ตอนที่ 13 แปลงร่างสัตว์อสูรเฉพาะส่วน
ตอนนี้เอี้ยก้วยสามารถใช้ความสามารถจิ้งจอกมายาสร้างร่างแยกมายาได้เป็เจ็ดร่างแล้ว ส่วนเสือลมกรดก็มีความเร็วกับกรงเล็บอันแหลมคมเพิ่มสูงขึ้น
แล้วเอี้ยก้วยยังตัดสินใจเลือกผึ้งก้นป่องเข้ามาเพิ่ม เพื่อช่วยสนับสนุนในการบินกับการโจมตีด้วยเหล็กในกับงูเขียวหางไหม้ที่มีพิษร้ายระดับนึง
จากนั้นเอี้ยก้วยก็เริ่มสำรวจสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในแหวนมิติ ที่ได้เอามาจากเด็กทั้งห้าคนอย่างละเอียด โดยประกอบไปด้วย แกนอสูรสัตว์ทองแดงระดับ 1 ประมาณ 300 ก้อน ระดับ 2 ประมาณ 200 ก้อน ระดับ 3 ประมาณ 100 ก้อน ระดับ 4 ประมาณ 50 ก้อน ระดับ 5 ประมาณ 20 ก้อน นอกนั้นก็เป็เม็ดยาระดับต่ำ พวกยารักษา ฟื้นฟูลมปราณ อาหารจำนวนนึง แล้วพวกอุปกรณ์ล่าสัตว์ อย่างพวกยาพิษ ยาชา ยาสลบต่างๆ อาวุธทั่วไป หน้าไม้ ดาบ กะบี่ธรรมดา แล้วพวกเสื้อผ้า ชุดต่างๆ สำหรับเปลี่ยน แล้วเหรียญในการซื้อขายและแลกเปลี่ยนสิ่งของในเมือง
"ช่างเป็พวกกระจอกเสียจริง"
เอี้ยก้วยที่ดูจากจำนวนแกนอสูรสัตว์ทองแดงที่มีระดับต่ำจำนวนเยอะ ส่วนระดับกลางรวมกันยังไม่ถึงร้อยก้อน ก็พอบอกได้แล้วว่าเด็กกลุ่มนี้อ่อนแอมากขนาดไหน ทั้งที่เข้ามาในป่าหลายวัน กลับรวบรวมแกนอสูรสัตว์ทองแดงระดับกลางได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งผิดจากที่คาดหวังเอาไว้แต่แรก
แม้เอี้ยก้วยจะดูแล้วว่ามีแกนอสูรสัตว์ทองแดงระดับ 4,5 ประปรายอยู่ในแหวนมิติของกลุ่มเด็กทั้งห้าคนก็คงไม่เพียงพอที่จะเพิ่มระดับยุทธได้มากนัก ทำให้เอี้ยก้วยออกอาการเซงมากยิ่งขึ้น
ซึ่งการที่เอี้ยก้วยกลายเป็ผู้ฝึกหัดอสูรระดับ 7 ต้องเริ่มเน้นมองหาสัตว์ทองแดงระดับสูงอย่างจริงจังขึ้นมาแล้ว
ทำให้เอี้ยก้วยตัดสินใจเดินไปในทิศทางที่มีลางสังหรณ์ของอันตรายในครั้งนี้ เพราะปกติเอี้ยก้วยจะพยายามเดินเลี่ยงมาตลอดในเส้นทางนั้น
ด้วยประสบการณ์อันมากมายจากการผจญภัยไปที่อันตรายในอดีต ทำให้เอี้ยก้วยมีลางสังหรณ์และสัญชาตญาณที่แม่นยำมากเป็พิเศษ
แม้ลางสังหรณ์อาจจะไม่ได้เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็น แต่ก็เกือบเจ็บสิบ-เก้าสิบเปอร์เซ็นได้เลย บวกกับทักษะการสังเกตการณ์และการวิเคราะห์อย่างละเอียดควบคู่ไปด้วย ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ลางสังหรณ์จะเป็เื่จริง แต่ถ้ากล่าวอีกนัยนึงคือลางสังหรณ์หรือการรับรู้ที่อันตรายนี้ก็ช่วยให้เอี้ยก้วยรอดพ้นจากเส้นทางอันตรายได้เช่นกัน
