หมู่บ้านผาซ่อนเมฆยามอรุณรุ่ง ม่านหมอกสีเทาหม่นหลากทะลักกลืนกินยอดเขาสูงชันประดุจผ้าห่อศพผืนมหึมา หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าจับตัวเป็ผลึกแข็งค้างท้าทายแสงตะวันที่ยังมิอาจสาดส่องทะลวงลงมา อากาศหนาวสะท้านแทรกซึมลึกถึงขั้วกระดูก สายลมพัดผ่านช่องเขาดังกังวานคล้ายเสียงสะอื้นของภูผาอันไร้ผู้ปลอบประโลม
ท้ายหมู่บ้านปรากฏกระท่อมไม้ผุพังตั้งโดดเดี่ยว รั้วไม้ด้านหน้าหักพังไปกว่าครึ่ง ทิ้งร่องรอยการถูกกัดกร่อนจากพายุหิมะนับครั้งไม่ถ้วน หลังคามุงหญ้าหลายจุดเปิดโล่งรับกระแสลมะเืให้แทรกผ่านตามใจชอบ สภาพแวดล้อมรอบด้านสะท้อนความแร้นแค้นประดุจรอยแผลเก่าที่มิอาจสมาน
ภายในเรือนซอมซ่อ เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีนั่งคุกเข่าอยู่หน้าเตาไฟศิลา เสื้อผ้าป่านสีหม่นบนกายผ่านการปะชุนทับซ้อนจนแทบมองมิเห็นเนื้อผ้าเดิม สองมือสลักรอยแตกแยกจากการปีนหน้าผาสูงชัน ริมฝีปากแห้งผากลอกหลุดเป็แผ่น ปลายนิ้วมือที่กุมพัดไม้ไผ่เปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำเพราะถูกไอหนาวกัดกินมาหลายทิวาราตรี
หลื่อวิ๋นขยับพัดในมือด้วยความระมัดระวังสูงสุด
เปลวเพลิงเล็กจ้อยภายในเตาโอนเอนคล้ายพร้อมดับสูญได้ทุกเมื่อ ข้างเตาเหลือถ่านไม้เพียงสามก้อน นั่นคือฟืนทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้าน หากมอดดับลง คืนนี้ทั้งเรือนจักไร้ไออุ่นต้านทานความหนาวจากหุบเขา เด็กหนุ่มมิกล้าลงน้ำหนักมือมากเกินไป เกรงว่าสายลมเพียงวูบเดียวจักพรากสิ่งที่เหลืออยู่ไปจนสิ้น
เปลวไฟสีส้มสะท้อนอยู่ในดวงตาดำขลับ ทว่าไออุ่นเบื้องหน้าหาได้ขับไล่ความหนักอึ้งในห้วงหัวใจ
บนชั้นไม้เก่าใกล้ผนังปรากฏเพียงความว่างเปล่า ไร้ข้าวสาร ไร้เนื้อแห้ง ไร้ผักดอง ไหเก็บเสบียงซึ่งเคยตั้งเรียงรายเหลือเพียงฝุ่นบางเกาะจับตามก้นภาชนะ
หลื่อวิ๋นมองภาพนั้นนิ่งงันชั่วครู่
สามวันก่อนยังมีข้าวหยาบเหลือครึ่งชาม สองวันก่อนเหลือเพียงน้ำต้มรากหญ้า เมื่อวานนี้แม้แต่น้ำต้มรากหญ้ายังมิพอประทังชีวิต ถึงกระนั้น มารดาของเขาจำต้องได้รับยา หากมิได้ดื่มโอสถ นางอาจมิผ่านพ้นคืนนี้
เด็กหนุ่มยกหม้อดินขึ้นจากเตา กลิ่นขมฝาดลอยฟุ้งปะทะจมูก น้ำยาหม้อนี้ถูกเคี่ยวจากสมุนไพรไร้ค่าเกือบสิบชนิด ปริมาณกลับงวดลงเหลือเพียงครึ่งชาม
สายตาคมกริบทอดมองของเหลวสีเข้มชั่วครู่ จากนั้นจึงยกชามขึ้นแตะริมฝีปาก
รสขมปร่าเจือความเผ็ดร้อนดุจเปลวเพลิงไหลลวกผ่านลำคอ ห้วงท้องที่ว่างเปล่าบิดเกร็งประท้วงความร้อนแรงนั้นอย่างดุเดือด เสียงครวญครางจากความหิวดังแ่เบาเล็ดลอดออกมา นี่คือสิ่งตกถึงท้องสิ่งแรกในรอบสองวันเต็ม
หลื่อวิ๋นเพียงแตะมันผ่านปลายลิ้นเพื่อทดสอบสรรพคุณยา จากนั้นลดชามลงเงียบๆ ทุกหยาดหยดล้วนล้ำค่าเกินกว่าจะสูญเปล่า
สายตาของเขาเบือนไปยังมุมห้องด้านใน
