บทที่106
การต่อสู้บนหลังคา(2)
การโจมตีเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วกระบี่เหินเล่มนั้นนำมังกรหลับพรุ่งตรงหลบร่างกายของเด็กหญิงผู้นั้นที่ถูกใช้เป็นโล่กำบังพุ่งเข้าไปเชิญเข้าที่บริเวณแขนข้างขวาของชายผู้นั้นที่กำลังยกร่างของนางเป็นโล่กำบังอยู่
เขาโจมตีสำเร็จบาดแผลปรากฏขึ้นบริเวณแขนของมันเป็นรอยฟันกระบี่ขนาดใหญ่มันต้องทำการปล่อยร่างของเด็กหญิงที่มันถือเอาไว้ลงไปกับพื้นส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
แล้วก็ทำการยกฝ่ามือของตัวเองขึ้นมาจับบริเวณบาดแผลที่แขนของตนเองเอาไว้
โลหิตสีแดงไหลออกมาเป็นจำนวนมากคนผู้นั้นมันจ้องมองบาดแผลของตนเองอย่างเจ็บปวดแล้วก็โกรธแค้นกับผู้ที่อยู่ด้านหน้า
ลู่หยางหลังจากที่โจมตีได้หนึ่งครั้งตัวของเขาทำการเปิดการโจมตีทางไปในทันทีเขาได้ใช้นิ้วมือของตนเองบังคับกระบี่ของเขาที่เพิ่งโจมตีมันไปให้ผู้กำกับมาและโจมตีเข้าที่มันอีกครั้ง
แต่ว่าครั้งนี้มันไม่ง่ายเช่นนั้นคนผู้นั้นหันหลังกลับมามันใช้ฝ่ามือของตนเองควบแน่นลมปราณอัดกระแทกเข้าไปที่กระบี่ทำให้กระบี่ของเขากระเด็นถอยหลัง
ลู่หยางแสดงใบหน้าเสียดายแต่ในขณะที่คนพวกนั้นทำการหันกลับไปรับการโจมตีกระบี่หารู้ไม่ว่ามีคนผู้นึงพุ่งทะยานเข้ามาจากด้านข้างของมัน
มันสามารถสัมผัสได้รีบหันกลับไปมองอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนกตกใจ
เมื่อมันทำการหันไปมองด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนกตกใจตัวของมันก็มองเห็นผู้ที่พุ่งทะยานเข้ามาจากทางด้านข้างของมันในยามนี้
คนที่พุ่งทะยานเข้ามาจากทางด้านข้างคือสตรีที่สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงหลังจากที่จัดการกับคู่ต่อสู้ของตนเองได้สำเร็จนางก็รีบพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
มันผนวกเหมาะกับโอกาสที่มันเปิดให้นางเห็นพอดีเลยใช้ฝ่ามือของตนเองเข้าไปที่หน้าอกของมันอย่างเต็มแรง
ฝ่ามือของยอดฝีมือที่มีลมปราณขั้นที่หนึ่งหาใช่ฝ่ามือธรรมดาไม่เพียงแค่แชทเข้าไปดูที่หน้าอกอย่างเต็มแรงคนผู้นั้นกระอักโลหิตออกมาเป็นจำนวนมากร่างของมันกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตรก่อนที่จะตกจากหลังคาไป
ลู่หยางมองเช่นนั้นรู้สึกตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมากแถมยังรู้สึกตกตะลึงกับพละกำลังของนาง
หลังจากที่รักษาอาการกับเขาไปดูเหมือนว่าร่างกายของนางมันจะฟื้นตัวขึ้นแล้วก็มีพละกำลังมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
แต่ตอนนี้การโจมตีของนางเพียงแค่ฝามือเดียวลมปราณสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณเข้าที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ฝึกฝนพลังยุทธ์และพลังลมปราณสามารถสัมผัสได้ถึงลมปราณจากฝ่ามือของนางอันแข็งแกร่งนั้นได้ในทันที
ลู่หยางเขารู้ได้ในทันทีว่าฝีมือของนางในตอนนี้ถ้าเขาอยากจะเทียบเทียมน้ำได้คงจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยก็หลายปี
เขาเพิ่งเริ่มฝึกฝนวรยุทธได้ไม่นานแต่ว่าสิ่งที่ตัวของเขาได้ยินจากการสอบถามผู้คนมากมายมาได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่เช่นนางใช้ชีวิตอยู่ภายในสมรภูมิมาตั้งแต่อายุสิบต้นๆต่อสู้มามากมาย
เพราะแบบนั้นการที่จะสามารถเทียบกับงานได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆตอนนี้ร่างกายของนางหายดีพละกำลังเองก็เต็มร้อยเพียงแค่ฝ่ามือเดียวถึงกับทำให้คนผู้นั้นก็หักโลหิตออกมา
มองดูแล้วถ้าเขาโดนฝ่ามือนั้นเข้าไปร่างกายของเขาเองก็คงจะมีสภาพไม่ต่างกับมัน
