“คุณหนูจะบอกว่า ยามนี้อยู่ในตระกูลไป๋แม้จะดื่มยามากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ เื่นี้บ่าวคิดไม่ถึงมาก่อน ว่าคุณหนูแท้ที่จริงซูบผอมลงมากเช่นนี้…”
เอ่อ
กู้หวาจิงได้ยินคำพูดนั้นก็ใช้มือไปลูบแก้มไปมาโดยไม่รู้ตัว ‘ก็ไม่ซูบนี่’ นางรู้สึกพึงพอใจกับตนเอง
เมื่อพูดถึงรูปลักษณ์ใหม่ของนางในยามนี้ กู้หวาจิงก็รู้สึกพออกพอใจมาก
ภายในห้องมีคันฉ่องบานหนึ่ง ครั้งแรกที่กู้หวาจิงหันไปมองตัวเอง นางเป็ต้องตกอกใ ในคันฉ่องบานนั้นปรากฏเงาร่างของสตรีรูปงามดูมีน้ำมีนวลน่าทะนุถนอมนางหนึ่ง ที่ก่อนหน้านี้เกือบจะต้องตายอย่างทรมาน
แม้ว่าจะแต่งงานออกเหย้าออกเรือนไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าสตรีผู้นี้ผ่านโลกมามากมายแม้แต่น้อย ถึงจะดูป่วยซีดเซียวอยู่บ้าง แต่ก็ยังดูอ่อนโยนและบอบบางกว่าคนทั่วไป
รูปหน้าเรียวสวย ดวงตากลมโต ปากอวบอิ่ม และคิ้วเข้มคู่นั้น...
กู้หวาจิงคิดว่าคำว่าสวยงามทุกคำที่นำมาพรรณนานี้ไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย เป็สตรีที่งามเฉิดฉายประดุจหยก และพราวไปด้วยเสน่ห์ล้นเหลือ
รูปร่างหน้าตาสะสวยเช่นนี้ไปแห่งไหนก็ย่อมมีผู้คนชมชอบ อีกทั้งยังเพียบพร้อมด้วยฐานะของตระกูลกู้ที่มั่นคงและสูงศักดิ์ ก่อนหน้านี้กู้หวาจิงผู้นั้นเสียสติอะไรถึงได้ไปมีใจให้กับไป๋หลิงเทียนที่คอยดูถูกดูแคลนนางกัน
ช่างมีตาแต่ไร้แววเสียจริง ดีแล้วที่นางมาเกิดใหม่!
ในขณะที่กู้หวาจิงกำลังรอคอยข่าวคราวจากตระกูลกู้ นางก็เริ่มคิดใคร่ครวญถึงชีวิตในวันข้างหน้า
นางไม่ได้มีเป้าหมายยาวไกล เพียงแค่อยากมีชีวิตที่สงบและอิสรเสรี รอจนกว่าเื่แต่งงานนี้จบลง สินสอดทองหมั้นเดิมของฝ่ายเ้าสาวกลับมา การเสาะแสวงหาเป้าหมายในชีวิตของนางก็เกือบจะสมบูรณ์
ในชีวิตที่เหลือ นางจะมีความสุขอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในชีวิตที่แสนสั้นนี้ คอยชื่นชมบุรุษและอิสตรีรูปงามในยุคโบราณ ให้องครักษ์ฝีมือดีสักแปดนายสิบนายมาคุ้มครองตน ในทุกวันเฝ้าเรียนรู้ประเพณีการใช้ชีวิตของคนสมัยโบราณ และไปยังทุกแห่งหนที่สามารถไปได้...
แค่ลองคิดดูนางก็แทบอดใจไม่ไหว!
เพียงแค่คิดน้ำลายก็เกือบไหล ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนจะมีเสียงเอะอะเกิดขึ้นด้านนอก
หรือจะเป็คนของตระกูลกู้
กู้หวาจิงรู้สึกตื่นเต้น คิดว่าเป้าหมายที่วาดฝันไว้ของตนเองใกล้เข้ามาอีกก้าวหนึ่ง
แต่เมื่อลองฟังดูอีกครา เหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ เสียงของเถียนหมอมอราวกับพยายามห้ามบางอย่างไว้
กู้หวาจิงล้มตัวลงนอนในทันทีทำท่าทางป่วยอีกครั้ง เมื่อนางนำผ้าห่มมาคลุมปิดร่างกายเรียบร้อย ประตูก็ถูกดึงออกสุดแรง
“คุณหนูสี่กู้ คุณหนูสี่กู้! ฮูหยินผู้เฒ่าให้ข้ามาเชิญท่าน”
น้ำเสียงดังก้องนี้ไม่รักษากิริยาแม้แต่น้อย กู้หวาจิงพยายามนึกภาพสตรีหน้าตาใจร้ายขณะที่นอนหลับตาอยู่
“อะไรกัน นี่มันกี่ยามแล้ว เหตุใดคุณหนูสี่กู้ยังคงนอนอยู่อีก เร็วเถอะ ยังไม่ให้คนมาช่วยเปลี่ยนอาภรณ์อีกรึ”
“เฉียนเหวินเจีย ยามนี้คุณหนูของข้ายังป่วยอยู่ พวกเ้าไม่แม้แต่จะเชิญหมอมารักษา ยาที่ท่านดื่มทุกวันก็ทำให้ท่านหลับๆ ตื่นๆ เมื่อตื่นขึ้นมาก็มึนงง พวกเ้าคิดจะทำอันใดกันแน่!”