ม่านผ้าขาดเก่าผืนหนึ่งห้อยลงบดบังเตียงไม้ไผ่เอาไว้ ด้านหลังม่านนั้น... คือเหตุผลที่ทำให้เขายังฝืนยืนหยัดอยู่จนถึงวันนี้ คือผู้ที่ยอมอดอาหารเพื่อให้เขาอิ่ม คือผู้ที่ยอมสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นเพื่อให้เขามีอาภรณ์กันหนาว คือมารดาผู้กำลังถูกโรคร้ายกัดกินลมหายใจทีละน้อย
หลื่อวิ๋นกำชามยาแน่น ปลายนิ้วสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจลึก รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดดันเข่าที่สั่นเทาให้ลุกขึ้นยืน ลากสองเท้าที่หนักอึ้งดุจผูกติดกับศิลามุ่งหน้าไปยังม่านผ้าผืนนั้น
พริบตาที่รอยแยกเปิดกว้าง รังสีความเย็นะเืร้ายกาจดุจพายุหิมะพลันแผ่พุ่งปะทะใบหน้า
บนเตียงไม้ไผ่ ร่างของสตรีวัยกลางคนนอนขดกายคู้สั่นสะท้านอยู่ใต้ผ้าห่มบาง ลมหายใจแ่หวิวขาด่ ใบหน้าซูบตอบซีดเซียวไร้สีเื ริมฝีปากเปลี่ยนเป็สีม่วงเข้ม ปลายเส้นผมตลอดจนแพขนตาถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง อากาศรอบเตียงเย็นจัดเสียจนเปลวไฟในเตาศิลาเื้ัพลันสั่นไหววูบ คล้ายกำลังหวาดกลัวอำนาจเร้นลับนี้
หลื่อวิ๋นละสายตาจากชามยา ก้มมองข้อมือซ้ายของตนเอง
ท่ามกลางผิวกายสีทองแดงหยาบกร้าน ปรากฏรอยด่างขาวจางเป็วงอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ร่องรอยเล็กน้อยนั้นคล้ายถูกกาลเวลาฝังตราประทับเอาไว้ มิอาจลบเลือนได้ง่ายดาย
สายตาของเด็กหนุ่มหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น
กำไลหยก... ของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายจากผู้เป็บิดา
แม้มันจะสลักลวดลายลี้ลับคล้ายเกลียวเมฆาซ้อนทับ ทว่าในสายตาของชาวบ้านป่า มันเป็เพียงหยกเนื้อขุ่นธรรมดาชิ้นหนึ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าชีวิตจะยากลำบากเพียงใด หลื่อวิ๋นไม่เคยคิดนำมันออกแลกเปลี่ยน แม้ในวันที่ข้าวสารหมดไห หรือต้องอดอาหารติดต่อกันหลายวัน เขายังคงเก็บรักษามันดุจสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
เพราะมันมิใช่เพียงหยกวงหนึ่ง แต่เป็สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากับสายเืผู้ให้กำเนิด
บัดนี้... สิ่งนั้นได้หายไปแล้ว
เพียงมองเห็นรอยว่างเปล่าบนข้อมือ ห้วงความคิดพลันถูกกระชากย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน
หิมะโปรยปรายลงจากฟากฟ้า ลมหนาวพัดโหมผ่านตรอกแคบของหมู่บ้านผาซ่อนเมฆ ร่างผอมบางคุกเข่าอยู่หน้าเรือนโอสถหลังใหญ่เพียงลำพัง อาภรณ์ผ้าป่านเปียกชื้นจากหิมะละลาย หนาวสะท้านจนแทบไร้ความรู้สึก ถึงกระนั้นหลื่อวิ๋นก็มิอาจก้าวเดินจากไป
ภายในเรือนโอสถแห่งนั้น มีความหวังเพียงหนึ่งเดียวของมารดา
หน้าผากกระแทกลงบนพื้นศิลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครั้งหนึ่ง... สองครั้ง... สามครั้ง...