ใบหน้าของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความตกตะลึงดวงตาหันกลับไปมองที่บริเวณคู่ต่อสู้ของนางที่นางทำการต่อสู้กับมันก่อนหน้านี้
เมื่อเขาหันกลับไปมองที่คู่ต่อสู้ของนางเขามองเห็นว่าคู่ต่อสู้ของนางที่เป็นชายฉกรรจ์ร่างกายใหญ่โตลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นในทางต่อสู้เรียบร้อยแล้ว
ไป๋เฟิ่งใช้ใบหน้าที่เรียบเฉยหันกลับมามองที่เขาอย่างรวดเร็วและก็ทำการกล่าวขึ้น“ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ”
ลู่หยางเขาแสดงใบหน้าฉงนก่อนที่จะใช้นิ้วมือของตนเองชี้ตรงไปที่จุดที่สตูก่อนหน้านี้ตกไปและกล่าวขึ้น“ ไปนำตัวมันมาก่อนดีหรือไม่ ”
ไป๋เฟิ่งส่ายใบหน้าของตนเองไปมาจากนั้นก็ตอบกลับไป“ ไม่จำเป็นคนผู้นั้นหนีไปเรียบร้อยแล้ว ”
“ หนีไปแล้วเหตุใดเจ้าถึงยังใจเย็นอยู่เช่นนี้ ”เขารู้สึกประหลาดใจกับความสงบนิ่งของนางถึงแม้ว่านางนั้นจะได้รู้ว่าศัตรูของนางก่อนหน้านี้ที่นางใช้ฝ่ามือซัดเข้าไปที่มันหนีไปได้แต่นางเองก็ยังคงสงบนิ่ง
“ คนผู้นั้นหนีไปก็ไม่ได้มีผลอะไรถึงอย่างไรข้าเองก็สามารถจับตัวได้หนึ่งคน”การใช้ดวงตาที่เรียบเฉยของตัวเองหันกลับไปมองบริเวณด้านหลังในตอนนี้มองตรงไปที่ร่างของคนที่นางสามารถจัดการได้ก่อนหน้านี้ที่นอนจมกองเลือดอยู่
เมื่อได้ยินความคิดของนางเช่นนั้นเขายกมือขึ้นมาลูบศีรษะของตนเองก่อนที่จะตอบกลับไป“ ถ้าถามว่ามาที่สถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรก็คงจะตามเจ้ามาละมั้ง ”
“ ก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังเดินทางกลับไปที่จวนของคุณชายเว่ยในตอนนั้นตอนที่เดินอยู่บนถนนมองเห็นเจ้ากำลังกระโดดไปมาอยู่บริเวณด้านบนหลังคาราวกับว่ากำลังไล่ตามบางอย่างอยู่ข้างเลยรีบวิ่งตามมาเพราะเกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“ และดูเหมือนว่ามันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆสินะเหตุใดสถานการณ์ถึงเป็นเช่นนี้ได้แม่ทัพใหญ่เช่นเจ้าเหตุใดถึงไม่อยู่สถานที่แห่งนี้เพียงคนเดียวไม่มีทหารติดตาม”ลู่หยางรู้สึกประหลาดใจกับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในตอนนี้เขาใช้ดวงตาของตัวเองกวาดไปมองพื้นที่บริเวณรอบๆอย่างฉงน
สถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในตอนนี้กล่าวว่ามันเองก็ให้สถานการณ์ที่เขาไม่คาดคิดด้วยเช่นเดียวกัน
ในตอนแรกเขาคิดว่านางน่าจะไล่ตามบางอย่างอยู่แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพวกกลุ่มโจรลักพาตัวเด็กที่มีฝีมือร้ายกาจเช่นนี้
“ เจ้าพวกนี้มันอันใดกันพวกกลุ่มโจรลักพาตัวเด็กอย่างนั้นหรือ? ”
ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไปแต่ว่านางก็พูดเสริมขึ้นมา“ ไม่ใช่โจรธรรมดาทั่วไปดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนของผู้ใดสักคนนึงพวกมันมีระดับกลยุทธ์ที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้หายไข้จนทั่วไปไม่”
ในตอนนี้นางก็รู้ได้ทันทีว่าพวกที่นางได้ทำการปะทะด้วยและเป็นพวกที่ทำการจับตัวพวกเด็กๆภายในเมืองไปมันหาใช่คนธรรมดาไม่
เจ้าคนพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีฝีมือพวกมันมีวรยุทธติดตัวของตนเองแถมระดับฝีมือของมันเองก็อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาเพราะแบบนั้นจะเรียกมันว่าเป็นคนธรรมดาอย่างไร
คนพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ฝึกฝนวรยุทธน่าจะรับใช้ใครสักคนนึงที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก
“ เพราะฉะนั้นเจ้าจะเอาอย่างไรต่อในเมื่อรู้แล้วว่าเจ้าพวกนี้ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป?”