“ทำอันใดเล่า ฮูหยินผู้เฒ่าให้ข้ามาเชิญนางไปพบ เ้าว่าข้าจะทำอันใดล่ะ ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าจะดีขึ้นแล้วหรอกรึ แต่ยังนอนอยู่ที่นี่แสร้งทำตนน่าสงสาร ไม่ทำการทำงาน ฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเราในใจใสกระจ่างดุจคันฉ่อง ท่านมองออกว่าผู้ใดแสร้งทำหรือไม่แสร้งทำ”
“ผู้ใดแสร้งทำตัวน่าสงสารกัน! คุณหนูของข้าเดิมทีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่ต้องมาทนทรมานเช่นนี้ ยังต้องแสร้งทำตัวน่าสงสารอีกหรือ! นั่นเป็เพราะพวกเ้ารังแกพวกข้าเกินไปนัก!”
“จุ๊จุ๊ ประโยคนี้อีกแล้วรึ ข้าว่านะเถียนหมอมอ เ้าคงไม่มีประโยคอื่นจะกล่าวแล้วสินะ”
น้ำเสียงกระด้างราวกับกำลังเยาะเย้ยถากถางเถียนหมอมอ ทันใดนั้นนางก็ตะคอกออกมา “มัวยืนงงอะไรกันอยู่! ยังไม่รีบให้คนมาประคองให้นางลุกขึ้นอีก!”
กู้หวาจิงยังคงหลับตาสนิท สมองประมวลความคิดไปมารวดเร็ว
ดูท่าวันนี้นางคงเลี่ยงไม่ได้สินะ
‘คนในตระกูลไป๋ช่างไม่มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเลยจริงๆ ตัวข้ายังป่วยอยู่แบบนี้แท้ๆ เหตุใดจึงอดทนกันหน่อยไม่ได้’
กู้หวาจิงไม่อยากให้มือของบรรดาสาวใช้ััโดนกาย ก่อนที่มือของพวกนางจะแตะถึงตัว นางจึงลืมตาขึ้นช้าๆ
คิ้วคู่งามค่อยๆ เลิกขึ้น ั์ตาพร่ามัวเลือนรางเล็กน้อย เมื่อความเลือนรางหายไป นางก็มองเห็นบรรดาสาวใช้ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ใบหน้าเรียบเฉยทำให้บรรดาสาวใช้ทยอยหยุดมือลง
“อ้าว คุณหนูสี่กู้ตื่นเสียที! ต้องกล่าวได้ว่าช่างประจวบเหมาะเสียจริง ฮูหยินผู้เฒ่าให้ข้ามาเชิญท่าน ท่านก็ตื่นในทันที ช่างเป็เื่ที่ดีแก่พวกข้าบ่าวรับใช้เสียจริง”
นี่เป็ครั้งแรก ที่กู้หวาจิงพบกับเฉียนเหวินเจีย ครั้งก่อนหน้านี้นางเป็ลมหมดสติไปเสียก่อนจงไม่มีโอกาสได้เห็น ตอนนี้เมื่อเห็นแล้ว จึงได้เข้าใจกระจ่างถึงประโยคที่ว่า “ลักษณะของคนเกิดจากจิตใจหนุนส่งออกมา” ประโยคนี้ไม่ได้กล่าวเกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย
เถียนหมอมอถูกปล่อยตัวก็รีบพุ่งเข้าหานางในทันที “คุณหนู คุณหนูเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
กู้หวาจิงรู้สึกปลอดภัย เถียนหมอมอเป็คนที่สามารถพึ่งพาได้อย่างมากในสถานการณ์นี้ นางแสดงออกมาได้ไม่มีท่าทางพิรุธแม้แต่น้อย
กู้หวาจิงเม้มริมฝีปากและยื่นมือออกมาค่อยๆ ชี้นิ้วไปยังชาที่วางอยู่บนโต๊ะ เถียนหมอมอมองไปตามนิ้วมือของนาง ก็เข้าใจสิ่งที่กู้หวาจิง้าจะบอกทันที
“พวกเ้าถอยไป คุณหนู้าดื่มน้ำ”
เถียนหมอมอรินน้ำชาจอกหนึ่งส่งให้นาง นางปรนนิบัติกู้หวาจิง อย่างเอาใจใส่ และยังอธิบายเื่ราวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงเบาๆ อีกครา “ฮูหยินผู้เฒ่าให้เฉียนเหวินเจีย มาเชิญท่านไปยังเรือนใหญ่เ้าค่ะ สุขภาพของท่านดีขึ้นแล้วหรือไม่เ้าค่ะ ยังปวดศีรษะหรือไม่ สามารถเดินได้หรือยังเ้าค่ะ”
“นี่ ข้าบอกว่าตื่นแล้วยังมิพออีกหรือ เหตุใดถึงได้มากความเช่นนี้”
เฉียนหมอมอเหลือบมองด้วยความรำคาญ นางมองไปยังกู้หวาจิงด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย “คุณหนูสี่กู้ ในเมื่อตื่นแล้ว เช่นนั้นพวกเราไปกันเถิด อย่าให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องรอนาน ภายในเรือนคุณชายรองของพวกเรา ปรกติแล้วท่านได้ชื่อว่าเป็ผู้ที่กตัญญูกตเวทีมากที่สุด ท่านว่านั่นจริงหรือไม่เ้าคะ”
กู้หวาจิงไม่ได้ตอบกลับไปแม้แต่ประโยคเดียว นางมองอีกฝ่ายเงียบๆ มองจนหลังคอของเฉียนหมอมอขนลุก จนในที่สุดกู้หวาจิงจึงพยักหน้าน้อยๆ
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9