Pioneer Era

    ตอนที่ 78 เรื่องราวของอีกฝั่ง

    “พี่ค่ะ! ”

    ได้ยินเสียงของน้องสาวสุดรักท่ามกลางเปลวไฟชีวิตที่กำลังจะดับลง…

    สติของเราคงจะเพี้ยนไปแล้ว

    เพราะเป็นไปไม่ได้ ที่น้องสาวสุดรักจะมาอยู่ที่นี่ เวลานี้

    อ๊า… แต่การที่เพี้ยนจนได้ยินเสียงของน้องในเวลานี้ ก็ถือว่าเป็นความตายที่ไม่เลวนัก

    น้องดิวซ์สุดที่รักของพี่… ขอให้มีชีวิตต่อไปแทนส่วนของพี่ชายผู้โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด…



    ***ย้อนเวลากลับไปเล็กน้อย ในวันที่ 30 เอนมูว์ทัวร์

    เจ้าหนุ่มยาจก [โฮป]

    ในที่สุดก็ถึงวันที่พวกเราทั้งสองคนได้ออกจากโรงพยาบาล

    เห็นคุณหมอดูจะประทับใจความเร็วในการฟื้นหลังการผ่าตัดของผม ว่าเร็วอย่างผิดมนุษย์ทั่วไปนัก

    แต่ผมว่าน่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่พัฒนาไปไกลมากแล้วมากกว่า

    “ไม่คิดจะอยู่ต่อจริง ๆ นะหรือโฮป? ”

    “ไม่”

    “ดอง…”

    ยัยลี่เริ่มทำหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง ในตอนที่พวกเรากำลังเดินออกจากโรงพยาบาล

    คงเศร้าที่เพื่อนกำลังจะจากไปสินะ

    แต่ผมไม่อยากเสี่ยงชีวิตอยู่ในดินแดนบ้า ๆ นี้อีกต่อไปแล้ว

    ผมไม่อยากตายอย่างไร้ค่าเหมือนอย่างพ่อกับแม่เช่นนั้น

    “ดอง…”

    “... หยุดทำหน้าเหมือนหมาถูกทิ้งได้แล้ว ดูนั่น ทุกคนมารอรับพวกเราแล้วนะ”

    ผมชี้ไปที่ลานกว้างหน้าโรงพยาบาล

    พวกพ้องของพวกเราทุกคน รวมไปถึงพวกพ้องของไพไรต์ที่เป็นชนเผ่าท้องถิ่นของทวีปนี้ ต่างกำลังมายืนรอรับพวกเราที่กำลังออกจากโรงพยาบาลกันอยู่

    พอเห็นภาพนี้แล้ว มันก็อดที่จะเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมาไม่ได้

    เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคนจนอย่างผมยังได้รับการยอมรับจากพวกเขาอยู่

    “ดอง…”

    แต่ยัยลี่ก็ยังไม่กลับมาดูร่าเริงเลยแม้แต่น้อย

    “...”

    พอเห็นยัยนี่ที่ปกติมักทำตัวร่าเริงมาทำหน้าหงอยแบบนี้…

    ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดแปลก ๆ ขึ้นมากันได้ฟะ?



    “จริงหรือที่นายบอกว่าจะกลับทวีปนะ? ”

    “ใช่แล้วไฮเจน”

    “...เข้าใจแล้ว ขอให้โชคดีนะ”

    “ขอให้โชคดีเช่นกัน ปิว~”

    คนที่เข้ามาคุยกับผมเป็นสองคนแรกคือเจ้าไฮเจนกับเยลโล่

    ถึงจะพูดอวยพร แต่ใบหน้าไฮเจนที่ดูร่าเริงกลับฉับพลันกลายเป็นลูกหมาถูกทิ้งตามยัยลี่ไปอีกคน

    อะไรของพวกนี้กันฟะเนี่ย!?

    จะบอกว่าแค่คนจน ๆ อย่างผมไม่อยู่คนหนึ่ง มันเป็นเรื่องน่าเศร้าขนาดนี้เลยอย่างงั้นเรอะ!?

    อีกอย่าง เสาสัญญาณข้ามทวีปมันก็มีแล้ว เทคโนโลยีโฮโลแกรมก็มี จะใช้ติดต่อกันเมื่อไหรก็ได้ไม่ใช่หรือยังไง?

