หลังจากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นภายในเมืองหรู่หมิง เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าหลายวัน
ภายในอาณาเขตคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลซิกฟรีด แสงแดดอ่อนยามเช้าเล็ดลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่เข้ามายังบริเวณสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่โอ่อาและตระการตา คลื่นน้ำใสระยับที่สะท้อนแสงแดด ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
ณ เวลานี้ ตัวของอนาเธอร์กำลังนอนอยู่บนเก้าอี้ชายหาดข้างริมสระว่ายน้ำ พลางหยิบแก้วน้ำผลไม้ที่เย็นฉ่ำขึ้นมาดื่มอย่างสบายใจ
“................”
เขาปล่อยใจไปกับเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวสามคนที่กำลังเล่นน้ำในสระอย่างมีความสุข ไอริน คริสติน่า และเฟรย่า ต่างสวมชุดว่ายน้ำสีดำสุดแสนจะเซ็กซี่ ขับเน้นเสน่ห์ของแต่ละคนให้เด่นชัด พวกเธอดูเบิกบานเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เสียงหัวเราะของพวกเธอผสมผสานกับเสียงน้ำกระเซ็น สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและรื่นเริง
เขาที่นอนอยู่พลอยยิ้มอย่างอิ่มเอมใจ ไม่ว่าผ่านความตึงเครียดหรือการต่อสู้มามากแค่ไหน
นี่ก็เป็นเวลาที่เขาสามารถผ่อนคลายและสัมผัสถึงความสงบสุขได้
“ไม่คิดเลยว่าไอรินจะมีท่าทีเปลี่ยนไปเช่นนี้ ดูเหมือนคริสติน่าจะมีอิทธิพลกับเธอมาก..”
ในขณะที่อนาเธอร์กำลังนอนมองพวกเธอที่เล่นน้ำอยู่ ความคิดในหัวของเขาก็ได้นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อน
หลังจากที่เฟรย่าได้เริ่มทะเลาะกับไอริน เธอก็ตัดสินใจตามเขามาโดยไม่ยอมจากไปไหน ไม่ว่าไอรินจะพยายามข่มขู่หรือใช้วาจารุนแรงอย่างไร
เฟรย่าก็ยังคงไม่ยอมทิ้งเขาไป
ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ไอรินเริ่มไม่พอใจ และบรรยากาศในคฤหาสน์ตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
คริสติน่าที่เห็นเหตุการณ์จึงเข้ามาห้ามปราม เธอไม่ได้เลือกข้างใคร แต่เพียงต้องการให้ทุกคนเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ในตอนนั้นเองที่เฟรย่าได้เห็นคริสติน่าและรู้ว่าเธอคือผู้พิทักษ์แห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ สิ่งนี้ทำให้เฟรย่าถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ เพราะเธอไม่คาดคิดว่าผู้ที่มีเกียรติและสถานะสูงส่งเช่นคริสติน่าจะกลายมาเป็นภรรยาของอนาเธอร์แล้ว
เมื่อเฟรย่าได้รู้เช่นนั้น ตัวของหญิงสาวก็ได้ตัดสินใจบางอย่างในทันที เธอรู้ว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไป อนาเธอร์อาจจะมีหญิงสาวคนอื่นเข้ามาในชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงตอนนั้น มันอาจจะไม่มีที่ว่างสำหรับเธออีกต่อไป