เสียงกระทบดังทึบหนักท่ามกลางพายุหิมะ ิับริเวณหน้าผากแตกปริ โลหิตสีชาดไหลซึมปะปนเกล็ดหิมะสีขาว เด็กหนุ่มหาได้สนใจความเ็ป เขาเพียงก้มศีรษะลงอีกครั้ง ขอเพียงได้โอสถสักส่วนหนึ่ง ขอเพียงยืดลมหายใจมารดาออกไปอีกไม่กี่วัน... ขอเพียงเท่านั้น
บานประตูไม้หนาหนักเปิดออก
ผู้ช่วยหมอเฒ่ายืนอยู่ภายใน ดวงตาคู่นั้นทอดมองลงมาอย่างเฉยชา มิใช่สายตาที่มองมนุษย์ด้วยกัน หากเป็สายตาที่มองเศษฝุ่นโสโครกเบื้องล่าง
หลื่อวิ๋นรีบยื่นกำไลหยกออกไปด้วยสองมือ
“ขอร้องท่าน... ช่วยมารดาข้าด้วย”
น้ำเสียงแหบแห้งจากความเหนื่อยล้าแ่เบาจนแทบปลิวหายไปกับสายลม
ผู้ช่วยหมอเฒ่ารับกำไลมา นิ้วเหี่ยวย่นลูบคลำผิวหยกและลวดลายเมฆา แม้คนผู้นี้จะดวงตามืดบอดมิอาจหยั่งรู้ถึงมูลค่าที่แท้จริง แต่เนื้อหยกที่แน่นละเอียดกว่าของสามัญกลับกระตุ้นความละโมบให้ลุกโชน มุมปากของอีกฝ่ายขยับเป็รอยยิ้มเย้ยหยัน จากนั้นกำไลก็ถูกตวัดเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว
หลื่อวิ๋นมองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นรัว ความหวังอันริบหรี่เริ่มทอประกาย
ฉับพลัน ห่อกระดาษยับย่นกลับถูกโยนลงมาเบื้องหน้า มันตกกระแทกพื้นศิลาซึ่งเจิ่งนองด้วยแอ่งโคลนจากหิมะละลาย เศษดินสกปรกสาดกระเซ็นเปื้อนติดกระดาษ
ผู้ช่วยหมอเฒ่าปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ก่อนใช้ปลายเท้าเขี่ยห่อยาเปื้อนโคลนนั้นไปทางเด็กหนุ่มอย่างรังเกียจ
“คนใกล้ตาย ไร้ค่าพอให้เปลืองสมุนไพรชั้นดี” ถ้อยคำราบเรียบและเ็าดังขึ้น “นำเศษหญ้าพวกนี้กลับไปต้มประทังชีวิตนางเสีย”
หัวใจของหลื่อวิ๋นคล้ายถูกค้อนเหล็กกระแทกอย่างแรง เขารีบตะครุบเปิดห่อกระดาษออก ภายในบรรจุเพียงเศษสมุนไพรแห้งเหี่ยวปะปนวัชพืชหลายชนิด ของพรรค์นี้... แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปยังไม่คิดก้มลงเก็บ
ความหวังทั้งหมดพังทลายลงในชั่วพริบตา
เมื่อเงยหน้าขึ้น บานประตูได้ปิดลงแล้ว เหลือเพียงเสียงลมหนาวคำรามเยาะเย้ยอยู่เบื้องหน้า เขายังคงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่ มือกำห่อยาเปื้อนโคลนแน่น มิใช่เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม... เขาเข้าใจดีเกินไป
กำไลถูกปล้นชิงไปแล้ว ส่วนชีวิตของมารดา กลับถูกตีค่าไม่ต่างจากเศษหญ้าในห่อกระดาษโสมม
ภาพเหตุการณ์เลือนหายไป หลื่อวิ๋นถูกดึงกลับคืนสู่กระท่อมอันหนาวเหน็บในปัจจุบัน
