“หมอปรินซ์เป็คนรักเดียวใจเดียวค่ะ เขารักยัยตองมาก เป็สายซัพพอร์ตที่ดีเลย แต่ยัยตองเป็ลูกสะใภ้ที่ไม่ค่อยเข้าตาแม่ของหมอปรินซ์นัก ความรักของทั้งคู่ก็เลยไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่” หญิงสาวเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความสงสารลูกพี่ลูกน้องจับหัวใจ
ภัทรกรนิ่งฟัง ไม่มีสิทธิ์ตัดสิน แม้หมอปรินซ์เป็ผู้ใหญ่เต็มตัว มีอาชีพ หน้าที่การงานมั่นคงแต่เขาก็เข้าใจอย่างดีว่าคนบางคนไม่สามารถหลุดพ้นอิทธิพลจากคนในครอบครัวได้ ตอนเขาอายุ 27 เริ่มกิจการของตัวเอง เริ่มทำกำไรหลายสิบล้านจากการก่อตั้งบริษัทของตัวเองยังถูกบิดากับมารดาบังคับให้แต่งงาน อีกทั้งคอยคุมเชิงห่างๆ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเขากับอดีตภรรยากระทบกระเทือนกับธุรกิจของสองครอบครัวซึ่งเกื้อหนุนกัน เขาต้องยอมในฐานะลูกเพื่อตอบแทนบุญคุณมหาศาลนานัปการของพ่อกับแม่ หมอปรินซ์ก็คงอยู่ในสถานะเช่นเดียวกัน อยากทำตามเสียงหัวใจแต่ก็ขัดคำสั่งของมารดาไม่ได้
“แล้วต่อจากนี้ล่ะ พวกเขาจะทำยังไง” เขาพูด หมายความเป็นัยเื่ลูกของบารมิตากับหมอปรินซ์หากแต่ไม่ได้เอ่ยชัดเจนเพราะไม่แน่ใจว่ากณิกนันท์รู้เื่นี้แล้วหรือไม่
“บัวคิดว่ายังไงครั้งนี้หมอปรินซ์ก็จะต้องยืนหยัดเคียงข้างยัยตองแน่นอนค่ะ เขาคงไม่ยอมให้แม่บงการชีวิตอีกแล้ว คงจะต่อสู้เพื่อลูกอย่างเต็มที่” เธอมั่นใจในอดีตน้องเขย
“คุณก็รู้เื่หลานแล้วเหรอ”
“ค่ะ บัวเพิ่งรู้”
“ผมยินดีกับพวกเขาจากใจจริงนะ” เขามองไปยังเหนือตึกสูงระฟ้าเบื้องหน้า ดวงตาเหม่อลอยนิด เขาอยากลงเอยกับผู้หญิงที่เข้าอกเข้าใจตัวเองสักคน สร้างครอบครัว และมีลูกเล็กๆ น่ารัก อยากถูกเรียกว่า ‘พ่อ’ แต่ไม่รู้ว่าโอกาสนั้นจะมีเข้ามาเมื่อไหร่
แม่กำลังกดดันอีกครั้งให้เขากลับไปคืนดีกับภรรยา รีบมีหลานให้ท่านเลี้ยงสักคนแล้วหลังจากนั้นค่อยหย่าร้าง
เขารู้ว่าการที่ภรรยาเก่าทำท่าคล้ายกับอยากกลับเข้ามาในชีวิตไม่ใช่เพราะเธอรักเขา แต่หากมีลูกเธอจะได้ผลตอบแทนบางอย่างสมน้ำสมเนื้อ ภัทรกรอยากมีลูกก็จริงแต่เขาจะไม่ยอมให้เด็กเกิดมาเพื่อเป็เครื่องมือสนองความ้าให้กับใครอย่างเด็ดขาด เขาปฏิเสธอย่างแข็งขันตั้งมั่นไม่ยอมสานสัมพันธ์กับอดีตภรรยา และกำลังคิดหาทางหนีทีไล่ด้วยว่าจะปิดประตู ปิดโอกาสเธออย่างไรดี หรือบางทีเขาอาจต้องมี ‘ไม้กันหมา’ ไว้ข้างตัวสักคนเพื่อคอยกันท่าไม่ให้เธอมายุ่มย่ามกับเขาเช่นตอนนี้
