พอเหวินวั่งซูเดินจากไปแล้วถูกเจ๋อหร่านหันหลังให้ซือฉุยจึงเริ่มปฏิบัติภารกิจทันที อยู่ดีไม่ว่าดีริมฝีปากเริ่มเบะน้ำใสไร้สีกะปริบกะปรอยออกมาจากม่านตาราวสั่งได้สิ่งนี้ทำให้เจ๋อหร่านใจนหน้าชา มั่นใจมากว่าไม่ได้ลงไม้ลงมือกับนาง แล้วนางจะร้องไห้หามารดานางหรือไง
จริงสิ! หากไม่ใช่ขอทานอย่างนั้นครอบครัวของนางน่าจะอยู่แถวนี้
เจ๋อหร่านชี้นิ้วสั่งสอนก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเอือมระอาในใจกำลังครุ่นคิดว่า...รับมือกับเด็กวัยสี่ขวบมันยากกว่ารับมือกับนักโทษเดนตายในคุกจวนเหวินเสียอีก
“อย่าริอาจใช้น้ำตามากดดันข้าเชียว!”
เมินใส่ใช้ไม่ได้ผลทว่ามันกระตุ้นให้ซือฉุยเบะปากคว่ำหนักกว่าเดิมเสียอีก
งะ…แงง… t___t
เสียงกังวานอันทรงพลังเรียกร้องความสนใจจากลุงป้าที่เดินพลุกพล่านตอนนี้เองที่เจ๋อหร่านเริ่มััได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่าง ไม่นานผักกาดหนึ่งหัวก็ปาข้ามรั้วมาโขลกหัวเจ๋อหรานพร้อมเสียงหย่อนยานของยายแก่
“พ่อหนุ่มลูกเ้าแหกปากรบกวนชาวบ้าน ไยไม่สั่งสอน”
เดี๋ยวนะ! *----*ข้าไปมีลูกสาวจอมเ้าเล่ห์อย่างนางั้แ่เมื่อไหร่
“พ่อจ๋าซือฉุยอยากกลับบ้าน ท่านพ่ออย่าทิ้งซือฉุยเลย”
เสียงสะอึกสะอื้นของซือฉุยทำเจ๋อหร่านงงเป็ไก่ตาแตกซ้ำร้ายทุกเสียงนินทาของผู้คนยังเหมารวมว่าเจ๋อหร่านเป็บิดาสารเลวเอาลูกสาวตัวเองมาทิ้ง
“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ใช่…พวกท่านอย่าโดนเด็กหลอก ข้าเจ๋อหร่านไม่มีเมีย จะมีลูกได้ยังไง”
“โถ่เอ๊ยนางหนูช่างน่าสงสารนัก บิดาสารเลวคนนั้นก็จริง ๆ เลย มีปัญญาทำลูกแต่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก คนแบบนี้อยู่ไปก็หนักแผ่นดินเสียเปล่า”เสียงประท้วงเริ่มหนักข้อขึ้น
อ้าปากอธิบายต่อไปใช่ว่าจะได้ผลในเมื่อเชื่อไปแล้วว่าเจ๋อหร่านพาลูกสาวมาทิ้ง ชาวบ้านตาดำ ๆ ไร้วิจารณญาณพวกนั้นจำต้องเชื่อดักดานอยู่อย่างนั้นแน่นอน หึ! ตัวแค่นี้แต่ร้ายนักนะ
เจ๋อหร่านโก่งตัวลงไปถาม“ทำอย่างไรเ้าถึงจะยอมหุบปาก”
คำถามนี้ที่รอคอยในที่สุดท่านลุงร่างหนาเหมือนหมีป่าก็ยอมพูดมันออกมา ซือฉุยหยุดส่งเสียงชั่วคราวแต่แพขนตายังชื้นอยู่ ลานแก้มอันแดงปลั่งผนวกกับปลายจมูกที่ขึ้นสีเรื่อทำให้ซือฉุยดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก ตอนนี้นิ้วมือสั้นชี้ไปที่พุงพลุ้ยของตัวเองนิ้วเท้าสั้นป้อมพยายามเหยียดเขย่งอย่างทุลักทุเล
เห็นอย่างนั้นเจ๋อหร่านจึงโน้มหน้าเข้าไปใกล้อีกไม่ลืมเอียงหูให้ด้วย เป็ไปดังคาด น้ำเสียงงุดงอดลอดจากไรฟันบอกว่า 'หิว' ท้องกลม ๆ ที่ดูอย่างไรก็เหมือนลูกนิมิตส่งเสียงคำรามโครกครากตามมาติด ๆ สองสิ่งนี้กำลังบอกใบ้เป็นัย ๆว่าเจ๋อหร่านควรทำอย่างไรต่อไป
เจ๋อหร่านเป็มือขวาของผู้บัญชาการเหวินแห่งสำนักกลาโหมแน่นอนว่าไม่ได้โง่เขลาจนเดาความ้าของเด็กหญิงไม่ออก
“อาหารหนึ่งมื้อแลกกับสิ่งที่เ้ารู้เห็นมาว่าอย่างไร น่าสนใจใช่หรือไม่”
ซือฉุยได้ฟังสิ่งที่นาง้าจึงเผลอเบ่งเสียงหัวเราะเอิ๊กในลำคออย่างลืมตัว เด็กหญิงพยักหน้าหงึก ๆทำน้ำมูกเหนียวหยดลงไปเคลือบรองเท้าหนังของเจ๋อหร่านจนเกิดเป็วงดวงซือฉุยยังมีหน้ามาหัวเราะระรื่นได้อีก
หึ้ย! ลูกเต้าเหล่าใครกัน? มันน่าจับตีก้นชะมัด
ไม่นานทั้งคู่ก็ย้ายเข้าไปนั่งในร้านซุ้มไม้ไผ่ที่อยู่ติดกับโรงม้า แม้ไม่ได้เลิศหรูเหมือนโรงน้ำชาในเมืองหลวงแต่พอแก้ขัดได้บนโต๊ะสี่เหลี่ยมกว้างหนึ่งศอกมีไก่นึ่งซีอิ๊ว ถั่วลันเตาผัดน้ำมันงาหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง และซาลาเปาสี่ก้อน นี่คงมากพอแล้วกระมังสำหรับขุนลูกหมูตัวหนึ่งให้อิ่มจนหนีไปไหนไม่ได้ จากนั้นค่อยสอบปากคำนางทีละข้อ...