    ขอร้องละ อย่าทำหน้าเศร้ากันแบบนี้สิ

    ไม่อย่างงั้นผมคงได้เปลี่ยนใจแน่…



    “แล้วคุณโฮปวางแผนยังไงกับหุ้นของ [เหมืองแร่โฮป] ที่ถือเอาไว้อยู่กันละคะ? ไม่ใช่ว่าเหลือเวลาอีกแค่ 7 วัน ก่อนที่เรือจะออกจากท่าหรือคะ? ”

    “ใช่แล้วละแฟต ผมจะกลับไปในอีก 7 วัน--- เดียวก่อน! ที่บอกว่า [เหมืองแร่โฮป] นั่นหมายความว่ายังไง? ไม่ใช่ว่ามันจบลงตั้งแต่วันที่โดนรัฐบาลเข้ามาควบคุมไปแล้วหรอกเรอะ!? ”

    “... คุณโฮปค่ะ แสดงว่าไม่ได้ตามอ่านหรือเปิดดูจดหมายแจ้งนัดประชุมที่เขาส่งมาเลยใช่ไหมละคะ? ”

    “เออ… ก็ผมมีฐานะเป็นแค่ตัวตายตัวแทนรับผิดชอบใช่ไหมละ? เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมประชุมอะไรพวกนั้นหรอกมั้ง? แถมเห็นว่าค่าเสียหายจากการปิดเหมือง มีภาครัฐอุ้มดูแลให้หมด เลยคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องไปสนใจด้วย…”

    “ปิดเหมืองไม่ได้แปลว่าปิดบริษัทค่ะ สุดท้ายแล้ว คอของคุณก็ยังขึ้นเขียงรอวันที่จะโดนบูชายัญอยู่เช่นเดิมค่ะ”

    ชิบหาย

    “เออ… ไม่ใช่ว่าในงานเลี้ยงวันนั้น เจ้าประธาน---มดคนนั้นบอกว่า---”

    “เขาชื่อเซอร์ไวค่ะ หัดจำชื่อคู่ค้าหน่อยนะคะ นี่คุณโฮปคิดจริง ๆ หรือว่าเชื่อใจเขาได้? หลังจากวันนั้นมันก็ผ่านมา 23 วันแล้ว เขาได้เดินเรื่องอะไรให้หรือเปล่าละคะ? ที่ฉันเห็น คือมีแต่ใช้เรื่องของคุณเพื่อพยายามจีบฉันเท่านั้นเองค่ะ”

    “อย่างงั้นหรือ ใช้เรื่องของผมเพื่อเข้ามาจีบแฟตอย่างงั้นเองหรือ”

    “...”

    “เดียวววว! ไอเจ้าประธานบ้านั่นใช้ผมเป็นเครื่องต่อรองเพื่อเข้าหาเธออย่างงั้นเรอะ!? ”

    “ใช่ค่ะ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธไปแล้ว เพราะงั้นถึงได้รู้เรื่องสถานการณ์ของคุณโฮปดียังไงละคะ? ”

    แฟตพูดเช่นนั้นแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างหมดแรง

    “ถ้ายังไง ก่อนจะกลับบ้าน กรุณาให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้ก่อนจะเป็นพระคุณมากเลยค่ะคุณโฮป”



    กลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาเสียได้

    ให้ตายสิ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความโลภของตัวเองแท้ ๆ

    ผมคิดเช่นนั้นในระหว่างที่กำลังเดินทางกลับไปหอพักของโรงเรียน

    ในตอนนั้นเองที่พรุนเปิดประเด็นบทสนทนาใหม่ขึ้นมา

    “แล้วลี่กับโฮปจะลงแข่งงาน [ประลองยุทธ์] ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 33 หรือเปล่าคะ? ”

    “งานแข่งประลองยุทธ์หรือพรุน? ”

    “เป็นความคิดของพ่อ--- ผอ. บานา นะคะ คือ… เป็นเพราะเหตุการณ์น่าเศร้าที่มีคนตายมากมาย รวมถึงพี่ชายของฉันจากพวกอะบอม... เขาเลยคิดว่าควรจะจัดงานรื่นเริงสักอย่างขึ้นเพื่อปรับอารมณ์เป็นงานส่งท้ายบอกลาให้พวกนักเรียน ก่อนที่พวกเขาจะกลับบ้านกันค่ะ”