ขณะบทสนทนาหยุดลงชั่วคราว ความเงียบที่โรยรอบตัวถูกขัดจังหวะด้วยฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำยังไม่มีปี่มีขลุ่ย
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เหลือบมองคนตัวเล็กกว่า ทำท่าเก้ๆ กังๆ จะหาที่หลบฝน จึงฉวยคว้าข้อมือบอบบางให้เดินกึ่งวิ่งตามเข้าไปในเขตพื้นที่ออฟฟิศส่วนตัวบนชั้นดาดฟ้าของเขา ครั้นจะลงไปชั้นล่างคงช้าเกินไปเสื้อผ้าอาจเปียกจนชุ่มหมดเพราะต้องเดินลงบันไดกว่าจะถึงประตูกลับเข้าสู่พื้นที่สำนักงาน
“อะไรเนี่ย” กณิกนันท์บ่นงึมงำพลางปัดผม ปัดเสื้อผ้าชื้นน้ำฝน เธอเพิ่งสำเหนียกตัวเองได้ว่ายืนใกล้ร่างสูงของภัทรกรมากจนไหล่เกือบชนไหล่ จึงเงยหน้าขึ้นยิ้มแล้วขยับออกห่างสองสามก้าว “ขอบคุณนะคะ”
“รอผมเดี๋ยวนะ” เขาก้าวอาดๆ หายเข้าไปในประตูทึบแล้วกลับออกมาพร้อมผ้าขนหนูสีเทา ยื่นมาให้ “เช็ดผมเช็ดตัวซะสิ”
เธอรับมาแล้วยกขึ้นคลุมศีรษะ ซับน้ำออกมาจากผมเบาๆ ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกคนตัวสูงมองพลางอมยิ้มขำ
“มีอะไรเหรอคะ”
“มาสคาร่าคุณเลอะแน่ะ” เขาชี้ให้ดูตรงใต้ขอบตาล่าง หญิงสาวลนลานรีบหยิบกระจกบานจิ๋วในกระเป๋าขึ้นมาส่องดู มันเลอะจริง! ขอบตาดำยังกับหมีแพนด้าเพราะไม่ได้ใช้สูตรกันน้ำ กณิกนันท์เขินจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“เช็ดซะสิ” เขาส่งทิชชูเปียกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้
“ขอบคุณนะคะ” เธอรับมาแล้วเช็ดคราบสีดำออกเร็วๆ ครั้นเมื่อเช็ดใต้ตาก็ต้องเช็ดทั้งหน้าอย่างหมดจด
หมดกัน สภาพคงดูไม่จืดสักนิด! แบบนี้มันฆ่ากันชัดๆ เลยเ้าฝนบ้า!
ภัทรกรเอียงคอ นึกสนใจ แอลกอฮอล์ในกระแสเืส่งผลให้เขาพูดในสิ่งที่หากปกติสติสัมปชัญญะครบถ้วนจะไม่ปริปากพูด “ผมไม่เคยเห็นตอนคุณไม่แต่งหน้าเลยสักครั้ง เพิ่งรู้นะครับว่าคุณดูเด็กลงขนาดนี้ แล้วอีกอย่างคุณดูน่ารัก”
พวงแก้มคนถูกชมแดงแจ๋ขึ้นทันใด ยังไม่ทันหลุดจากภวังค์เพราะคำชมรื่นหู เธอก็รู้ตัวว่าถูกดวงตาคู่สวยตรึงเอาไว้เสียแล้ว อีกอย่างความเร่าร้อนที่ฉายชัดนั้นทำให้เนื้อกายหญิงสาวร้อนผ่าวไปทั้งเนื้อทั้งตัวรู้สึกราวกับร่างกายเปลือยเปล่าต่อหน้าเขาอย่างไรอย่างนั้น