ย่าเฒ่าหันกลับมาเหลือบมองหยางหลิ่วด้วยรอยยิ้มเสมือนไม่ยิ้ม “บ่าวรับใช้สุนัขตัวนี้ไปตามตัวช่วยมาอย่างนั้นหรือ?บอกตามตรงนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกเราถึงจะเป็นผู้ใหญ่บ้านก็จัดการไม่ได้!”
“พวกเจ้ามันเอาเปรียบกันเกินไป!” นางซูชี้ไปที่เย่ฝูหรงพลางกัดฟันกรอด“บุตรชายของข้าหวังดีชั่วขณะก็ถูกเจ้าคนไร้ยางอายคนนี้เกาะติดหากมีครั้งหน้า แม้จะตายอยู่ตรงหน้าพวกเราก็จะไม่สนใจอีกแล้ว!”
“เจ้ากำลังแช่งใครให้ไปตาย?” เถาอี๋เหนียงดึงเย่ฝูหรงมาปกป้องไว้ด้านหลังยิ้มเยาะพลางเอ่ยว่า “ขอแนะนำให้เจ้ารีบจ่ายเงินค่ายามาเสียอย่ามาอาศัยว่าตนเองซื้อบ่าวรับใช้มาหนึ่งคนแล้วจะรังแกพวกเราได้เลยไม่มีทางเสียหรอก!”
หยางหลิ่วเป็นคนใจร้อนได้ยินเช่นนี้ก็อยากจะลงมือตีคน แต่ในที่สุดก็ยังคงจำคำเตือนของเย่ชิงชิงไว้ได้จึงอดทนไม่ลงมือ หากลงมือตีคนก่อน ต่อให้มีเหตุผลก็จะกลายเป็นไม่มีเหตุผลไป
อวี๋ต้ากุ้ยไม่พูดมากกับสตรีพวกนี้เขากลับจ้องมองเย่เจียอวี้พลางกล่าวว่า “เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวแต่กลับคุมภรรยาและมารดาของตนไม่ได้หรือ?”
หลังจากนางซูถูกหย่าขาดจากตระกูลเถาอี๋เหนียงก็ได้รับการยกย่องให้เป็นภรรยาหลวงทันที ดังนั้นคำว่า‘ภรรยา’ นี้จึงไม่ผิด
เย่เจียอวี้เหลือบมองย่าเฒ่าพลางอธิบายว่า “ผู้ใหญ่บ้านอย่าเพิ่งเข้าข้างพวกเขาท่านรู้ดีว่าพวกเรามีความขัดแย้งกันมาตลอด ดูสิหน้าของลูกสาวข้าแดงก่ำเช่นนี้นี่แหละคือถูกพวกเขารังแก! แถมยังกล้าเผาผมแล้วโทษว่าเป็นฝีมือเทพธิดาอวี่ฮวาอีก”
“เผาผมแล้วโทษว่าเทพธิดาอวี่ฮวาเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ?” เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมามองเย่ฝูหรงที่เงียบไม่ตอบโต้อยู่ตลอดว่า “เย่ฝูหรงเจ้าแน่ใจนะ?”
เย่ฝูหรงเม้มปากหันหน้าหนีไม่แสดงอาการหรือพูดตอบโต้ดูท่าทางว่าก่อนออกเดินทางถูกเถาอวิ๋นกำชับมาเป็นอย่างดีว่าห้ามพูดอะไรตามอำเภอใจ
“พอแล้ว กลับไปได้แล้ว” อวี๋ต้ากุ้ยโบกมือพลางกล่าวว่า“อย่าได้ก่อความวุ่นวายทุกวันเช่นนี้ สร้างเรื่องใหญ่โตขนาดนี้แม้จะเป็นเรื่องภายในครอบครัว ข้าก็ต้องสอบถาม”
พวกเขายังไม่ได้รับเงินเลยจะยอมแพ้ได้อย่างไร? ย่าเฒ่าเท้าไม้เท้ากำลังจะอ้าปากพูดอวี๋ต้ากุ้ยเหลือบมองไปพลางกล่าวว่า “อ้างถึงเทพธิดาอวี่ฮวาควรจะระวังคำพูดให้ดี”
เย่เจียอวี้ประคองย่าเฒ่าแล้วบอกให้นางหยุดเพียงเท่านี้เพราะพวกเขายังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านเถียนซินต่อไปไม่จำเป็นต้องสร้างความขุ่นเคืองกับผู้ใหญ่บ้านต่อหน้า
ย่าเฒ่าก็เข้าใจในเรื่องนี้จึงค่อยๆ ยิ้มให้นางซูช้าๆ “ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับก่อนนะบอกเจ้าไว้ก่อน ซูเฉียว เรื่องนี้มันยังไม่จบง่ายๆ หรอก~”
อย่างไรเสียบ้านหลังน้อยของพวกเขาก็อยู่ที่นี่พระหนีไปได้ แต่วัดหนีไปไหนไม่ได้หรอก
หลังจากคนสกุลเย่จากไปอวี๋ต้ากุ้ยมองไปที่พื้นซึ่งเต็มไปด้วยคราบน้ำมันแล้วถอนหายใจยาว“สายเลือดของพวกเจ้าผูกพันกันอยู่แค่แยกบ้านก็คงไม่สามารถขจัดเรื่องเช่นนี้ได้”
คนสกุลเย่มีชื่อเสียงไม่ดีในหมู่บ้านเถียนซินผู้ใหญ่บ้านจึงเข้าข้างพวกนางอย่างเห็นได้ชัด ดังที่เขาพูดหากเป็นเรื่องที่ย่าเฒ่าก่อความวุ่นวายเช่นนี้เย่จื้อเฟิงหรือหยางหลิ่วลงมือสั่งสอนก็ไม่เป็นไร
แต่เนื่องจากสายเลือดที่ผูกพันกันหากพวกนางลงมือ ก็คงต้องถูกตำหนิติเตียนมากมายแน่นอนผู้เยาว์ลงมือกับผู้ใหญ่สายตรง ไม่เพียงแต่จะถูกตั้งคำถามเรื่องคุณธรรมแต่ยังจะถูกคนทั้งแผ่นดินดูหมิ่นเหยียดหยามอีกด้วย!
