บทที่ 2 ความรู้สึกที่เงียบงัน (3)
ภาวินมองซองเอกสารในมืออยู่หน้าห้องของปกรณ์ ถูกอย่างที่ปกรณ์บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเหมือนกันที่จะทำแบบนี้ เขาก็ได้แต่น้ำท่วมปาก จะพูดจะบอกใครก็ไม่ได้ ภาวินตัดสินใจส่งเอกสารไว้กับเลขาหน้าห้องแทนที่จะเอาเข้าไปให้ปกรณ์ถึงมือ เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่เขาทำแบบนี้ภาวินอยากทำอย่างที่ตะติยะเตือนว่าให้ถอยห่างออกจากครอบครัวนี้ ไม่ใช่เขาไม่อยากทำ แต่คำว่าบุญคุณที่ถูกทวงถามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมันกลับทำให้เขาเหมือนมีปลอกคอสวมอยู่อย่างนี้ นับวันตัวเขาเริ่มใหญ่ขึ้น แต่ปลอกคอกลับเหมือนยิ่งหดเล็กลง เขาได้แต่ภาวนาให้สักวันปลอกคอเส้นนี้จะหลุดออกไปสักทีหลังจากเกิดเรื่อง ภาวินก็ไปเยี่ยมรสาเมื่อถูกทวงถามจากรัตนาที่ต่อสายตรงมาโวยวายว่าเขาไม่ยอมทำตามที่พูด ภาวินเดินตรงไปยังห้องที่หญิงสาวจับแยกไปอยู่ในห้องคนเดียว เพราะเธอพยายามจะฆ่าตัวตายหลายครั้งถึงแม้จะอยู่ภายในห้องที่ไม่น่ามีอุปกรณ์อะไรก็ตาม แต่เมื่อจิตใจคนดำดิ่งความคิดแปลกประหลาดก็พุ่งทะยานขึ้นมาจนตอนนี้หญิงสาวถูกมัดให้นอนนิ่งอยู่ภายในห้องชายหนุ่มยืนมองคนที่ถูกมัดไว้ด้วยสายตาเรียบนิ่ง รสาก่อเรื่องไว้มากมาย เขาก็คิดว่ามันก็สมเหตุสมผลกับสิ่งที่เธอต้องเจออยู่ตอนนี้ แต่บางครั้งคนเราก็ไม่ได้อยากทำตามเหตุผลที่ควรจะมี สายตาที่ลืมขึ้นมองมาทางที่เขายืนอยู่ ภาวินได้แต่ยืนมองภาพตรงหน้านิ่งภาวินมองเข้าไปในดวงตาที่เหมือนจะมองผ่านเขาไป เหมือนเขาไร้ตัวตนในสายตาของเธอ ภาวินได้แต่ส่ายหน้าน้อยที่ตัวเองมักจะรู้สึกอะไรอยู่ภายในใจอยู่อย่างนี้“เธอจะเป็นอย่างนี้ไปถึงเมื่อไร ไม่รู้หรือยังไงว่ามีใครเป็นห่วง” ภาวินพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ถึงแม้เขาจะรู้ว่าหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่ภายในห้องจะไม่ได้ยิน ภาวินอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้เมื่อเห็นรสาค่อย ๆ หลับตาลงนอนนิ่งอย่างเดิม“อ้าว! ลมเหรอ” เสียงที่ทักมาทำให้เขาต้องหันไปมองก็เห็นว่าเป็นคนที่ภาวินเคยติดต่อบ่อยที่สุด และมากกว่าปกรณ์ที่จะติดต่อมาเฉพาะเวลามีเรื่องให้ทำเสียอีก“สวัสดีครับน้าจินดา” ภาวินทักหญิงสาววัยกลางคนที่เป็นคนจัดการชีวิตเขาให้เรียบร้อยมาจนทุกวันนี้“มาเยี่ยมรสาเหรอ” จินดาถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มก่อนจะชะโงกหน้าไปมองกระจกที่ทำให้มองเห็นเข้าไปภายในห้อง“ครับ ท่านอยากให้ผมมาดูรสาบ้างว่าไม่เป็นไร” จินดาหันไปมองคนพูดก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ“น้าพึ่งกลับมาจากต่างประเทศ เลยพึ่งจะได้มาเยี่ยม แย่จังเลยนะที่ไม่ได้คุยกับรสาเลย ถ้ารสารู้ว่าลมมาเยี่ยมคงจะรีบลุกขึ้นมาเลยล่ะ” จินดาบอกอย่างขำ ๆ แต่ภาวินกลับยิ้มออกมา“ลุกขึ้นมาด่าผมเวลาอารมณ์ไม่ดีใช่ไหมครับ” ภาวินบอกอย่างนั้น แต่จินดากลับหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ“ถ้าลมไม่พอใจที่จะทำตามคำสั่งใคร ลมไม่จำเป็นต้องทำหรอกนะ แม้กระทั่งท่านปกรณ์ก็ตาม เชื่อน้าเถอะว่าคนครอบครัวนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำอะไรลม” จินดาพูดขึ้นเสียงเอื่อย ๆ จนภาวินได้แต่ยิ้มหยันออกมา“ขอบคุณครับน้าจินดาที่ปลอบผม แต่ท่านปกรณ์ช่วยเหลือผมไว้มาก