รอยแผลเป็ตกสะเก็ดบนหน้าผากพลันเต้นตุบๆ ย้ำเตือนถึงความอดสูที่สลักลึกลงไปถึงขั้วกระดูก มือข้างหนึ่งกำแน่นโดยไม่รู้ตัว เล็บคมจิกลงกลางฝ่ามือ โลหิตสีชาดไหลซึมผ่านง่ามนิ้วหยดลงบนพื้นกระดานไม้... หยดแล้วหยดเล่า
ความเ็ปเพียงเท่านี้ หาได้เทียบกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำในวันนั้น
ั์ตาดำขลับนิ่งสงบ ไร้คลื่นอารมณ์ ภายใต้ความเงียบงันนั้น มีบางสิ่งกำลังคุกรุ่นอยู่ลึกสุดในสุมทุมอก
ในโลกใบนี้... ผู้ไร้อำนาจย่อมไร้ค่า ผู้ต่ำต้อยย่อมถูกกดศีรษะให้จมอยู่ในโคลนตม ต่อให้คุกเข่าอ้อนวอนจนโลหิตไหลอาบใบหน้า ต่อให้ยอมสละสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง ย่อมไม่มีผู้ใดเหลียวแล
หลื่อวิ๋นคลายหมัดออกช้าๆ คราบเืสดประทับอยู่บนฝ่ามือ
“แค่ก... แค่ก...!”
เสียงไอกระอักรุนแรงสะท้อนก้องทั่วกระท่อมผุพัง ดึงสติของเด็กหนุ่มกลับมา ร่างของเสิ่นเยว่หลานสั่นกระตุกอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ริมฝีปากม่วงคล้ำจนน่ากลัว ปลายเส้นผมจับตัวเป็ผลึกน้ำแข็งหนาเตอะ
หลื่อวิ๋นหน้าซีดเผือด รีบประคองร่างมารดาขึ้นแนบอก ความเย็นะเืแผ่ซ่านจากร่างนางจนผิวเนื้อของเขาสั่นสะท้าน มือที่ถือชามยาป้อนน้ำยาสมุนไพรลงสู่ริมฝีปากแห้งแตกระแหงอย่างร้อนรน
กลืนยาลงไปได้เพียงสองอึก...
“อั่ก!”
โลหิตสีม่วงดำพุ่งทะลักออกจากปากของนางราวกับเขื่อนแตก ชามยาหล่นจากมือเด็กหนุ่มแตกกระจายเต็มพื้น หยดเืพิษสาดกระเซ็นตกลงบนกระดานไม้เก่า
เปรี๊ยะ...
เสียงประหลาดดังขึ้น โลหิตพิษเ่าั้จับตัวเป็ผลึกน้ำแข็งในพริบตา แผ่ขยายลามไปตามรอยแตกของพื้นกระดาน กัดกร่อนเนื้อไม้จนส่งกลิ่นเหม็นไหม้
ฉับพลันนั้น อุณหภูมิภายในกระท่อมลดฮวบลงอย่างรุนแรงประดุจตกลงสู่ถ้ำน้ำแข็ง ลมหายใจที่หลื่อวิ๋นหอบแฮกเปลี่ยนเป็ไอหมอกหนาทึบทันทีที่พ่นออกจากปาก
เด็กหนุ่มก้มมองมือมารดาที่ยื่นออกมาพ้นผ้าห่ม ปลายนิ้วทั้งสิบเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำและแข็งกระด้างราวกับท่อนไม้ที่ถูกแช่แข็ง ไร้ซึ่งร่องรอยของการไหลเวียนโลหิต เนื้อเยื่อกำลังตายลงอย่างช้าๆ
นี่คือความร้ายกาจของพิษเหมันต์... มันมิได้เพียงพรากลมหายใจ แต่มันกำลังทำให้ร่างกายของมารดาเน่าเปื่อยจากความเย็น
ยาสมุนไพรพื้นบ้านไร้ผลโดยสิ้นเชิง
เสิ่นเยว่หลานปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาที่เคยงดงามหม่นแสงลงสนิท มืออันเย็นเฉียบดุจศพเอื้อมแตะแก้มบุตรชาย หลื่อวิ๋นกดแก้มแนบฝ่ามือนั้นแน่น ราวกับหวาดกลัวว่าไออุ่นสุดท้ายจะเลือนหายไป
“วิ๋นเอ๋อร์...”