“เอาล่ะ!รู้อะไรมาบ้าง เ้าจงบอกข้ามาให้หมด”
พอมีของกินอยู่ตรงหน้าเจ๋อหร่านคล้ายเป็แค่ผีตนหนึ่ง น้ำเสียงเข้มแข็งของบุรุษวัย 26 ปี ไม่มีผลใด ๆ ต่อประสาทการรับรู้ของซือฉุยท่ากินมูมมามไร้มารยาทปานไม่เคยถูกใครสั่งสอนมาก่อนทำให้วูบหนึ่งมีความรู้สึกสงสารแล่นเข้ามาชนอกของเจ๋อหร่าน
ไม่รู้ว่านางอดอาหารมานานเท่าไหร่แล้วถึงได้สวาปามประหนึ่งมีหลุมดำซ่อนอยู่ในปาก
“ค่อย ๆ กิน...เดี๋ยวก็ได้ติดคอตายซะหรอก!”
พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงไอคุก ๆเป็สัญญาณให้เจ๋อหร่านเผลอวาดฝ่ามือกระทบลงบนเนื้อนิ่มของซือฉุยจนหลังเดาะไม่นานก้อนสามชั้นที่เคี้ยวไม่ละเอียด ก็หลุดออกจากลำคอแต่โชคไม่ดีที่มันดันกระเด็นไปติดเบ้าตาลูกค้าโต๊ะตรงข้ามฝ่ายนั้นไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ วาดไม้วาดมือจ้องจะเบ่งบารมีอยู่ท่าเดียว
อย่างเจ๋อหร่านเป็ได้แค่มือขวาของผู้บัญชาการเหวินก็ดีถมไปอย่าริอาจไปทำการค้ากับใครเชียว มีหวังขาดทุนย่อยยับโดยเฉพาะกับเด็กวัยสี่ขวบอย่างซือฉุย ทีแรกกะจะสอบสวนนาง แต่ยังไม่ทันได้เบาะแสใดๆ ก็ถูกนางชักจูงด้วยน้ำตา
เรียกว่าเสียท่าไม่พอยังต้องเสียเงินด้วย ไหนยังต้องมามีเื่กับจอมยุทธพเนจรพวกนั้นอีก!
ซือฉุยเห็นท่าไม่ดี จึงกว้านซาลาเปาสี่ก้อนเอาลงไปเก็บไว้ใต้ชายเสื้อเงินหนึ่งก้อนโตที่เจ๋อหร่านวางไว้บนโต๊ะ นางก็ไม่คิดจะเหลือไว้ให้เด็กเ้าเล่ห์ใช้โอกาสนี้หนีเอาตัวรอด วิ่งหัวสั่นหัวคลอนะโจึ๋งออกนอกหน้าต่างบานเตี้ยแม้ร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ เรียกได้ว่าอีกนิดเดียวก็กลิ้งได้แต่ขาสั้นปล้องของซือฉุยวิ่งได้รัวเร็วยิ่งนัก
วิ่งหนีได้แค่สามจั้งไม่ทันไรลานหน้าผากกว้างของหัวขโมยน้อยดันโขลกอะไรบางอย่างเข้าจัง ๆก้นกลมกลึงถึงกับหงายหลังเทิ้ม แก้มก้นกระแทกพื้นจนรู้สึกจุกเสียดขึ้นมาถึงลิ้นปี่
“อะไรกัน!คนกำลังรีบร้อนแท้ ๆ มาขวางทางเสียได้”
ไม่ทันได้ลืมหูลืมตาดูว่าชนเข้ากับอะไรแต่ซือฉุยขอบ่นไว้ก่อน ตอนที่ลืมตาขึ้นเต็มเบ้าซือฉุยถึงขนาดต้องแกล้งตายคนตรงหน้าคือท่านลุงใต้เท้าเหวิน เช่นนั้นหมายความว่า...ท่านลุงใต้เท้าเหวินแค่แสร้งปลีกตัวออกห่างแต่ในทางกลับกันท่านลุงใต้เท้าเหวินลอบจับผิดซือฉุยอยู่ตลอดเวลาต่างหาก!
