขาเป็นแบบนี้ก็รีบเข้าไปตรวจอาการของเขา
“เธอรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าปวดหัวไหม”
หลิงเซียวลดมือลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เพื่อบอกว่าตัวเองไม่ได้ปวดหัว
“อาการบาดเจ็บทางจิตใจรักษาไม่ได้จริงเหรอ”
เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเขาถามเรื่องนี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ผงะไปจากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่านี่อาจเป็นความทรงจำที่ต่อเนื่องของเขาในตอนนั้นจึงส่ายหน้า
“เสียใจด้วย การแพทย์ในปัจจุบันยังหาทางรักษามันไม่ได้”
“หมายความว่าถ้าผมห่างจากนายพันธะก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ใช่ไหม”
“ได้น่ะมันได้ เพียงแต่อาจจะลำบากหน่อย”
หลิงเซียวไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อไปหางตาของเขาเหลือบไปเห็นลูกสุนัขที่กำลังงีบหลับอยู่บนพื้นข้าง ๆ เขา
“หมาตัวนี้เป็นของพวกคุณเหรอ”
เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มองดูเจ้าสิ่งเล็กๆ บนพื้น สัตว์ที่ไม่รู้ว่าเป็นสุนัขหรือหมาป่าไม่ยอมให้ใครแตะต้องเลยตั้งแต่เข้ามาและจะเข้าใกล้เพียงหลิงเซียวคนเดียวเท่านั้นซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาต่างหากที่เป็นเจ้าของมัน
“ไม่ใช่”
“งั้นผมขอเลี้ยงได้ไหม”
อีกฝ่ายอดที่จะรู้สึกลำบากใจไม่ได้ “ได้สิ”
หลิงเซียวอุ้มเสี่ยวฮุยขึ้นมาอย่างระมัดระวังชูมันไว้กลางอากาศแล้วเอาจมูกตัวเองแตะกับจมูกของมัน
“สีตาของนายเหมือนกับของฉันมากเลยเพราะว่านายแพ้ในการต่อสู้เหมือนกันใช่ไหม”
เสี่ยวฮุยครางอิ๋ง ๆเอาอุ้งเท้าแตะ ๆ ใบหน้าหลิงเซียว
“ทำไมเวลานายครางถึงได้เหมือนหมาป่าเลยล่ะนายมีชื่อหรือเปล่า เห็นนายตัวเทา ๆ แบบนี้ แถมยังร้องเหมือนหมาป่า งั้นก็ชื่อว่าฮุยหลางไหม”
หลิงเซียวลูบหัวของมัน “ฮุยหลาง? เสี่ยวฮุย? นายชอบชื่อนี้หรือเปล่าฉันคิดออกแล้ว มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ก็ต้องไปตาย แบบนั้นน่ะน่าขายหน้าเกินไป ก่อนหน้านี้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปเพราะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับหลันเฉิงแต่จากนี้ไปฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะอยู่เพื่อตัวเอง ถ้านายไม่มีบ้านละก็ มาอยู่กับฉันเถอะไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครหาเจอ มีแค่เราเท่านั้น”
ทหารสองนายที่เฝ้าเขามองหน้ากันและส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
มีข่าวจากแนวหน้าปรากฏอยู่บนเครื่องแสดงผลของพวกเขาไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่มีข่าวการตายอยู่ในนั้น
หลิงเซียวสังเกตว่าหลังจากที่ทั้งสองคนอ่านข่าวบรรยากาศในห้องก็ดูหดหู่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเผลอส่งสายตาเห็นอกเห็นใจมา ทันทีที่สบสายตากับหลิงเซียวก็จะหันกลับไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่ต้องการมองตรงมาที่เขา
“พวกคุณบอกมาตามตรงเถอะ ผมโดนทิ้งแล้วใช่ไหม”
การไม่มีคำตอบก็คือคำตอบ หลิงเซียวขำแห้งๆ สองที