    พอได้ยินชื่อของบานา ความรู้สึกไม่พอใจบางอย่างก็เริ่มถาโถมเข้ามาในจิตใจ

    ผอ. บานา คือคนที่รับผิดชอบการสำรวจทวีปใหม่ จนกระทั้งลดบทบาทตัวเองมารับหน้าที่สอนคนรุ่นใหม่ในรั้วโรงเรียนไพโอเนียร์เมื่อช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้

    เขาควรเป็นคนที่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อการตายของพ่อกับแม่ของผม

    มาคิดดูตอนนี้ การที่พ่อกับแม่ต้องตายอยู่ในเขตบึงมรกตมาตั้งหลายสิบปีโดยไม่มีใครพบเจอศพ จนกระทั้งผมกับไฮเจนไปพบโดยบังเอิญแบบนั้น...มันแปลว่าอะไรกัน?

    แสดงว่าในสมัยที่บานายังกุมอำนาจสูงสุดในการสำรวจ ณ ตอนนั้น ไม่ได้แม้แต่จะคิดส่งคนออกไปตามหาผู้สูญหายเลยสินะ?



    “จัดงานรื่นเริงด้วยการแข่งประลองยุทธ์ ทั้งที่พึ่งมีคนตายไปมากมาย สมกับเป็นแนวคิดของพวกเผ่ายักษ์ที่มีแต่กล้ามเนื้อเลยนะ”

    เพราะแบบนี้เลยอดที่จะพูดจิกกัดออกไปไม่ได้

    พรุนเลิกหางตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะปรับอารมณ์โต้ตอบกลับมา

    “ฉันจะถือว่านั่นเป็นคำชมก็แล้วกันค่ะ”

    อ๊ะ… แย่ละสิ

    มันไม่ใช่ความผิดของพรุนหรือพ่อของเธอสักหน่อย

    รู้สึกเกลียดตัวเองเป็นบ้า

    "งานประลองยุทธ์อย่างงั้นหรือดอง? "

    "ใช่ค่ะ เห็นว่าเงินรางวัลมีมากถึงสิบล้านยูนิตเลยค่ะ"

    เมื่อไหรผมจะเลิกนิสัยถือโทษคนอื่น---

    "เงินรางวัลสิบล้านหน่วยจริงหรือพรุน!? "

    "เหวอ!? จะตะโกนทำไมคะ!? ใช่ค่ะ เพราะเป็นงานแข่งที่ทำเพื่อหาผู้แข็งแกร่ง มันก็ควรมีรางวัลสมน้ำสมเนื้อจริงไหมละคะ? "

    เคยได้ยินว่าพวกเผ่ายักษ์ให้ความสำคัญกับคนที่แข็งแกร่งเป็นหลัก

    เพราะแบบนั้นเลยตั้งเงินรางวัลซะสูงลิบเลยสินะ

    "ขอกลับคำพูด เผ่ายักษ์ช่างฉลาดล้ำนัก! ผมเองก็จะเข้าร่วมงานแข่งด้วย! "

    “เออ… คุณโฮปค่ะ แล้วเรื่องหุ้นของบริษัทเหมืองแร่โฮปละคะ? ”

    “พรุน พอจะรู้รายละเอียดของการแข่งบ้างหรือเปล่า! ”

    ผมเมินคำท้วงของแฟตแล้วหันไปคุยกับพรุนต่อ

    เอาน่า~ จัดการช้าไปวันสองวันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?

    "เออ… มันเป็นการแข่งทีมค่ะ"

    "งั้นมาตั้งทีมฝึกกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปกันเถอะ! "



    ***วันที่ 31 เอนมูว์ทัวร์

    เพราะว่าพวกเราจะลงแข่งขันประลองยุทธ์ที่จะจัดกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เลยออกมาฝึกกันที่ลานกว้างตรงบริเวณนอกเมือง

    "ก่อนอื่น เนื่องจากไพไรต์ไม่สนที่จะจับกลุ่มกับพวกเรา สมาชิกในทีมจึงเหลือเท่าที่เห็น"

    "ถึงจะเหลือแค่นี้ แต่มาสู้สุดใจขาดดิ้นกันเถอะดอง! "

    ผมหันไปดูยัยลี่ที่รับลูกคู่อยู่ข้าง ๆ

    หลังจากเมื่อวาน พอบอกว่าจะลงแข่งเป็นทีม เธอก็ดูร่าเริงขึ้นมาในทันที

    เดาใจยัยตัวจิ๋วคนนี้ยากจริงวุ้ย

    แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสากลับมาบนใบหน้าเล็ก ๆ นั้นแล้ว กลับทำให้รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งขึ้นมายังไงก็ไม่รู้

    รอยยิ้มเหมาะกับยัยนี่จริง ๆ ด้วยนั่นละ

    คิดเรื่องบ้าอะไรของตรูอยู่ฟะเนี่ย

    กลับมาที่เรื่องการตั้งทีมในงานประลองก่อนสิเฮ้ย!