อะไรที่มันไม่ได้เสียหายผมก็จะทำ”“ถ้าทนไม่ไหวมาบอกน้านะลม” จินดาบอกออกมาอย่างเป็นกังวล“ผมไม่อยากให้น้าเดือดร้อน แต่ขอบคุณครับที่เป็นห่วง” ภาวินบอกพร้อมกับยิ้มออกมาบาง ๆ เมื่ออีกฝ่ายมีไมตรีที่ดีมาตลอดเวลานับสิบปี“ลม น้าอยากให้เราเชื่อว่า บางครั้งคนเราทำอะไรลงไป เขาไม่ได้ต้องการให้เราย้อนกลับไปตอบแทนเขาหรอกนะ แต่เขาแค่อยากให้เรามีชีวิตที่ดีก็เท่านั้น”“ผมเคยคิดที่จะเชื่อแบบนั้น แต่สุดท้ายทุกอย่างก็พิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมคิดมันก็เป็นแค่เพียงความคิดในอุดมคติเท่านั้น” ภาวินบอกเสียงเรียบ“โตขึ้นเยอะเลยนะลม แต่ทำไมน้ากลับชอบลมคนเก่ามากกว่า คนที่พยายามไขว่คว้าอนาคตของตัวเอง คนที่มีความฝันที่สดใส ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก น้ายังจำได้อยู่เลยว่าลมบอกว่าอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง ลบคำสบประมาทของคนที่ดูถูกลม แต่ตอนนี้ลมเปลี่ยนไปมากเลยรู้ตัวไหม ลมกลับใช้ชีวิตเพื่อรอคำสั่งจากท่านปกรณ์และครอบครัวเท่านั้นอย่างนั้นเหรอ” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น แต่ภาวินได้แต่เงียบ เมื่อก่อนเขาอาจจะวาดฝันอนาคตที่สวยงาม แต่ตอนนี้เขากลับได้แต่เดินตามคำสั่งผู้มีพระคุณก็เท่านั้น“ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาครับ”“ไม่หรอกลม ถึงทุกอย่างจะเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นของลมและมันจะไม่เปลี่ยนไป” จินดาพูดอย่างนั้น ภาวินก็ขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ“อะไรครับที่น้าจินดาบอกว่ามันจะไม่เปลี่ยนไป” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น จินดาก็ชี้เข้าไปในห้องที่มีผู้หญิงร่างบางที่นอนหลับตาอยู่นิ่ง ๆ“รสายังไงล่ะ เธอจะไม่มีวันเปลี่ยนไป ต่อให้ลมจะทำดีหรือไม่ดีกับเธอยังไง เธอก็จะเป็นของเธออย่างนี้” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา“ถ้าอย่างนั้นผมอยากให้เธอเปลี่ยนไปมากกว่า บางครั้งผมก็แทบอยากจะจับเธอถ่วงน้ำกลางมหาสมุทรด้วยซ้ำ” จินดาได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ“เธอเป็นคนดีที่อ่อนแอ สิ่งที่เธอแสดงออกมาบางครั้งมันดูร้ายกาจจนเรารู้สึกเจ็บปวด แต่มันก็เป็นเพียงแค่เกราะป้องกันของเธอเท่านั้น รสาไม่รู้ว่าตัวเองต้องรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่นยังไง เรื่องที่ทำให้รสาเป็นแบบนี้มันมากมายจนเธอคิดไม่ถึงเลยล่ะลม” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะหันมามองคนที่ยังยืนมองตัวเองอยู่“เธอเจออะไรมาเหรอครับ ท่านบอกว่ารสาเป็นโรคPTSD” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น จินดาก็พยักหน้า“รสาเป็นโรคกลัวเวลาคนมาถูกตัว ลองสังเกตสิเวลาใครไปถูกตัวรสาจะสะบัดออกทันที ขนาดตอนเด็กต้องนอนโรงพยาบาล รสาต้องข่มใจอยู่นานกว่าจะยอมให้หมอพยาบาลถูกตัวได้ ตอนเด็ก ๆ รสาเรียนโฮมสคูล ที่มีแม่เป็นคนสอน พอพ่อแม่ของรสาตาย หลายปีเลยล่ะชีวิตรสาถึงเริ่มดีขึ้น”รสาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก่อนหน้าดิ้นอย่างแรงทำให้ทั้งสองคนที่กำลังคุยกันอยู่หน้าห้องถึงกลับหันไปมองก็เห็นคนที่ทำเหมือนไม่รับรู้เรื่องราวอะไรในชีวิตกำลังมองนิ่งอยู่ จินดาเห็นอย่างนั้นเลยหัวเราะออกมา“สงสัยน้าจะเล่าเยอะไปซะแล้วสิลม” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น