คิดได้ดังนั้น เฟรย่าจึงเลือกที่จะไม่ยอมแพ้และไม่ถอยห่างจากอนาเธอร์ เธอตัดสินใจที่จะอยู่ที่คฤหานส์นี้ และพิสูจน์ให้อนาเธอร์เห็นว่าเธอก็เป็นคนหนึ่งที่สมควรอยู่ข้างเขาเช่นกัน
เวลาผ่านไป ไอริน คริสติน่า และเฟรย่าก็ค่อยๆเริ่มพูดคุยและทำความเข้าใจกันมากขึ้น ความตึงเครียดที่เคยมีเริ่มผ่อนคลายลง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนแต่กลับเข้าใจกันมากขึ้น
ทั้งสามคนมีวิธีการแสดงความรักและความห่วงใยต่ออนาเธอร์ในแบบของตนเอง และแม้จะมีความแตกต่างในเรื่องของสถานะและบุคลิก แต่พวกเธอก็พยายามปรับตัวเข้าหากันอย่างดีที่สุด
ขณะเดียวกันในช่วงสองวันที่ผ่านมา
อนาเธอร์ไม่ได้หยุดนิ่งแม้แต่น้อย
หลังจากเหตุการณ์ดันเจี้ยนแตกที่เมืองหรู่หมิงจบลง เขาก็ใช้เวลานี้ในการทำภารกิจเลื่อนขั้นและยกระดับเลเวลของตนเอง
ความสำเร็จจากการต่อสู้กับหมาป่าเทพกลืนโลหิตนับร้อยตัวนั้น มอบค่าประสบการณ์จำนวนมหาศาลให้กับเขา แม้ว่าค่าประสบการณ์นั้นจะมากเพียงใด แต่สำหรับผู้เล่นระดับสูงอย่างเขา มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มค่าประสบการณ์ที่ครบกำหนดสำหรับการเลื่อนเลเวล
ปัจจุบัน อนาเธอร์สามารถยกระดับเลเวลของเขาได้มากถึง 594 แล้ว นับว่าเป็นความก้าวหน้าอันรวดเร็วสำหรับผู้เล่นที่อยู่ในช่วงเลเวลสูง
ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้เวลานานและความพยายามมหาศาลในการเก็บค่าประสบการณ์
ยิ่งระดับเลเวลสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ปริมาณค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
แม้ว่าเขาจะคาดหวังไว้ลึกๆ ว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่ในครั้งนั้นอาจช่วยให้ตนเองก้าวกระโดดไปถึงเลเวล 600 ได้ในรวดเดียว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป
“ยังไม่ถึงเลเวล 600..”
“แต่แค่นี้ก็ดีมากแล้ว!”
ตัวของเขาคิดในใจขณะประเมินสถานการณ์ตัวเอง แม้ว่ามันจะผิดคาดอยู่บ้างที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในครั้งเดียว แต่สิ่งที่ได้มาก็ช่วยประหยัดเวลาในการเก็บเลเวลไปได้ไม่น้อย
การทำลายล้างฝูงหมาป่าเทพกลืนโลหิตและการทำภารกิจเลื่อนขั้นนั้น ช่วยให้เขาสามารถก้าวนำหน้าผู้เล่นส่วนใหญ่ไปไกลเกินกว่าจะเทียบได้
เมื่อคำนึงถึงเวลาที่เหลืออยู่ อนาเธอร์ก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจในเส้นทางของตัวเอง การประกาศของระบบโลกเกี่ยวกับการแข่งขันครั้งใหญ่นั้นเพิ่งผ่านไปเพียงแค่ 4-5 วันเท่านั้น และในช่วงเวลาสั้นๆนี้ เขาก็สามารถทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นจนอยู่ในระดับที่เหนือกว่าเดิมอย่างมากมาย
“เหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งเดือน.. ”
“ฉันจะต้องทำให้ทุกวันมีค่า!”
