ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับ ‘แทจุน’ ผมมักจะนึกขำและปวดหัวเบาๆ กับประโยคภาษาไทยที่เรียงสลับไปมาแบบผิดๆ
ถูกๆ ของเขาเสมอ ทว่าเมื่อก้าวย่างเข้าสู่ ต้นเดือนธันวาคม (십이월) กำแพงของภาษาที่เคยสูงชันกลับ
ค่อยๆ ทลายลง เราเริ่มสื่อสารกันได้เข้าใจมากขึ้น แม้ในบางประโยคจะยังดูติดขัดไปบ้าง แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะ
ส่งข้อความหาผม... อยู่ตลอดเวลา ในครั้งแรกที่คุยกัน ผมยอมรับว่าแปลกใจไม่น้อยกับภาษาที่ดูประหลาดและไม่
คุ้นเคย แต่ทันทีที่รู้ว่าเขาอยู่ที่กรุงโซล และกำลังทุ่มเทใช้ภาษาไทยเพื่อพยายามจะคุยกับผม
ภาพความสับสนเ่าั้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความชัดเจน...
ความผิดพลาดในวันนั้น แท้จริงแล้วคือความพยายามที่ซื่อตรงที่สุด
และการส่ง DM ผิดคนครั้งนั้นเอง ที่เป็จุดเริ่มต้นเพียงหนึ่งเดียว ที่ทำให้เรายังมีกันและกันมาจนถึงวันนี้
ผมยอมโหลด KakaoTalk มาไว้ในเครื่องเพื่อให้เราได้ใกล้กันมากขึ้น ในโลกสีเหลืองใบนั้นผมมีเขาเป็เพื่อนเพียง
คนเดียว ปลายนิ้วของผมวางนิ่งอยู่บนแป้นพิมพ์ พิมพ์ข้อความค้างไว้แล้วก็ลบออกซ้ำๆ
หัวใจมันเตือนให้หยุดในขณะที่นิ้วอยากจะกดส่ง... เป็ความลังเลที่แสนจะทรมานแต่ก็งดงามในเวลาเดียวกัน
ผมใช้เวลานานโขในการขัดเกลาถ้อยคำเพื่อให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจในสิ่งที่ผม้าสื่อสาร เราสองคนคุยกัน
ด้วยภาษาไทยที่ไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอจะส่งความหมายถึงกันได้ด้วยความเข้าใจ บางทีก็สนทนากันเป็ภาษา
อังกฤษ
แทจุน อายุ 25 ปี เขาเกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์
แค่วันเกิดก็ฟ้องชัดแล้วว่าเขาเป็คนโรแมนติกขนาดไหน
ส่วนผมอายุ 23 เกิดใน ราศีกันย์ และชื่อของผม... ก็ถือกำเนิดมาจากราศีนั้นเอง…กันย์
เราคุยกันโดยไม่เคยเห็นหน้าค่าตา มีเพียงตัวอักษรที่วิ่งวนผ่านหน้าจอไปมา
ผมยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าใน่แรก ผมรู้สึกี้เีจะตอบข้อความของเขาไม่น้อย
เพราะกว่าจะได้รับข้อความแต่ละครั้งต้องรอนานเหลือเกิน อาจเป็เพราะเขาต้องใช้เวลาเค้นความคิด
เพื่อจะพิมพ์อะไรสักอย่างให้ผม ‘เข้าใจ’ ได้มากที่สุด
보고 싶어요 (โพ-โก-ชี-พยอ-โย) “คิดถึง”
ข้อความสั้นๆ จากกรุงโซลเด้งขึ้นมาบนหน้าจออีกครั้ง ผมหลุดยิ้มออกมาพลางส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความมุทะลุนั้น
“บ้าหรือเปล่า เรายังไม่เคยเห็นหน้ากันเลย จะมาคิดถึงกันได้ยังไง” ผมพึมพำกับตัวเอง
“มีความรู้สึกดี…เวลาคุยกับนาย”
คราวนี้ผมถึงกับนิ่งไปเล็กน้อย เขาพิมพ์แบบนั้นจริงๆ... เขาบอกว่าคิดถึง และเขารู้สึกดีกับผม
ผมเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอดเกือบสองเดือนที่เราคุยกันมา
ความรู้สึกบางอย่างมันเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในใจ
“คิดถึง... รู้สึกดีเวลาคุยกับนาย”
ประโยคเรียบง่ายของเขาเอาแต่วนเวียนอยู่ในหัว แต่ผมยังไม่กล้าจะคิดไปไกลกว่านั้น สำหรับผมแล้ว ความ
สัมพันธ์บนโลกออนไลน์มันยังดูคลุมเครือเกินไป ทว่ายิ่งคุยก็ยิ่งสนุก และยิ่งสนุก... ผมก็ยิ่งอยากคุยต่อไปเรื่อยๆ
และความรู้สึกเ่าั้เองที่ทำให้ผมเริ่มหวาดกลัว... กลัวว่าวันหนึ่ง ผมจะเผลอ ‘ชอบ’ คนที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้
เข้าจริงๆ โดยไม่รู้ตัว ทว่าในวินาทีนี้... ผมยังไม่พร้อมจะเปิดใจรับใครเข้ามา ปัญหามากมายในชีวิตยังคงรุงรังค้าง
คา และาแบางอย่างก็ยังไม่จางหายไป หากต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ในตอนนี้ ผมคงไม่มีแรงพอจะ
ประคองมันให้ตลอดรอดฝั่ง ดังนั้นคำว่า “เพื่อน” จึงเป็พื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผม... แม้ในความเป็จริง ตัว
อักษรของเขาจะส่งผ่านมาด้วยความอ่อนโยนเกินกว่าจะเรียกว่า ‘แค่เพื่อน’ ก็ตาม
"네 친구가 되어서 정말 기뻐..." (เน ชิน-กู-กา ทเว-ออ-ซอ ชอง-มัล คี-ปอ) ฉันดีใจจริงๆ ที่ได้
มาเป็เพื่อนของนาย
ข้อความจากเกาหลีปรากฏขึ้น
ผมจึงพิมพ์ตอบกลับไป
“ผมก็ยินดีที่ได้รู้จักนาย... I’m glad to meet you”
"만나서 반가워요" (มัน-นา-ซอ พัน-กา-วอ-โย) "ยินดีที่ได้รู้จักคุณครับ”
แทจุนพิมพ์กลับมาอย่ารวดเร็ว แม้จะสื่อสารกันอย่างทุลักทุเล แต่แทจุนก็ไม่เคยหายไปไหน ในวันที่ผมเหนื่อยล้า
จนหายเงียบไปหลายวัน หรือบางทีก็เป็สัปดาห์ เขาก็ยังคงส่งข้อความทิ้งไว้เสมอ... ราวกับว่าเขายังคงนั่งรออยู่
ตรงนั้น รอให้ผมกลับมาสู่วงโคจรของเขา มักจะมีข้อความจากแทจุนรออยู่เสมอ พร้อมกับภาพถ่ายโปสการ์ดสวยๆ
ของสถานที่ต่างๆ ในเกาหลี
“ส่งโปสการ์ดไปให้…ได้รึยัง”
เขาคงหมายถึงโปสการ์ดใบที่สอง...
ภาพหิมะโปรยปรายท่ามกลางเรย์สนที่เกาะนามิ สถานที่ที่เขาเคยบอกว่าโรแมนติกที่สุดจากซีรีส์หลายเื่
“ได้แล้ว... ที่จริงไม่ต้องลำบากส่งมาถึงเมืองไทยก็ได้ แค่คุณส่งมาทางแชทก็พอแล้ว ”
ผมพิมพ์ตอบกลับไป ทั้งที่มืออีกข้างยังคงกำโปสการ์ดใบนั้นไว้แน่น
“ถ้าคุณมาเกาหลี โปสการ์ดทุกใบที่ผมส่งไปให้ ผมจะพาคุณไปให้ครบทุกที่”
ผมนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะอ่านประโยคถัดไปช้าๆ
“ถ้าเราเที่ยวกันจนครบแล้ว แต่คุณยังไม่พอใจที่จะคบกันผมจะให้คุณบินกลับไทยได้เลยและยอมออกค่าตั๋วเครื่อง
บินให้…แต่ว่า...” เขาหยุดพิมพ์
“แต่อะไร” ผมรีบพิมพ์สวนกลับทันที
“ขอคิดคำพูดก่อน…พิมพ์ช้าน่ะครับ”
ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ครับ…จะรอ พิมพ์มาเร็วๆ นะ”
ผมรอเกือบนาที ก่อนที่ข้อความจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาแบบกระท่อนกระแท่นตามสไตล์ของเขา
“…ถ้าวันหนึ่งเราไปครบทุกที่ แล้วคุณยังคิดว่าเราสองคน…เป็ได้แค่เพื่อน ผมขอให้คุณตอบคำถามใน
โปสการ์ดใบสุดท้าย”
ผมนิ่งงันไป... นั่นคือ ‘คำสัญญา’ ของเขาใช่ไหม?
