บทที่ 14 เป็เพียงการคาดเดาของข้า (รีไรต์)
ซูโหรวเอ๋อร์ใจนสะดุ้ง นางยังไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป อีกทั้งยังรู้สึกกระวนกระวายใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินแม่เฒ่าเว่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "สะใภ้สาม ข้าไม่เคยพูดเลยนะว่าสิ่งที่หายไปจากขอบหน้าต่างของข้าคืออะไร เ้ารู้ได้อย่างไรว่า ต้นหญ้านี่คือสิ่งที่ข้าทำหาย"
หลี่ชุนฮวาและไป๋เสี่ยวเฟิ่งต่างก็มองมาเป็ตาเดียว
ใช่แล้ว แม่สามีไม่เคยพูดเลยว่าสิ่งที่หายไปคือสิ่งใด!
แม้กระทั่งเมื่อครู่นี้ พวกนางถามว่าทำอะไรหาย จะได้ช่วยกันหา แม่เฒ่าเว่ยก็แค่ขมวดคิ้ว ไม่ตอบอะไรออกมา
แล้วสะใภ้สามรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่แม่เฒ่าเว่ยกำลังตามหาคือต้นหญ้า
สมองของซูโหรวเอ๋อร์เย็นเยียบ โชคดีที่นางยังพอมีสติ จึงร้องออกมา แล้วพูดว่า "ก..ก็… ก็ตอนเช้าข้าเหลือบไปเห็นที่ขอบหน้าต่างพอดี เหมือนกับว่าจะเป็ต้นหญ้าอะไรสักอย่าง"
เช่นนี้ก็น่าจะฟังขึ้นอยู่บ้าง
แม่เฒ่าเว่ยมองหน้าลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่พูดอะไรออกมา
ซูโหรวเอ๋อร์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางรู้ดีว่า ด้วยนิสัยของแม่สามี ถ้าหากคิดว่าเป็นางจริง ๆ ตอนนี้คงด่าออกมาตรง ๆ แล้ว
ซูโหรวเอ๋อร์ไม่สนใจสิ่งใด รีบหาข้ออ้างกลับไปยังบ้านสาม
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งมองซูโหรวเอ๋อร์ที่จากไปอย่างลับ ๆ เหมือนกับหนีอะไรบางอย่าง นางดูราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
กลับมาถึงบ้านรอง มองดูลูกชายทั้งสองที่กำลังรินน้ำชาใส่ถ้วยดื่ม ไป๋เสี่ยวเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาจากหัวใจ
ลูกชายทั้งสองของนางช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ่นี้แม่สามีก็ยิ้มให้นางมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งยังได้ยินคำชม คิดไปถึงตรงนี้ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที!
ความฮึกเหิมนี้ ทำให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกเหมือนบ่าของตนหนักขึ้นเล็กน้อย นางต้องรับผิดชอบต่อเกียรติและชื่อเสียงของตระกูลอวี้!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็นั่งไม่ติด
นางอดไม่ได้ที่จะถามลูกชายทั้งสองว่า "ก่อนหน้านี้ที่พวกลูกไปขุดผัก เหตุใดไม่พาพี่จวี๋ไปด้วยเล่า?"
อวี้หย่งหลิ่วเช็ดปาก "ท่านแม่ พวกข้าถามพี่จวี๋ก่อนไปแล้วขอรับ แต่เขายังเด็กอยู่ แถมยังเอาแต่ใจ ไม่ยอมไปกับพวกข้า"
"อย่างนั้นหรือ?" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพยักหน้า รู้สึกว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับลูกชายทั้งสองของนาง จึงตัดสินใจแน่วแน่
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งหยิบเข็มกับด้ายจากตะกร้าเย็บผ้า เดินไปยังเรือนใหญ่ โดยอ้างเื่นี้
ในห้องโถง แม่เฒ่าเว่ยกำลังกอดซิ่งซิ่งไว้แนบอก พลางมองแผลที่ฝ่ามือของหลานสาวด้วยแววตาเ็ป หัวใจของคนแก่อย่างนางแทบแตกสลาย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากต่อว่าแม่ของหลัวเชียหนิว “วัน ๆ เอาแต่เลี้ยงลูกแบบตามใจจนนิสัยเสีย ทุบตีเด็กตัวแค่นี้ได้ลงคอ!”