“เด็กโง่หนีเจ๋อหร่านพ้น ใช่ว่าจะหนีข้าพ้น คิดจริง ๆ หรือว่าคนของสำนักกลาโหมหลอกได้ง่ายๆ”
ซือฉุยเป็แค่เด็กสี่ขวบเองนะผู้ใหญ่สองคนนี้จะอะไรกันนักกันหนาแววตาที่มองมาทำอย่างกับซือฉุยไปฆ่าใครตายอย่างนั้นแหละ ซือฉุยก็แค่หิวข้าวซือฉุยแค่อยากตามหาท่านแม่ ซือฉุยลักขโมยเพราะความจำเป็
เอาอีกแล้ว!ซือฉุยเบะปากอีกแล้ว คิดหรือว่าไม้นี้จะใช้ได้ผลกับเหวินวั่งซู
“น้ำตาของเ้าใช้ไม่ได้ผลกับข้าแน่”
คนตัวโตไพล่หลังมองอย่างอวดดีรอดูว่าใช้ไม้นี้ไม่ได้ผล แล้วเด็กอย่างนางจะหันไปใช้ไม้ไหน
ตอนนี้เองที่ซือฉุยเริ่มร้องไห้โฮพรูใหญ่ปากเล็ก ๆ ของนางกำลังตัดพ้ออะไรบางอย่าง ซึ่งไม่มีใจความสำคัญใด ๆที่เกี่ยวข้องกับการหายไปของม้าเฟิงเฮยเลยสักนิด แต่แปลกไปอย่าง ที่เหวินวั่งซูดันเผลอเงี่ยหูฟังสิ่งที่นางพูดอย่างตั้งใจ…
ซือฉุยเล่าทั้งน้ำตาว่าหนึ่งเดือนก่อนมารดาของนางหายตัวไป ทุกเช้าจะเดินไปดักรอหน้าหมู่บ้านคิดว่าท่านแม่อาจกลับมาหาซือฉุย แต่วันแล้ววันเล่าท่านแม่ไม่กลับมาเสียทีท่านลุงจึงขายซือฉุยให้พ่อค้าทาส พวกเขาซื้อซือฉุยมาในราคาห้าสิบตำลึงแต่พามาขายต่อที่หัวเมืองซานลู่ในราคาหนึ่งตำลึงทอง
ซือฉุยไม่อยากเป็ทาสของใครซือฉุยคิดถึงท่านแม่…
ในตอนนั้นซือฉุยใช้อาวุธลับที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้จัดการกับพ่อค้าทาสหน้าเืซือฉุยจึงหนีเอาตัวรอดมาได้ ทว่าป้อมปราการหัวเมืองซานลู่กว้างใหญ่เกินไปเดินเท้ามาตลอดวัน ทั้งเหนื่อย ทั้งหิวสุดท้ายซือฉุยต้องแอบซุกหัวนอนอยู่ในคอกเก็บฟางของโรงม้าเมิ่งเข่อชั่วคราว
น้ำตาก้อนกลมขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวมันเรียกคะแนนสงสารจากเหวินวั่งซูได้เป็อย่างดี ลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่ใจอ่อนสุดท้ายก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ผู้บัญชาการหนุ่มตงิดใจอยู่อย่างหนึ่งเหตุใดพูดถึงแค่มารดา แล้วบิดาของนางเล่า หายหัวไปไหน?
“บิดาของเ้าเล่า”
ยังไม่ทันได้ตอบคำถามซือฉุยไอโครกสำลักก้อนสะอื้นรุนแรงเห็นเช่นนี้ผู้บัญชาการหนุ่มจึงกล้าละทิ้งมาดเย่อหยิ่งแล้ววาดลำแขนลงไปหอบร่างอ้วนขึ้นพาดบ่า พร้อมออกเสียง ‘ชู้ว’ โดยสัญชาตญาณ
ทันทีที่ฝ่ามือหยาบลูบปลอบกลางแผ่นหลังเด็กหญิงวัยสี่ขวบแหมะหัวทุยเกยอยู่บนหัวไหล่ของท่านลุงใต้เท้าเหวินราวสนิทสนมกันมานาน
นางพยายามพูดถึงบิดาของตัวเองด้วยน้ำเสียงแ่เบานี่เป็ครั้งแรกที่ทำให้เหวินวั่งซูััได้ว่าซือฉุยไม่ได้น่าชังอย่างที่คิด