“พวกเราสลัดพวกเขาไปให้พ้นไม่ได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ? มาสร้างความวุ่นวายเช่นนี้เป็นครั้งคราว หากไม่ให้เงินก็ไม่สงบสุขชีวิตจะอยู่ได้อย่างไร!” นางซูโกรธจนตาแดงก่ำถูกใส่ร้ายป้ายสียังไม่พอยังทุบทำลายข้าวของพวกนางแล้วยังต้องจ่ายเงินชดเชยอีกหรือ?
เย่จื้อเฟิงคุกเข่าลงต่อหน้านางทันที“ท่านแม่ อย่าโกรธเลย เป็นความผิดของลูกเองขอรับ!”
เย่ชิงชิงที่อยู่บนเก้าอี้โค้งคำนับให้แก่อวี๋ต้ากุ้ย“เรื่องนี้ลูกมีแผนการอื่นเจ้าค่ะเพียงแต่ถึงเวลานั้นอยากจะรบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยานให้เจ้าค่ะ”
“เป็นพยานหรือ?”
อวี๋ต้ากุ้ยและนางซูมองนางด้วยความประหลาดใจ“เจ้าคิดจะทำอย่างไร? แจ้งความหรือ?”
“ชิงชิง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ทางการจะไม่รับแจ้งความหรอกนะอีกอย่าง...” หากเรื่องไปถึงที่ทำการเจ้าเมืองมันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ นางซูกลัวว่าการแจ้งความจะไม่เกิดผลดี
“แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” เย่ชิงชิงชี้ไปที่กองไหเนื้อที่แตกเป็นเสี่ยงๆที่มุมกำแพงพลางกล่าวว่า “ท่านคำนวณดูสิว่านี่เป็นเงินเท่าใดเพื่อที่จะยุติเรื่องนี้ให้ได้ในครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายนี้ก็เพียงพอแล้ว”
เพียงแค่นี้แน่นอนว่ายังไม่พอเพราะพวกนางเป็นคนธรรมดาไร้อำนาจ ดังนั้นเย่ชิงชิงจึงต้องเชิญผู้ทรงอิทธิพลมาช่วย
ด้วยระดับที่เผยรุ่นจือสามารถถูกจดจำได้อย่างง่ายดายบนท้องถนนชื่อเสียงของเขาในเมืองสืออันจึงเป็นที่รู้จักกันดี ไม่มีใครไม่รู้จักเลยผู้คนต่างชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก ดังนั้นคำพูดของบุคคลเช่นนี้จึงมีน้ำหนักยิ่ง
นอกจากนี้เย่ชิงชิงยังได้สอบถามเย่จื้อเฟิงอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขาช่วยเย่ฝูหรงณ สถานที่เกิดเหตุว่ามีพยานหรือไม่
ในตอนนั้นมีผู้คนมากมายที่ช่วยดับไฟและหนีตายที่นั่นไม่ขาดคนเลยคนที่เห็นเย่จื้อเฟิงช่วยชีวิตคนตลอดทั้งกระบวนการนี้มีอยู่คนหนึ่งไม่เพียงเท่านั้นเขายังยื่นมือเข้ามาช่วยด้วย
“เป็นชายร่างใหญ่ มีหนวดเคราดกดำ ดูท่าทางคล้ายโจร” หยางหลิ่วเอ่ยพลางนึกย้อน
เย่จื้อเฟิงพยักหน้า“ใช่แล้ว คนผู้นั้นดูน่าเกรงขาม แต่เขาช่วยผู้อื่นทั่วสารทิศดูแล้วเป็นคนมีคุณธรรม คงไม่ปฏิเสธที่จะเป็นพยานให้พวกเรา”