พอดีกับที่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดี เท้าของนางชะงัก คิดว่าแม่เฒ่าเว่ยรู้เื่ที่เกิดขึ้นแล้ว!
โชคดีที่ซิ่งซิ่งพูดปลอบแม่เฒ่าเว่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านย่าเ้าขา อย่าโกรธเลย พวกเขาเอาไก่แก่มาให้พวกเราแล้วนะเ้าคะ!”
เห็นหลานสาวรู้ความคิดความอ่าน แม่เฒ่าเว่ยยิ่งสงสารจับใจ และยิ่งโกรธแม่ของหลัวเชียนหนิวมากขึ้นไปอีก “มันคนละเื่กัน! ไก่แก่นั่นพวกเขาเอามาขอบคุณที่พวกเราช่วยชีวิตเขา มันไม่เกี่ยวอะไรกับที่แม่ของหลัวเชียนหนิวทำร้ายเ้า! ตอนแรกย่าไม่รู้เื่นี้ เลยปล่อยให้คนตระกูลหลัวไปแล้ว มิอย่างนั้น ย่าต้องลากตัวพวกเขามาคุยให้รู้เื่ไปเลย คิดว่าตัวเองเป็ใครกัน!”
ซิ่งซิ่งรู้สึกกังวล
นางจำได้ลาง ๆ ว่าการโกรธเป็สิ่งที่บั่นทอนร่างกาย นางไม่อยากให้ท่านย่าโกรธ จึงรีบมองไปรอบ ๆ เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา ทันใดนั้นก็เห็นไป๋เสี่ยวเฟิ่งยืนอยู่ที่ประตู
ดวงตากลมโตของเด็กหญิงเป็ประกายในทันที!
“ป้าสะใภ้รอง!”
ซิ่งซิ่งดึงชายเสื้อแม่เฒ่าเว่ยเบา ๆ แล้วพูดว่า “ท่านย่าเ้าขา ป้าสะใภ้รองมาแล้ว!”
ด้วยเื่ของอวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ย ตอนนี้แม่เฒ่าเว่ยจึงมองไป๋เสี่ยวเฟิ่งด้วยแววตาอ่อนโยนลง นางค่อย ๆ ปรับอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยถาม “มีอันใดหรือ?”
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม นางให้แม่เฒ่าเว่ยดูกระเป๋าเย็บปักในมือ “ท่านแม่เ้าคะ ข้าเพิ่งเย็บผ้าเสร็จ อีกสองวันจะมีตลาดที่ในตัวเมือง หากว่าท่านจะไป ข้าขอไปด้วยคนได้ไหมเ้าคะ?”
"ได้สิ เื่เล็กน้อยแค่นี้เอง" แม่เฒ่าเว่ยรับคำพลางเอ่ยต่อ "พี่หลิ่วผอมไปหน่อยนะ หากว่าแม่ไก่แก่ตัวนั้นมันไม่ออกไข่ ข้าจะเชือดเอาขามาตุ๋นให้พี่หลิ่วบำรุงร่างกายก็แล้วกัน"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก รีบรับคำ พลางคิดในใจอย่างปลื้มปิติ
นางตัดสินใจครั้งสุดท้าย ลดเสียงลงเอ่ยกับแม่เฒ่าเว่ย "ท่านแม่ เดินมาทางนี้หน่อยสิเ้าคะ ข้ามีเื่อยากจะปรึกษาน่ะเ้าค่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกมิแน่ใจ"
แม่เฒ่าเว่ยมองลูกสะใภ้รองอย่างฉงน ก่อนจะพึมพำ "จะพูดอะไรกัน ถึงต้องหลบมาคุยกันเช่นนี้"
แม้ปากจะบ่น แต่นางก็ลุกขึ้นยืน สั่งซิ่งซิ่งที่นั่งอยู่บนเตียงว่า "หลานรัก นั่งอยู่บนเตียงก่อนนะ"
ซิ่งซิ่งเชื่อฟังอย่างน่าเอ็นดู พยักหน้ายิ้มแย้ม ท่านย่าไม่โกรธก็ดีแล้ว
แม่เฒ่าเว่ยเดินตามไป๋เสี่ยวเฟิ่งไปที่ห้องโถงด้านนอก ขมวดคิ้วถาม "เื่อันใดกัน เหตุใดถึงทำหน้าลึกลับเช่นนี้"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะกระซิบ "ท่านแม่ ท่านก็รู้จักข้าดีว่าข้าไม่ใช่คนชอบนินทาว่าร้ายใครต่อหน้าท่าน..."