แต่การหลบเลี่ยงเส้นทางอันตรายที่มีขวากหนามหฤโหดทุกครั้ง มันจะไม่ช่วยให้ตนเองเติบโตและแข็งแกร่งได้เร็วขึ้น
ซึ่งสำหรับเอี้ยก้วยมองว่ามันจะเป็การลดศักยภาพ ความก้าวหน้าลงอย่างมาก เพราะถ้าไม่แสวงหาหนทางที่แข็งแกร่งขึ้น แล้วมัวแต่หลบเลี่ยง รอคอยโอกาส วาสนา หรือโชคช่วยตลอด เอี้ยก้วยก็ไม่สามารถกลายเป็จอมยุทธอสูรอันดับหนึ่งในอดีตได้เลย
ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนเกิดมาจากความพยายามทั้งสิ้น ทำให้เอี้ยก้วยกลายเป็จอมยุทธอันดับหนึ่งและอสูรในตำนานทั้งสี่ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนจนสำเร็จ
ซึ่งในอดีตที่เอี้ยก้วยไม่ได้มีร่างเทวะและเป็คนสามัญชนทั่วไปใช้คำกล่าวที่ว่า "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"
หลังจากเอี้ยก้วยตัดสินใจเดินไปตามเส้นทางที่อันตราย กลิ่นคาวเืก็เริ่มโชยมาแตะจมูกมากยิ่งขึ้น ระหว่างทางก็พบคราบเื ซากศพสัตว์อสูรนอนตายเกลื่อนกราดมากขึ้นเรื่อยๆ
แสดงให้เห็นว่าอสูรที่เอี้ยก้วยกำลังจะไปเผชิญหน้าต้องเป็สัตว์กินเนื้อที่ดุร้ายอย่างแน่นอน ซึ่งอย่างน้อยน่าจะเป็สัตว์อสูรทองแดงระดับสูงขั้นต่ำ
ตอนนี้เอี้ยก้วยรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น เมื่อทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตราย กลิ่นคาวเืแรงมากขึ้น ทำให้นึกถึงประสบการณ์จากอดีตที่เผชิญหน้ากับอสูรที่ดุร้ายขึ้นมาทันที
ตอนนี้เอี้ยก้วยไม่คิดประมาทและจัดการผสานสัตว์อสูรทั้งสี่ของตัวเองทันที โดยใช้วิชาลับ แปลงร่างสัตว์อสูรเฉพาะส่วน ออกมาอย่างรวดเร็ว
มือขาเป็เสือลมกรด ปีกด้านหลังอันเล็กกับหางที่โผล่ออกมาตรงก้นมีลักษณะเป็ทรงกลมแล้วเหล็กแหลมอันนึงยื่นออกมาเป็ของผึ้งก้นป่อง ส่วนหน้าตากับร่างกายมีขนของจิ้งจอกมายาโผล่ออกมา มีเขี้ยวแหลมสองข้างงอกออกมาเป็ของงูเขียวหางไหม้
เอี้ยก้วยที่สามารถดึงจุดเด่นแล้วความสามารถของสัตว์อสูรแต่ละตัวออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้นั้นอย่างน้อยต้องเป็จอมยุทธอสูรระดับผู้เชี่ยวชาญอสูรซะก่อนถึงสามารถบรรลุขั้นนี้ได้
แต่เอี้ยก้วยที่เคยผู้ยืนอยู่จุดสูงสุดของยุทธภพอสูรมาก่อน สามารถใช้ได้เลยโดยไม่ต้องรอถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