    คนที่ลงแข่งในฐานะทีมของเราอย่างเป็นทางการ มีผม พรุน ยัยลี่ ไฮเจน แล้วก็ดิวซ์

    ส่วนพวกไพไรต์บอกว่า "ถ้าจับกลุ่มกับพวกแกคงจะมีเรื่องวุ่นตามมาอีก แยกกลุ่มจะดีกว่านะ" ว่าแล้วก็ไปตั้งกลุ่มของมันเองขึ้นมา

    อนึ่ง เขาไม่ให้หุ่นยนต์เข้าร่วมต่อสู้ เพราะแบบนั้นจาวิสเลยลงแข่งไม่ได้เช่นกัน

    ให้ตายสิ ถ้ามีจาวิสอยู่ ทีมเราก็แทบจะการันตีชัยชนะไปได้แล้วแท้ ๆ

    ดังนั้นคนที่ไม่เข้าร่วมงานประลองอย่างแฟต เยลโล่ จาวิส จึงช่วยสนับสนุนในด้านข่าวสารกับวางแผนต่อสู้ไปแทน



    "งั้นก่อนจะเริ่มการฝึก มาทวนกันหน่อยว่าใครทำอะไรได้บ้าง เริ่มจากผม โฮป ถึงจะต่อสู้ไม่เก่ง แต่พอจะมั่นใจฝีมือในการใช้กระบี่พอสมควร คิดว่าสามารถรับหน้าที่เป็นแนวป้องกันคอยถ่วงเวลาได้อยู่"

    "เราไฮเจน ถึงร่างจะเป็นสตรีเพศไปแล้ว แต่ความแข็งแรงก็มิได้ด้อยลงเลยแม้แต่น้อย ถนัดการล่อศัตรูและสู้ประชิดตัว มันใจในสัญชาตญาณรับรู้ภัยอันตรายของตัวเองพอสมควร ให้เราทำหน้าที่เป็นตัวล่อกับเฝ้าระวังได้"

    "ฉัน ดิวซ์ อาวุธคือเคียว ถนัดการลอบสังหารค่ะ ถ้าสงสัยในฝีมือ ลองถามเยลโล่ดูได้ค่ะ"

    ว่าแล้วทุกคนก็หันขวับไปมองเยลโล่พร้อมกัน

    ถึงเขาจะส่งยิ้มกลับมาพร้อมกับร้องว่า " ปิว~? " อย่างน่ารัก

    แต่ขาของเขากลับกำลังสั่นเป็นเจ้าเข้าทรงอย่างรุนแรง...

    "ความเก่งของท่านสุภาพสตรีดิวซ์หรือครับ? เธอเก่งกาจมากครับ ปิว~ เก่ง… ว๊ากกกกกกกกกกก! "

    ในตอนนั้นเองที่เจ้าเยลโล่กรีดเสียงร้องราวกับคนบ้า

    ใบหน้าของมันเปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นสีหน้าอันหวาดกลัวราวกับกำลังฝันร้าย

    "โอ๊ โอ๊~ เด็กดีน้า~ น่าสงสารจัง~ แต่ไม่เป็นไรแล้วน้า~"

    "ฮึก… ไม่เอา… ไม่เอาแบบนั้นอีกแล้วปิว…"

    ดิวซ์เข้าไปโอบกอดพร้อมกับลูบหัวเจ้าเยลโล่ประดุจมารดาที่กำลังปลอบโยนลูกน้อย

    ถ้าเป็นปกติ เจ้าเยลโล่คงต้องตีเนียนหื่นสัมผัส [นม] ของดิวซ์ไปแล้ว แต่มันกลับไม่ทำเช่นนั้น...

    “ (ลี่ พอจะรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนั้น?) ”

    “ (อย่าถามฉันเลยดอง) ”

    ลี่ตอบพร้อมกับเหล่สายตามองไปทางอื่น

    หากสังเกตุให้ดี จะพบว่าพวกผู้หญิงในกลุ่มกำลังเบือนสายตาหนีเหมือนกันหมดทุกคน

    พวกผู้หญิงต้องรู้อะไรสักอย่างแน่ ๆ

    คงไม่ใช่ว่าไปจับเจ้าเยลโล่เข้าห้องทรมานเพื่อรักษาโรคหื่นกามมาหรอกใช่ไหม?



