สองสามวันต่อมา
ท้องฟ้าเหนือผืนป่าดงดิบทึบมืดมิดสนิทในยามค่ำคืน ก่อนที่เสียงคำรามกึกก้องของพายุฝนจะโหมกระหน่ำซัดลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เม็ดฝนเม็ดใหญ่โถมซัดผ่านเรือนยอดไม้สูงตระหง่านทะลุทะลวงผ่านใบตองตึงและกิ่งไม้แห้งที่ช่วยกันทำเป็เพิงพักชั่วคราว เกิดเสียงกระทบอันดังสนั่นของหยาดน้ำฝนที่กระหน่ำซัดลงบนใบไม้ใบตองกว้างจนดังระรัวเคล้ากับเสียงกิ่งไม้แห้งหักเป๊าะแป๊ะจากแรงลมพายุ สายน้ำเย็นเฉียบไหลซึมผ่านรอยต่อของหลังคารั่วหยดลงมาโดนไหล่และพื้นดินจนเฉอะแฉะ ส่งกลิ่นอับชื้นของดินโคลนและซากใบไม้เน่าลอยคละคลุ้งไปทั่ว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านเข้ากระดูกดำ ทุกคนในค่ายพักพากันขดตัวซุกเข้าหากันเพื่อหาไออุ่น
เนื่องจากฝนตกชุกติดต่อกันมา 2-3 วันจึงทำให้ทุกคนไม่ได้ออกไปเก็บของป่าและเหล่าผู้ชายก็ไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ทำได้เพียงต่อเติมที่พักกันฝนและก่อไฟในร่มเพื่อให้ไออุ่นกลับกินของที่เหลือประทังชีวิตไปวันๆ
ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่กัดกินผิวเนื้อ เด็กๆ หลายคนเริ่มสั่นสะท้านจนริมฝีปากเขียวคล้ำ ศศิวิมลจึงรีบจัดการแบ่งปันเสบียงก้อนสุดท้ายที่เหลือติดย่ามออกมาอย่างเป็ระเบียบ เธอส่งมันฝรั่งต้มหัวเล็กๆ และเศษข้าวเหนียวแห้งๆ ให้เด็กๆ ได้กินประทังความหิวโหยก่อนเป็อันดับแรก ตามด้วยการส่งส่วนแบ่งที่เหลือให้คนแก่ในกลุ่มอย่างยายฟักและผู้สูงอายุคนอื่นๆ ได้เคี้ยวกลืนประคองสังขาร ก่อนจะแบ่งปันเศษอาหารชิ้นสุดท้ายให้กับผู้หญิงในค่ายได้กินรองท้อง และส่วนน้อยนิดที่เหลือจึงตกถึงมือของพวกผู้ชายฉกรรจ์ที่ต้องเสียสละอดมื้อกินมื้อเพื่อให้เด็กและคนแก่ได้อิ่มท้องก่อน
ศศิวิมลขยับกายถอยร่นเข้าไปชิดมุมด้านในสุดของเพิงพักอันคับแคบ เนื้อตัวของเธอกำลังสั่นเทาจากความหนาวเหน็บ เสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีครามที่เปียกชุ่มไปด้วยละอองฝนแนบติดสนิทกับทรวดทรงอวบอิ่ม เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าและทรวงอกเต่งตึงเปรี๊ยะที่นูนเด่นชัดเจน ทารกน้อยในอ้อมแขนส่งเสียงร้องออเซาะด้วยความหนาวและหิวโหย เธอก้มลงโอบกอดลูกน้อยแนบอก พร้อมกับใช้ผ้าไหมทอผืนเก่าที่พอจะแห้งอยู่บ้างมาห่อหุ้มร่างเล็กไว้เพื่อกันลมหนาวที่พัดกรรโชกเข้ามาตามช่องว่างของฝาไม้ไผ่ขัดแตะ
ในมุมมืดอีกด้านหนึ่งของเพิงพัก ยายฟักหญิงชราผู้มีร่างกายผอมแห้งแรงน้อยเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว กำลังนอนตัวสั่นเทาด้วยความหิวโซและพิษไข้ ริมฝีปากที่แห้งผากซีดเซียวขยับพึมพำด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง ดวงตาฝ้าฟางบ่งบอกว่าสังขารของแกแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงจะต้านทานความหนาวเหน็บและความอดอยากในคืนนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
ศศิวิมลเหลียวไปเห็นอาการย่ำแย่ของหญิงชรา หัวใจของเธอกำเนิดความเวทนาสงสารขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง ทารกน้อยเพิ่งจะดูดนมจนอิ่มและหลับตาพริ้มไปแล้ว ทว่าทรวงอกอวบอิ่มของเธอกลับยังคงเต่งตึงเปรี๊ยะเต็มไปด้วยน้ำนมรสหวานล้นทะลัก ด้วยสัญชาตญาณความเป็แม่และจิตใจอันงดงาม ศศิวิมลจึงตัดสินใจขยับกายเข้าไปใกล้ร่างที่นอนซูบผอมของยายฟัก
"ยายฟักจ๋า... ลุกขึ้นมาดื่มอะไรรองท้องก่อนนะจ๊ะ จะได้มีแรงสู้กับความหนาวนี้" ศศิวิมลเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางประคองร่างผอมแห้งของหญิงชราให้พิงกับอกของตน
ยายฟักลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองเห็นน้ำนมสีขาวขุ่นที่เอ่อล้นจากเต้าอวบอิ่มของหญิงสาว ด้วยความหิวโหยที่กัดกินลำไส้มาหลายวัน หญิงชราจึงอ้าปากดูดกลืนน้ำนมจากเต้าของศศิวิมลด้วยความกระหาย รสชาติอันหอมหวานละมุนละไมไหลผ่านลำคอแห้งผาก ช่วยต่อลมหายใจและคืนเรี่ยวแรงให้ร่างที่ผอมแห้งได้มีความอบอุ่นขึ้นมาทีละน้อย
ห่างออกไปจากมุมนั้นไม่ไกลนัก ท่ามกลางแสงสลัวจากกองไฟ นายก้อนและนายมั่นที่กำลังนั่งกอดเข่าผิงไฟอยู่บังเอิญหันมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีจากระยะไกล ผ่านม่านละอองฝนที่โปรยปราย สองหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงันจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ภาพที่นางพญาแห่งค่ายพักกำลังโอบกอดหญิงชราและเปิดเต้าอวบอิ่มให้ดูดกินเพื่อประทับชีวิต สะท้อนเข้าสู่โสตประสาทและสายตา ทำให้เืในกายของหนุ่มฉกรรจ์ทั้งสองพุ่งพล่านแล่นแปล๊บไปทั่วร่างอย่างรุนแรง ลมหายใจติดขัดจนกางเกงผ้าฝ้ายเนื้อหนาที่เปียกชุ่มรู้สึกตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันทีด้วยความปรารถนาอันร้อนรุ่มที่ถูกจุดประกายท่ามกลางคืนอันหนาวเหน็บและเสียงฝนกระหน่ำ