อนาเธอร์เริ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความแน่วแน่ เพราะรู้ดีว่าช่วงเวลานี้สำคัญเพียงใด
หากต้องการยืนอยู่บนจุดสูงสุดและอาจเป็นผู้ถูกเลือกในบรรดาผู้เล่น เขาไม่มีเวลาที่จะปล่อยให้มันสูญเปล่า แผนการต่อไปของเขาคือการลงดันเจี้ยนเพื่อเก็บสะสมค่าประสบการณ์เพิ่มเติม
ดันเจี้ยนระดับสูงที่อยู่ในพื้นที่รอบๆอาณาเขตของตระกูลซิกฟรีดนั้นยังมีอยู่มากมาย
อนาเธอร์ตั้งใจจะสำรวจดันเจี้ยนเหล่านั้นด้วยตัวเอง ไม่เพียงเพื่อเก็บเลเวล แต่ยังเพื่อค้นหาไอเท็มหรือสมบัติล้ำค่าที่อาจช่วยเพิ่มพลังให้กับตนเองได้อีกด้วย
ตัดกลับมายังเมืองที่อยู่ห่างไกลแห่งนึง
เมืองนี้ ไม่ใช่สิ อาจเรียกว่าเป็นเมืองที่อยู่นอกเขตเลยด้วยซ้ำ
ในเมืองจงโจว เมืองชนบทขนาดเล็กที่อยู่ท่ามกลางผืนป่าและธรรมชาติอันเงียบสงบ จำนวนประชากรของเมืองนี้มีน้อยกว่า 1 ล้านคน
เป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหลายร้อยล้านคน แม้จะเป็นเมืองที่เล็กและไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่วันนี้กลับเป็นวันสำคัญของผู้เยาว์จากสถาบันจงโจว ทั้งหมดจะได้ก้าวเข้าสู่สถานะของผู้เล่นเต็มตัว วันแห่งการสุ่มอาชีพที่ทุกคนรอคอยมานานได้มาถึง
บริเวณลานกว้างอันเงียบสงบที่ปกคลุมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด มีแท่นบูชาโบราณตั้งอยู่ตรงกลาง มันถูกสลักด้วยตัวอักษรและลวดลายอันซับซ้อน ราวกับมันมีชีวิตและแฝงไปด้วยพลัง
รอบแท่นบูชามีนักเรียนชายหนุ่มและหญิงสาวอายุประมาณ 15 ปีนับร้อยคนยืนล้อมอยู่
พวกเขาต่างพูดคุยกันอย่างคาดหวัง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกดดัน เพราะนี่คือช่วงเวลาที่จะกำหนดอนาคต
ท่ามกลางเหล่าผู้เยาว์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความฝัน มีเด็กสาวคนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาจากกลุ่ม เธอมีเส้นผมสีดำที่ดูงดงาม
แต่ไม่ใช่เพราะความงามหรือรูปร่างสง่างามของเธอ ตรงกันข้าม เธอมีรูปร่างที่ใหญ่โตและอ้วนกลม ส่วนสูงของเธอเกิน 170 เซนติเมตร
ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยไขมัน ใบหน้าจ่ำม่ำ ดวงตาหยีเล็กจนแทบมองไม่เห็นนัยน์ตา และในมือของหญิงสาว เธอนั่นก็กำลังถือซาลาเปาลูกใหญ่ กัดกินมันอย่างเอร็ดอร่อยระหว่างที่ใบหน้าแสดงความเคร่งเครียดขึ้น
ขณะที่เสียงหัวเราะและคำพูดล้อเลียน เริ่มดังขึ้นจากเพื่อนร่วมชั้นที่ยืนอยู่รอบๆ
“นี่ยัยอ้วน! เธอจะกินถึงเมื่อไหร่กันวะ!”
“นั่นสิ ดูท่าทางแล้วเธอคงได้อาชีพเป็นนักกินแน่ๆ..”
“ดูร่างกายของเธอสิ หยั่งกับยักษ์ผีเสื้อสมุทร ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ใช่ๆ ฉันเห็นด้วยกับแก! พรุ่งนี้คงได้เห็นยัยนี่วิ่งกินข้าวไปทั่วโลกแน่ๆ!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มหลายคนมองมาที่เธอด้วยสายตาที่ขบขัน
แต่ท่ามกลางเสียงล้อเลียนและคำพูดเย้ยหยัน เด็กสาวร่างอ้วนกลับไม่แสดงอาการสนใจแม้แต่น้อย หญิงสาวยังคงกัดซาลาเปาในมือด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับเสียงเหล่านั้นไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเธอเลยซักนิด
“ชินเสียแล้ว..”
ตัวของเธอครุ่นคิดในใจ
พร้อมกับยัดซาลาเปาเข้าปาก ความอดทนต่อคำพูดล้อเลียนที่เธอสะสมมาตลอดหลายปีทำให้เธอแทบไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป
แต่ในใจลึกๆก็ยังคงเคร่งเครียด เพราะวันนี้เป็นวันที่จะกำหนดอนาคตของเธอเช่นกัน
เธอรู้ดีว่าไม่มีใครคาดหวังอะไรจากเธอ และทุกคนต่างคิดว่าเธอจะได้อาชีพที่ไร้ค่า
แต่เธอก็ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น เธอตั้งใจจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า "ตัวตนของเธอนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมองข้ามได้ง่ายๆ"