    ตอนนี้พักเรื่องของเยลโล่เอาไว้ก่อน แล้วมาวางแผนกันต่อดีกว่า

    "... งั้นขอเชิญสมาชิกท่านต่อไปอธิบายความสามารถของตัวเองต่อได้เลยครับ"

    "ฉัน พรุน ถนัดการใช้วิทยาศาสตร์เวทมนตร์---"

    *จ้อง~*

    "--- ก็ได้ค่ะโฮป ฉันยอมถอยให้แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะคะ ฉัน พรุน ถนัดการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกประเภท จะรับหน้าที่แนวหน้าเองค่ะ และเนื่องจากงานนี้ให้สัตว์เลี้ยงเข้าแข่งได้หนึ่งตัว ดังนั้นช่วยรับเจ้าหนูลี่เข้าทีมด้วยนะคะ"

    *ปี้~*

    พรุนว่าเช่นนั้นแล้วยกแขนขึ้นสูง

    มังกรวารีที่มีรูปร่างคล้ายงู กำลังโผล่ส่วนหัวออกมาจากใต้เสื้อคลุมสีเทาของเธอ

    “ฉันสามารถประสานงานร่วมต่อสู้กับเจ้าหนูด้วยวิธีนี้ได้ค่ะ”

    “สรุปคือให้ลูกมังกรวารีพันรอบตัวแล้วซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของเธอ พอศัตรูประมาทก็โผล่ออกมาโจมตีใส่สินะ? ”

    “ถูกต้องแล้วค่ะ”

    “เป็นแผนที่ยอดมาก! ”



    แนวหน้า ตัวล่อ แนวป้องกัน คนลอบโจมตี กับสัตว์รับใช้ มีครบทุกตำแหน่งแล้ว ดังนั้นที่ขาดในตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่แนวหลังเท่านั้น

    “ลี่ ผมรู้ว่าเธออยากทำหน้าที่เป็นแนวหน้า แต่ยังไงช่วยรับหน้าที่เป็น---”

    "ได้เลย! ฉันคนนี้จะรับหน้าที่เป็นแนวหลังให้เอง เพราะไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าฉันแล้วยังไงละดอง! ”

    ยัยภูติหัวเขียวว่าเช่นนั้น แล้วยกแขนขวาชูขึ้นฟ้าราวกับจะโอ้อวดในความสามารถของตนเอง

    “นึกว่าเธอจะหัวดื้อขอทำหน้าที่เป็นแนวหน้าเหมือนทุกครั้งเสียอีก…”

    “โฮป! พูดอย่างงี้ฉันเสียใจนะดอง! จริงอยู่ว่าฉันอยากทำหน้าที่เป็นแนวหน้า ตะ--- แต่--- แต่ว่าเพราะเห็นนายจริงจังมาก! ฉันเลยคิดว่าตัวเองก็ต้องจริงจังเหมือนกันยังไงละดอง! ”

    ยัยลี่พูดเช่นนั้น พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มแดงมากขึ้น

    น้ำเสียงของเธอฟังดูสั่นแตกพร่าผิดจากน้ำเสียงทุกครั้ง

    หรือว่า---

    “ลี่ นี่เธอไม่สบายหรือ? ”

    “มะ--- ไม่ใช่นะดอง! อย่าเข้ามาใกล้นะดอง! ดองงงงงงงงงงงง! ”

    ยัยลี่รีบบินหนีออกไปจากผม

    เธอบินขึ้นสูงทิ้งระยะเหนือพื้นอยู่ราวสิบเมตร

    เป็นอะไรของยัยนี่กันฟะ?

    นี่พวกเรากำลังประชุมแผนการเพื่องานประลองยุทธ์มูลค่าสิบล้านยูนิตอยู่นะ!