แต่ภาวินกลับขมวดคิ้วขึ้น เมื่อเห็นสายวาววับของคนที่ถูกมัดอยู่“อยากกลับบ้าน” รสาพูดขึ้นช้า ๆ ถึงแม้จะไม่ได้ยินเสียงอะไร แต่ทั้งสองที่อยู่หน้าห้องก็พยายามอ่านปากของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง“กลับได้ยังไงกัน หมอกับพยาบาลบอกน้าว่ารสาจะฆ่าตัวตายแล้วยังไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาอีก” จินดาบอกอย่างนั้น ภาวินก็หันไปมองคนที่พูดยาวออกมาอย่างไม่เข้าใจว่ารสาจะได้ยินได้ยังไง ในเมื่อห้องนั้นน่าจะทำให้เสียงเล็ดลอดผ่านไปน้อยที่สุด แล้วพูดเสียงปกติอย่างนี้ไม่มีทางได้ยินแน่นอน“เบื่อ” รสาพูดออกมาด้วยใบหน้าที่แสดงออกอย่างเบื่อหน่าย แต่มันก็ทำให้ภาวินยิ่งแปลกใจ“ยอมรักษาสิ ถ้าอาการดีขึ้นจะพากลับบ้าน” จินดาพูดอย่างนั้น รสาก็ปรายตามามองเขาก่อนจะหันไปทางจินดาอีกครั้ง “เราอย่าไปสนใจรสาเลย มาคุยเรื่องลมต่อเถอะ น้าได้ข่าวว่ากำลังมองหาบ้านหลังใหม่อยู่นี่ลม อยากได้แถวไหนล่ะ”“ผมก็ดู ๆ อยู่ครับ ถ้าได้ไม่ไกลที่ทำงานก็ดี แต่ในเมืองอย่างนี้จะหาความเป็นส่วนตัวก็ยาก” ภาวินตอบกลับไปอย่างงุนงง เมื่อกี้หญิงสาววัยกลางคนยังตั้งใจคุยรสาอยู่ก่อนจะหันมาคุยกับเขาอย่างไม่สนใจคนที่นอนถูกมัดอยู่บนเตียงคนไข้แต่หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงก็ดิ้นรนเรียกร้องความสนใจไปอีกครั้งเมื่อเห็นว่าจินดาไม่สนใจตัวเอง จนทั้งสองต้องหันไปมองอีกครั้ง“ไปตามหมอมาสิ” รสาพูดออกมาอย่างนั้น จินดากลับหัวเราะออกมาเบา ๆ ส่วนภาวินก็อดแปลกใจเรื่องที่ทั้งสองคุยกันรู้เรื่อง และเรื่องที่คนดื้อไม่ยอมรักษาอยู่นานกลับยอมง่าย ๆ อย่างนั้น“ได้ค่ะ คุณหนู” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็ปรายสายตามาทางคนที่ยังยืนงงอยู่ก่อนจะสะบัดหน้าไปทางอื่น“รสาเขาได้ยินได้ยังไง” ภาวินถามขึ้นอย่างสงสัย“รสาตาไม่ค่อยดี เขาเลยชอบทำอะไรช้า ๆ น่ะ แต่คนชอบคิดว่าเขาแกล้ง ถึงอย่างนั้น เขาได้พรสวรรค์มากมายมาทดแทน หนึ่งในนั้นก็คือหูดีมาก”“ถ้าอย่างนั้นน้าจินดาคงสำคัญกับรสามากสินะครับ แค่ไม่สนใจนิดเดียว เธอก็ยอมแล้ว” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น แต่จินดากลับส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ“น้าอยู่กับรสามาตั้งแต่รสายังอยู่ในท้องแม่นะคะ” จินดาบอกอย่างนั้นก่อนจะรีบเดินไปทางเคาน์เตอร์พยาบาลที่อยู่ไม่ไกลก่อนจะเดินกลับมาพร้อมพยาบาลสองคนที่เดินเข้าไปภายในห้องจินดากลับหยุดลงตรงหน้าภาวินแล้วยกนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากตัวเองแล้วขยิบตาให้ “เรื่องที่ลมรู้วันนี้อย่าไปบอกใครล่ะ”“ครับ” ภาวินตอบรับไปอย่างนั้น จินดากำลังจะเดินเข้าไปภายในห้องแต่ก็ต้องหันมามองภาวินเสียก่อน“พวกนั้นพลาดแล้วที่ส่งลมมาปั่นประสาทรสา มันไม่ได้ผลหรอก แต่ลมมาก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะทำให้รสาเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้บ้าง อยู่ต่อก่อนสิ ลองมองอย่างไม่มีอคติ มองข้ามสิ่งที่รสามี แล้วลมจะรู้ว่ารสาเหมือนเด็กที่รอผู้ใหญ่อย่างพวกเรามาสอนอยู่” จินดาบอกก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องที่ตอนนี้พึ่งมีหมอเดินตามเข้าไปภาวินได้มองจินดาอย่างไม่เข้าใจก่อนที่จะเดินตามเข้าไปยืนอยู่มุมห้องอย่างเงียบ ๆ