แม่เฒ่าเว่ยไม่ได้แย้งลูกสะใภ้คนที่สองแต่อย่างใด
ใช่ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งไม่เคยใส่ร้ายใครต่อหน้านาง เพราะรู้ดีว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เคยโดนนางพูดสวนกลับมาหลายครั้งแล้ว
แต่นางแอบไปพูดจาลับหลังไม่น้อยเลยนะ!
ทว่ามันก็ใช่เื่ใหญ่หลวงอะไรมาก แม่เฒ่าเว่ยก็ี้เีที่จะโกรธไป๋เสี่ยวเฟิ่งเพราะเื่เพียงเท่านี้
นางเลิกคิ้ว ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เป็เชิงบอกให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพูดต่อ
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถูกรอยยิ้มของแม่สามีทำให้รู้สึกอึดอัด แต่อุตส่าห์มาถึงขั้นนี้ นางไม่สามารถถอยกลับไปได้แล้ว
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกัดฟันพูดต่อ "...แต่เมื่อครู่ข้ากลับไปคิด ว่ามันไม่ถูกต้อง คิดว่าท่านกินเกลือมากกว่าข้ากินข้าว ต้องมองเห็นทะลุปรุโปร่งกว่าข้าเป็แน่ ก็เลยคิดจะมาบอกท่านแม่ ให้ท่านได้ฟังด้วย..."
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งชมแม่เฒ่าเว่ยเป็ชุด แต่หญิงชรากลับรู้สึกรำคาญเล็กน้อย "พูดอ้อมค้อมอันใดมากมาย? มีสิ่งใดก็พูดตรง ๆ สิ!"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกอึดอัด แต่ในที่สุดก็พูดออกมา "ก็คือ...ก่อนหน้านี้ เื่ที่ท่านทำหญ้าหาย ถึงแม้ข้าจะไม่รู้จัก แต่ท่านให้ความสำคัญขนาดนี้ ข้าก็รู้ว่าหญ้านี่ต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ เลยคิดจะมาบอกท่าน"
แม่เฒ่าเว่ยได้ยินว่าเป็เื่เกี่ยวกับสมุนไพรจัวซินก็เปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย "พูดมา"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งแอบมองสีหน้าของแม่เฒ่าเว่ย พูดอย่างระมัดระวัง "...ท่านแม่ คือข้านึกขึ้นมาได้ว่า เช้านี้ตอนที่ข้ากลับมาจากข้างนอก เห็นพี่จวี๋ยืนหันหลังให้ข้าอยู่หน้าเล้าไก่ ข้าก็เห็นไม่ชัดว่าเขากำลังทำอะไรอยู่..."
สีหน้าของแม่เฒ่าเว่ยเปลี่ยนไปทันที "เ้ามิได้มองผิดใช่หรือไม่?"
“ท่านแม่ พี่จวี๋ตัวอ้วนกลมแบบนั้น หนาอย่างนี้ ข้าจะดูผิดไปได้อย่างไรกันเ้าคะ... เพียงแต่ตอนนั้นข้ามิได้คิดสิ่งใดมาก ก็เลยรีบกลับเข้าห้องไปจัดการงานต่อ พอเมื่อครู่เห็นน้องสะใภ้สามทำท่าแปลก ๆ แถมยังไปเจอหญ้าแบบนั้นอยู่ในเล้าไก่ เลยทำให้นึกถึงเื่เมื่อเช้านี้ขึ้นมาได้ ... ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลก ๆ ปกติพี่จวี๋ไม่ชอบกลิ่นเล้าไก่เลยนะท่านแม่ ทุกครั้งที่ผ่านก็จะเดินเลี่ยงไปไกล ๆ จะไปยืนอยู่หน้าเล้าไก่ได้อย่างไรกัน”
พอเห็นสีหน้าของแม่เฒ่าเว่ยเริ่มแย่ลงไปทุกที ไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็รีบพูดต่อว่า “…แน่นอนเ้าค่ะท่านแม่ นี่เป็แค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น ไม่สามารถยึดถือได้จริงจังหรอกเ้าค่ะ”