    “อาการแบบนั้น ไม่จริง!? นี่! หรือว่าเธอจะชอบ---”

    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด หยุดพูดเดียวนี้เลยนะดิวซ์! ””

    ในตอนนั้นเองที่ปีกภูติโปรงแสงน่ารักใจกลางหลังของภูติหัวเขียวตัวน้อย ได้ส่องแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าจนแสบตา

    แสงสว่างนั้นแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง แล้วพุ่งไปในอากาศที่ว่างเปล่าตรงด้านหลังของพวกเรา

    อากาศที่ว่างเปล่าเริ่มถูกรวมตัวอัดแน่นเป็นพื้นที่แรงดันอากาศอันมหาศาล ก่อนจะถูกทิ้งลงบนแผ่นดินโลก

    อากาศที่ถูกอัดจนแน่นได้แตกตัวออก แล้วกลายเป็นระเบิดแรงดันลมพายุที่มีพลังมหาศาล

    ทุกสิ่งทุกอย่างในระยะหลายร้อยกิโลเมตร รวมไปถึงถนนกับทางรถไฟเส้นใหม่ที่กำลังก่อนสร้าง ต่างถูกทำลาย และถูกขุดเป็นหลุมกว้างประดุจมีลูกอุกกาบาตตกใส่



    สมกับที่เป็น [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] บุตรีของอดีตวีรสตรีเผ่าภูติ [เอสเทอ]

    ช่างเป็นพลังทำลายล้างที่สุดยอดผิดกับความสามารถของเผ่าภูติทั่วไปนัก

    แล้วมันใช่เวลาจะมามัวชื่นชมกันเรอะเฮ้ย!?

    ทำลายของหลวงไปแบบนี้ ได้ถูกจ่ายค่าเสียหายอานแน่!

    “รีบหนีเร็วพวกเรา! ”

    “เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะคุณโฮป! ”

    ฉันจะเข้าไปเก็บนายน้อยมาให้ค่ะ

    พวกเรารีบวิ่งหนีกลับเข้าเมืองพร้อมกัน โดยมีจาวิสวิ่งเข้าไปอุ้มร่างของยัยลี่ที่หมดแรงนอนอยู่ตรงพื้น

    ใบหน้าของยัยลี่ยังคงแดงแปดเป็นลูกตำลึงอยู่

    “ไม่สบายจริง ๆ ด้วยสินะ ไม่อย่างงั้นคงไม่เพี้ยนถึงขึ้นทิ้งระเบิดใส่ที่ราบแบบนั้นหรอก รีบรักษาตัวแล้วหายให้ไว ๆ ละ จะได้มาฝึกกัน”

    “...”

    ดิวซ์ พรุน ไฮเจน จาวิส แฟต ทั้งห้าคนต่างหันมามองทางผมพร้อมกัน

    “บื้อค่ะ”

    “ซื่อบื้อมากค่ะ”

    “โง่ชิบหาย”

    “ขนาดหุ่นยนต์อย่างฉันยังรู้สึกสงสารนายน้อยลี่แทนเลยค่ะ”

    “นอกจากจะโง่เรื่องธุรกิจแล้ว ยังบื้ออีกด้วยหรือคะ? ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ”

    แล้วทำไมตรูต้องถูกพวกผู้หญิงในกลุ่มรุมด่ากันด้วยฟะ!



    ***สิบนาทีต่อมา

    “นั่นมันพวกคุณไพไรต์นี่คะ? ”

    แฟตชี้ตรงไปบนถนนข้างหน้า

    ระยะห่างจากเขตตัวเมืองในตอนนี้อยู่ที่ราวห้าสิบเมตร

    ส่วนพวกไพไรต์ที่บอกว่าจะแยกตัวไปฝึกต่างหากนั้น กำลังวิ่งตรงมาทางพวกเราอยู่

    เดียว… รู้สึกว่าเมดของมันจะมีเพิ่มจำนวนมาอีกหนึ่งคนหรือเปล่านะ?

    “อ่าว!? พวกนายเองเรอะ? บังเอิญดีนะ พอดีเห็นเกิดระเบิดดังตู้มตรงนู้นเลยวิ่งมาดู เกิดอะไรขึ้นเรอะ? ”

    “ลี่! ทำไมลี่ถึงอยู่ในสภาพนั้นได้ละ! ”

    “ทำไมลี่ถึงอยู่ในสภาพหน้าแดงเป็นลูกตำลึงแบบนั้นได้ละเจ้าค่ะ! ไม่สบายหรือเจ้าค่ะ! ”

    ไพไรต์ยิงคำถามใส่พวกเรา ในขณะที่ยัยเสือกับยัยกระต่ายพุ่งเข้าไปดูอาการของยัยลี่

    นั่นสินะ… จะตอบยังไงดีเนี่ย?