“หึ ๆ ก็ดี บังเอิญว่าผมยังไม่ได้คิดหาวิธีที่จะทิ้งเขาเขาก็ดันทิ้งผมก่อนซะแล้ว”
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ถามอีก “ผมจะถูกส่งไปที่ศูนย์ควบคุมโรคหรือเปล่า แล้วจะขังผมกับเพื่อนของผมไว้ในห้องเดียวกันได้ไหม”
ไม่มีใครตอบ หลิงเซียวพึมพำกับตัวเองต่อ “ถ้าหลันเฉิงเห็นฉันที่นั่น เขาจะต้องผิดหวังแน่ ๆ ”
เขาฝังหน้าตัวเองลงกับขนของเสี่ยวฮุยสัมผัสอันอบอุ่นแบบนี้คุ้นเคยมาก
...ในที่สุดก็เหมือนสามคนพ่อแม่ลูกแล้ว เขาเคยได้ยินประโยคนี้ที่ไหนมาก่อนนะ
น้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่หยดลงเปื้อนขนของเสี่ยวฮุยหยดแล้วหยดเล่าหลั่งไหลไม่ขาดสายพอ ๆ กับความรู้สึกวุ่นวายใจของเขา
“ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าลืมอะไรไปหลายอย่างเลย”
นายทหารคนที่หน้าไม่รับแขกคนนั้นกลับมาอีกแล้วครั้งนี้ยังพาคนแปลกหน้ามาด้วยคนหนึ่ง แววตาที่คนแปลกหน้านี้มองหลิงเซียวดูน่าประหลาดมากเช่นกันเหมือนกับเขาติดค้างเงินหลิงเซียวก้อนใหญ่
“ขอโทษด้วย ขอโทษจริง ๆ ”
ทันทีที่เขามาถึงก็พูดคำเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหลิงเซียวรู้สึกสับสน
“คุณเป็นใคร ผมไม่รู้จักคุณ”
“ฉันเป็นคนที่ไม่มีหน้ามาพบเธอฉันทำผิดต่อเธอและยิ่งทำผิดต่ออิ๋งเฟิง”
หลิงเซียวยิ่งงงหนักเข้าไปอีก เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับอิ๋งเฟิงด้วย
“หยุดรบกวนเวลาพักผ่อนของเขาได้แล้ว”หลงอิ๋นเรียกเหิงเหอให้ออกมา “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะให้เขานึกถึงคุณ”
ตอนที่เหิงเหอได้ยินข่าวของอิ๋งเฟิงก็รู้สึกเสียใจอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งมาเห็นสภาพของหลิงเซียวก็แทบทนไม่ได้ อยากจะตายแทนอิ๋งเฟิงให้รู้แล้วรู้รอดทว่าหลงอิ๋นกลับพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “คุณดูอาการของเขาตอนนี้แล้วคิดว่าเมื่อไรจะกลับมาทำการทดลองได้”
เหิงเหอตกตะลึง “ยังจะ...ทำการทดลองต่ออีกเหรอ”
“ทำไมจะไม่ทำล่ะ” หลงอิ๋นถามกลับ “ในเมื่อไท่อินพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะบอกพวกเราถึงวิธีฟื้นคืนชีพเย่ว์อิ่งพวกเราก็ทำได้เพียงใช้สิ่งที่เรามีให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเราจะคู่ควรกับความพยายามของเขาได้ยังไงนี่เป็นโอกาสดีที่คุณจะทำความดีชดเชยความผิด ตราบใดที่การทดลองประสบความสำเร็จ กองทัพจะไม่สืบสวนกรณีที่คุณบกพร่องในหน้าที่”
“แต่ว่าอาการของหลิงเซียวตอนนี้...”
“เรื่องนี้ผมอยากจะถามคุณอยู่พอดีว่าอุบัติเหตุของอิ๋งเฟิงจะส่งผลกระทบอะไรต่อเขาหรือเปล่า”
หลังจากครุ่นคิดแล้วเหิงเหอก็ตอบว่า “หลิงเซียวมีอาการทางจิตเล็กน้อย แต่จะหายดีภายในหนึ่งเดือน แต่ความผิดปกติของการนอนหลับจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นในภายหลัง ผู้ที่มีพลังจิตอ่อนแอมักต้องใช้ยาช่วยเพื่อให้นอนหลับ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือหลิงเซียวไม่สามารถใช้ยาใด ๆ ได้ ไม่งั้นมันจะส่งผลต่อเลือดของเขา”
“จากความคืบหน้าในตอนนี้ ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะรวบรวมตัวอย่างเลือดจนพอ”