“แบบนี้เราต้องไปเที่ยวเป็สิบที่เลยเหรอ แล้วถ้าผมไม่ไปล่ะ” ผมรัวนิ้วพิมพ์กลับอย่างเร็ว
“ผมจะส่งให้คุณแค่ 6 ใบ...เดือนละใบถ้าครบ 6 ใบแล้วคุณยังไม่มาที่ประเทศเกาหลีใต้…”
ข้อความเงียบหายไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยประโยคสั้นๆ ที่ทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ
"우리 이제 연락하지 말자." (อู-รี อี-เจ ยอน-รัก-ฮา-จี มัล"เราเลิกติดต่อกันเถอะ"
“มันเหมือนบังคับกันเลยนะ” ผมพยายามประท้วง
“ผมมีเหตุผลของผม”
แทจุนพิมพ์ตอบกลับมาประโยคนี้ทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว
“วันนี้ดูซีเรียสจังนะแทจุน”
“ลองกลับไปอ่านข้อความก่อนหน้านี้อีกครั้งสิ”
ผมไล่อ่านช้าๆ...
“ผมมีเหตุผลของผม” ผมทวนข้อความที่แจจุนพิมพ์
“ใช่” เขาตอบกลับมาสั้นๆ
“แล้วโปสการ์ดใบสุดท้าย คุณจะถามอะไร”
“คุณต้องรอครับ”
“บอกตอนนี้ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ครับ” แทจุนพิมพ์กลับ “งั้นวันนี้ผมต้องไปแล้วนะ..만나서 반가워요 (มันนาซอ พันกาโวโย)
“ภาษาเกาหลีที่นายพิมพ์มา แปลว่าอะไร ” ผมถามกลับด้วยความสงสัย
“แล้วพบกันใหม่”
นั่นคือข้อความสุดท้าย ก่อนที่สถานะของเขาจะออฟไลน์ไปในทันที...
ทิ้งให้ผมนั่งอยู่กับความเงียบและโปสการ์ดใบที่สองในมือ
ผมนั่งนิ่งงันอยู่หน้าจอ... ทั้งที่ความจริงผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยแม้แต่น้อย แต่แปลกเหลือเกินที่ส่วนลึก
ของหัวใจกลับร่ำร้องว่าอยากเจอเขา ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ อ่อนโยนแต่ชัดเจนและ
นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเริ่ม ‘หวาดกลัว’
ผมกลัวว่าตัวเองจะเผลอใจไปชอบผู้ชายคนนี้เข้าจริงๆ
“ไม่หรอก...” ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ “มันก็แค่ความเหงาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง”
ผมหยิบโปสการ์ดใบที่สองขึ้นมาพินิจดูอีกครั้ง มันเพิ่งมาถึงเมื่อวานก่อนที่ผมจะตัดสินใจเดินทางมาเชียงใหม่
ลมหนาวอ่อนๆ ของที่นี่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสะท้านเท่าไหร่นัก แต่มันกลับทำให้พื้นที่ข้างในใจยิ่งเย็นเยียบลงกว่าเดิม
ความเหงากัดกินผมอย่างเงียบงัน และในห้วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้ แค่รู้ว่ามีใครสักคนคอยคิดถึงเราอยู่ มันก็ดี
พอแล้ว...
แต่ปัญหาก็คือ คนคนนั้นอยู่ไกลเหลือเกิน
(โปรดติดตามตอนต่อไป)