“ เรื่องนี้กองทัพจะเป็นคนจัดการเองคนพวกนี้น่าจะมีจุดประสงค์บางอย่างและก็น่าจะมีจุดที่พวกมันกระทำเรื่องนี้ไปด้วยเหตุอันใดด้วยในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเด็กภายในเมืองหายไปร่วมร้อยคนข้าจำเป็นจะต้องตามหาให้เจอ ”
ลู่หยางหลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วมองไปที่ใบหน้าของนางที่ตอนนี้กำลังแสดงใบหน้าจริงจังเขาก็สงบใจแล้วก็พยักหน้า
ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเหลือบไปมองเห็นบริเวณด้านบนศีรษะของนางที่มีปิ่นปักผมของเขาปักอยู่
เมื่อมองเห็นปิ่นสีเงินที่เรืองแสงด้วยอัญมณีสีแดงเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวชม“ ปิ่นนั่นดูเข้ากับเจ้าเป็นอย่างมาก ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางสัมผัสใบหน้าของตัวเองหนีไปอีกทางนึงมันบ่งบอกว่าตอนนี้นางไม่ได้มีท่าทางด้านชากับบุรุษที่อยู่ด้านหน้าอีกแล้วแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่พวกเขาพบกันที่เมืองตี้หนาน
ในตอนนี้นางดูมีปฏิกิริยาตอบรับที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดดูแล้วน่าจะเขินอายกับถ้อยคำที่เขาทำการกล่าวออกมาแต่ว่าไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาจากบนใบหน้าอย่างชัดเจน
เรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นได้ผ่านพ้นไป
หลังจากที่ทำการช่วยเด็กน้อยผู้นั้นได้สำเร็จทั้งสองก็ได้เดินไปส่งเด็กน้อยผู้นั้นถึงบ้านของนางที่มันอยู่ห่างไกลออกไปจากจุดนี้ไม่มากนัก
เมื่อได้เดินไปส่งงานเสร็จเรียบร้อยก็ได้เรียกพวกทหารภายในกองทัพมาคุมตัวคนที่นั่งสามารถจับได้กลับไปสอบสวน
หลังจากนั้นทั้งสองก็มีเวลาอยู่เล็กน้อยในการเดินสนทนาการทั้งสองสนทนากันในยามราตรีบนถนนที่เงียบงานอีกแล้วหลังจากที่สนทนาไปเดินไปอยู่สักพักทั้งสองก็ได้แยกจากกันบนถนนเส้นหนึ่งที่เป็นทางตัดผ่านระหว่างที่อยู่อาศัยของพวกเขา
…
ในวันถัดมา
ไป๋เฟิ่งนั่งอยู่ภายในห้องทำงานของตนเองในเขตกองทัพจัดการกับเอกสารมากมายของตนที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
ในขณะที่นางกำลังนั่งขะมักเขม้นกับงานที่ตนเองจำเป็นจะต้องทำอยู่นั้นเสียงฝีเท้าย่างกายมุ่งตรงเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว
มันทำการพุ่งทะยานเข้ามาด้านในคนผู้นั้นก็คือทหารภายในกองทัพที่เป็นคนส่งข่าว
เมื่อมันวิ่งเข้ามามันก็ได้นำเอาเอกสารบางอย่างที่เป็นม้วนกระดาษนำมามอบให้กับท่านแม่ทัพของมันที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
ไป๋เฟิ่งใช้มือของตนเองยื่นไปรับม้วนกระดาษนั้นเอาไว้ก่อนที่จะดึงมันกลับมาแล้วก็ใช้ดวงตาของตนเองอ่านดู
เมื่อเขาใช้ดวงตาของตนเองมองและอ่านดูก็มองเห็นว่าภายในนั้นมันคือคำรายงานของพวกทหารที่ทำการสอบปากคำนักโทษที่สามารถจับตัวมาได้
นางนั่งสงบนิ่งใช้ดวงตาของตนเองอ่านมันอย่างละเอียดใบหน้าของนางดูเรียบเฉยเย็นชาไม่ได้แสดงท่าทางผิดแปลกอันใด
หลังจากที่อ่านมันอยู่สักพักใหญ่ๆนางก็ได้ปิดม้วนกระดาษนั้นลงจ้องมองไปที่สถานที่อยู่เบื้องหน้า“ คนผู้นั้นตอนนี้อยู่ที่ใด.. ”
ทหารที่กำลังอยู่เบื้องหน้าก้มศีรษะของตนเองลงเล็กน้อยกล่าวรายงานกับแม่ทัพ“ ภายในคุกขอรับ ”
นางรีบทำการลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและก็กล่าวกับทหารผู้นั้น“ นำทางไปถ้าจะไปพบมัน ”
“ ขอรับ!!! ”
ไป๋เฟิ่งมุ่งตรงไปยังคุกหลวง
จบบท