“มัน…น่าจะใช้เวลาประมาณแปดถึงเก้าเดือน”
“ซึ่งก็หมายความว่าเขาต้องเอาชนะอาการนอนไม่หลับเป็นเวลาเจ็ดหรือแปดเดือนด้วยความมุ่งมั่นของเขาเองคนจะเป็นทหารเรื่องแค่นี้จะทำไม่ได้ได้ยังไง” หลงอิ๋นออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด“ไว้ ‘ระยะว้าวุ่น’ ของเขาผ่านไปเมื่อไรก็ทำการทดลองต่อเมื่อนั้น จะล่าช้าไม่ได้”
“แต่ว่าเขาไม่มีความทรงจำในช่วงเวลานั้นแล้ว”
“เขาไม่จำเป็นต้องมี คุณจำไม่ได้เหรอว่าเขามีพฤติกรรมแปลกๆ หลังจากที่เจอเย่ว์อิ่ง แค่พาเขาไปเจออีกครั้งก็พอ ผมเชื่อว่าการตัดสินใจของเขาไม่เปลี่ยนแน่”
“แต่ว่าอิ๋งเฟิงไม่อยู่ พอเก็บเลือดเสร็จก็ไม่มีใครดูแลเขา”
“ให้เขาอยู่ที่ศูนย์วิจัยยีนต่อก็พอแล้วไม่ใช่เหรอไงคุณดูแลเขาไม่ได้เหรอ ถ้าจำเป็นก็ให้เขาพักการเรียนชั่วคราวก็ได้ ตอนนี้พวกดาวหวงซู่รังแกพวกเราจนจะเล่นหัวอยู่แล้วมีครั้งที่หนึ่ง ที่สอง ก็ต้องมีครั้งที่สาม ที่สี่ ถ้าไม่ขจัดแรงฉุดทางวิญญาณ พวกเราก็ทำให้พวกเขายอมแพ้ไปตลอดไม่ได้ถึงตอนนั้นก็จะมีอิ๋งเฟิงคนที่สองอีก เสียสละชีวิตคนไปสักคนเพื่อผลประโยชน์ระดับชาติมันจะเป็นอะไรไป”คนคนนี้เป็นคนเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน โต้แย้งเหตุผลของเขาไม่ได้ แม้ว่าเหิงเหอจะทนไม่ไหวแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับมัน
หัวหน้าบาทหลวงวางเครื่องแสดงผลลงด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยสงครามนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องเสียสละชีวิตผู้คนอีกมากแค่ไหนทหารของเทียนซู่จะต้องเสียสละ และประชาชนชาวหวงซู่จะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปด้วยความเจ็บปวดเขาแทบจะเห็นภาพแม่น้ำแห่งสายเลือดในอนาคตแล้ว
“หัวหน้าบาทหลวงครับ”เสียงใส ๆ ดังขึ้นแผ่วเบา
“ซังหยาง?” หัวหน้าบาทหลวงประหลาดใจเล็กน้อย “เธอมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ผมได้ยินเรื่องของหลิงเซียวแล้วผมขอไปเยี่ยมเขาได้ไหมครับ”
หัวหน้าบาทหลวงปฏิเสธทันควัน “พวกหลิงเซียวเกิดเรื่องเพราะว่าเข้าไปแทรกแซงไท่อิน และเป้าหมายแรกของไท่อินก็คือเธอตอนนี้ทางกองทัพยังไม่รู้ว่าไท่อินอยู่ที่ไหน เธอออกไปตอนนี้มันเสี่ยงเกินไป”
“ก็เพราะว่ามีไท่อินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยผมถึงยิ่งต้องไปเจอเขา ผมเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะช่วยผม พวกเขาก็คงไม่มีความแค้นกับไท่อินอิ๋งเฟิงก็คงไม่ประสบอุบัติเหตุ หลิงเซียวก็ไม่ต้องกลายเป็นแบบนี้”
“แต่ว่าเธอไม่มีตัวตนในความทรงจำของเขาแล้ว”
“ผมรู้ครับ แต่ว่าเขายังอยู่ในความทรงจำของผมจะให้ผมทนดูพวกเขาเป็นอะไรไป แต่ตัวเองกลับหลบซ่อนเพราะรักตัวกลัวตายไม่ได้”ซังหยางอ้อนวอน “ถ้าไม่ไปขอโทษเขาสักคำ ผมคงไม่สบายใจแน่ขอร้องละครับ ผมจะต้องไปเจอเขาให้ได้ แค่ครั้งเดียวก็ยังดี”
หัวหน้าบาทหลวงจนปัญญา ทำได้เพียงรับปากเขา “แต่ว่าฉันต้องไปกับเธอ ท่านจอมพลก็จะส่งทีมมาปกป้องเธอเหมือนกัน ไม่ว่าจะยังไงเธอจะเป็นอะไรไปอีกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นความพยายามของพวกเขาก็สูญเปล่า”
ซังหยางก้มหน้า “ผมเข้าใจ”