เสียงของนางแหบพร่าเบาหวิว ราวกับกระซิบจากยมโลก
“จงฟังแม่... อย่าเข้าไป... ป่าเร้นิญญา...”
ร่างของเด็กหนุ่มแข็งค้าง ชื่อดินแดนต้องห้ามนั้นเปรียบเสมือนรอยร้าวที่บาดลึกในใจคนทั้งหมู่บ้าน
เสิ่นเยว่หลานสูดลมหายใจยาวอย่างทุลักทุเล
“พ่อของเ้า... ตายอยู่ที่นั่น...”
ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางกะโหลก หลื่อวิ๋นตัวชาวาบ ความลับที่มารดาปิดตายมาตลอดหลายปีถูกเผยออกมาในยามที่ลมหายใจนางรวยริน
“แม่ไม่อาจเสียเ้าไปอีกคน...”
หยาดน้ำตาไหลรินจากหางตาของสตรีวัยกลางคน ก่อนจะจับตัวเป็ผลึกใสตกกระทบหมอน มือที่แตะแก้มบุตรชายพลันตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาปิดสนิท
“ท่านแม่!”
หลื่อวิ๋นรีบััชีพจรที่ลำคอ ชีพจรนั้นเต้นแ่เบาประดุจเส้นด้ายที่พร้อมขาดสะบั้นลงทุกขณะจิต หากสถานการณ์ยังคงเป็เช่นนี้... ไม่เกินคืนนี้นางย่อมต้องดับสูญ
เขานั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงนานเนิ่น สายตาจับจ้องใบหน้าซีดเผียวของผู้ให้กำเนิด มองเกล็ดน้ำแข็งที่คืบคลานขึ้นตามไรผม หากอยู่เฉย มารดาย่อมรอคอยเพียงความตาย หากเสี่ยงชีวิต... อย่างน้อยยังมีโอกาส
หลื่อวิ๋นหลับตาลงแน่น
ความหวาดกลัว... ความลังเล... ความอ่อนแอ ล้วนถูกบดขยี้ทิ้งจนไม่เหลือเศษซาก
เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้นอีกครั้ง ั์ตาดำขลับฉายแววเด็ดเดี่ยว แววตาของพรานหนุ่มที่พร้อมจะเหยียบย่ำมัจจุราชเพื่อฉุดรั้งมารดากลับคืนมา
เขาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างมารดาให้มิดชิด จัดเส้นผมที่ปรกหน้าให้นางอย่างทะนุถนอม จากนั้นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ตะกร้าไม้ไผ่ถูกสะพายขึ้นหลัง มีดพร้าบิ่นงอ เชือกป่านเส้นหนา ขวดน้ำ และที่ขาดไม่ได้คือเศษผ้าป่านชุบน้ำสำหรับพันปิดบังจมูกป้องกันหมอกพิษ ทุกอย่างถูกตระเตรียมด้วยความชำนาญ
เขาก้าวมาที่หน้าประตูไม้ผุพัง หันกลับไปมองเตียงไม้ไผ่เป็ครั้งสุดท้าย
“รอข้ากลับมา”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่นประดุจคำสาบาน
บานประตูถูกผลักออก กระแสลมหนาวพัดกรูเข้าสู่กระท่อม ภายนอกนั้นหมอกสีเทาหม่นเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง เงียบสงัด วังเวง ปลายสายตาทอดมองไปยังอาณาเขตมรณะที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดงไม้ดำทะมึนทอดเงาราวอสูรร้ายที่กำลังอ้าปากรอเหยื่อ
หลื่อวิ๋นกระชับด้ามมีดพร้าในมือแน่น
หนึ่งก้าว... สองก้าว... สามก้าว...
ร่างผอมบางก้าวฝ่าม่านหมอกสีเทา มุ่งหน้าสู่ป่าเร้นิญญา โดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีกเลย
- จบตอนที่ 1 -