    “แค่ว่ายัยลี่คลุ้มคลั่งแล้วระเบิดพื้นโลกเล่นนะ”

    อืม…

    ให้ตายก็พูดไม่ออกแฮะ

    แถมยังฟังดูบ้าบอยังไงก็ไม่รู้อีกด้วย

    ตอแหลว่าไม่รู้เรื่องไปก่อน---



    *โกร๊วววววววววววววววววววววววววววววววว! *

    ในตอนนั้นเองที่เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วทวีปอีกครั้ง

    แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับมีเสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่ว

    “เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย! ”

    “ดูนั่น! ภูเขาไฟมัน!? ”

    “ภูเขาไฟมันทำไม--- ระเบิด!? ”

    ภูเขาไฟอันโดดเด่นที่ตั้งอยู่ตรงทิศเหนือของทวีปกำลังคำราม

    ยอดของภูเขาไฟสีเหลืองที่เคยสงบเหมือนทุกวัน กำลังเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง

    แล้วมันก็เกิดขึ้น

    ปากปล่องสีเหลืองของภูเขาไฟขนาดยักษ์กำลังพ่นควันสีเทาพุ่งขึ้นบดบังท้องฟ้า พร้อมกับปล่อยละอองลาวากระจายออกมาทุกทิศทุกทาง

    สายฝนลาวาสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศโดยรอบ แล้วแผดเผาผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์

    เปลวเพลิงสีเงินแผดเผาลุกโชน พร้อมกับถูกสายลมพัดพาให้ไฟป่าลุกลามโหมกระหน่ำ

    สิงสาราสัตว์ต่างกรีดร้องวิ่งหนีไปทั่วผืนป่า

    ทั่วทั้งเขตภูเขาไฟได้กลายเป็นผืนลาวากับเปลวไฟสีเงิน

    มันลุกเป็นไฟทั้งภูเขา ราวกับว่าเป็น

    “ [มหาตาปนมหานรก] ”

    เป็น [มหาตาปนมหานรก] ดินแดนของนรกขุมที่เจ็ดเช่นนั้น



    *กี๊สสสสสสสสสสส! *

    *โกร๊วววววววววววววว! *

    ท่ามกลางความวุ่นวายของภูเขาที่ลุกเป็นไฟนั้น มีร่างของสัตว์ขนาดใหญ่กำลังต่อสู้กันอยู่

    แต่เนื่องจากอยู่ระยะไกลมาก จึงทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าไหรนัก

    “นั่นมันตัวอะไรกัน? ”

    “ดูเหมือนว่าตัวสีดำกำลังจะเสียเปรียบอยู่นะ”

    “อ๊ะ? ตัวสีดำซัดอีกตัวลอยขึ้นฟ้า? ไม่สิ ฉีกส่วนหนึ่งออกมาโยนขึ้นท้องฟ้า? ”

    “โดนหอคอยโนอาร์ยิงเลเซอร์ใส่แล้วแฮะ”

    พอพูดถึงหอคอยโนอาร์ พวกเราก็หันไปทางเมดแมวตัวน้อยของไพไรต์

    เธอส่ายหน้าไปมาอย่างงดงาม ราวกับจะบอกว่า “ฉันจะไม่พูดหรืออธิบายอะไรให้ฟังหรอกนะ” เช่นนั้น



    “ดูนั่นก่อนสิ”

    เสียงของไพไรต์ดึงสติของพวกเราให้หันกลับไปชมการต่อสู้ของพวกสัตว์ยักษ์อีกครั้ง

    “เจ้าตัวสีดำกำลังทำอะไรก็ไม่รู้”

    ฝ่ายเจ้าสัตว์ยักษ์สีดำกำลังเปล่งแสงสว่างออกมา

    แสงนั้นใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะถูกปล่อยออกมาใส่สัตว์ยักษ์อีกฝ่าย

    ลำแสงนั้นมีเปลวขอบนอกเป็นสีดำ และมีแกนเป็นสีขาว

    มันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวห้าสิบเมตร และถูกยิงจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้

    วิ่งผ่านผืนป่า ผ่านเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์สัตว์ ก่อนจะพุ่งเลยผ่านออกทะเลไป

    ทุกสิ่งทุกอย่างถูกลำแสงนั้นกลืนหายไปไม่มีเหลือ

    ผืนป่า ทะเล ผืนดิน

    รวมไปถึงส่วนหนึ่งของเมืองหลวงเผ่ามนุษย์สัตว์ด้วย…



    “ไม่จริง… เมืองหลวงของพวกเรา… อีกแล้ว? ”

    ใบหน้าของไพไรต์ดูซืดเซียวราวกับคนป่วยขาดเลือด

    ผม… พอจะเข้าใจเขาอยู่นะ

    โดนพวกเรารุกรานทวีป

    แพ้สงครามทวงคืนแผ่นดิน

    ถูกเต่าไร้ขาที่เรียกว่าเฮเดสถล่มเมืองหลวง

    แล้วเมื่อกี้ ยังจะโดนลำแสงอันไร้เหตุผลทำลายเมืองซ้ำไปอีกรอบ

    เรียกว่าซวยซ้ำซวยซ้อนแบบไร้เหตุผลอย่างเป็นที่สุด

    “ท่านโนอาร์ รบกวนขอคำอนุญาตใช้อาวุธ และช่วยพาผมไปภูเขาลูกนั้นตอนนี้ที! ”

    แต่เพียงพริบตาเดียว สายตาของเขาก็กลับมาเต็มเปี่ยมไปด้วยไฟชีวิตอีกครั้ง

    “ไม่ใช่เมืองหลวง แต่เป็นที่ภูเขาหรือค่ะนายท่าน? ”

    “ถ้าตัวที่ยิงลำแสงแบบนั้นยังมีชีวิตอยู่ แล้วปล่อยมาอีกลูกคงแย่ ถ้าจะปกป้องเมืองหลวง คงมีแต่ต้องไปที่นั่นเท่านั้น! รบกวนด้วยครับ! ”



    คิดไปไกลถึงขนาดนั้นเลยเรอะหมอนี่

    “เข้าใจแล้ว งั้นรบกวนนายท่านไพไรต์ตามมาทางนี้ด้วยค่ะ”

    “ขอบคุณครับ! ”

    “ขอพวกเราตามไปด้วยสิไพไรต์! ”

    “อืม! ”

    ว่าแล้วพวกไพไรต์ก็วิ่งตามยัยเมดแมวกลับเข้าไปในเมือง

    หมอนี่มันสุดยอดจริง ๆ แฮะ…

    พอเอามาเทียบกับตัวผมเองแล้ว… รู้สึกละอายใจขึ้นมาเลยแฮะ

    ผมจะเป็นอย่างเขาได้ไหมนะ?

    เป็นอย่างเขา เป็นคนที่ไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับความไร้เหตุผลของโลกใบนี้แบบนั้น

    “พวกเราเองก็ไปช่วยพวกเขากันเถอะ ดอง~”

    จู่ ๆ ยัยลี่ก็ลุกพรวดขึ้นมาจากหลังของจาวิสพร้อมกับพูดจาโลกสวยออกมา

    “... สภาพแบบนั้นยังไหวอีกหรือ? ”

    “กินช็อคโกแลตเพิ่มแคลอรี่เดียวก็หายแล้วดอง นี่ไง *งัม ๆ * หายแล้วดอง! ”

    ยัยลี่กินช็อคโกแลตที่ซุกเอาไว้ใต้ชุดคลุมสีเทา แล้วเริ่มบินโชว์ให้เห็น

    ระบบเผาผลาญทำงานดีเกิดไปแล้ว!

    “เอาละ เมื่อพร้อมแล้ว งั้นพวกเราตามไพไรต์ไปกันเลยดอง! ”

    “เดียว---”

    พรรคพวกของผมต่างวิ่งตามไพไรต์ไปเป็นที่เรียบร้อย

    จะโลกสวยช่วยคนก็ให้มีขอบเขตกันบ้างหน่อยสิพวกเอ็ง!

    เอาคอตัวเองไปขึ้นเขียงเพื่อความรู้สึกส่วนตัวแบบนี้ คิดว่ามันคุ้มกันแล้วหรือยังไง!

    ดูอย่างพ่อกับแม่ของผมเป็นตัวอย่างได้!

    เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงตามความฝันจนตายอย่างอนาจกลางป่าเหลือแต่กระดูกแบบนั้น!

    ไม่เหลือชื่อเสียง ไม่เหลืออะไรทิ้งเอาไว้สักอย่าง!

    “ (ไม่อยากจะยอมแพ้ให้กับความไร้เหตุผลของโลกใบนี้ไม่ใช่หรือ?) ”

    แต่อีกใจหนึ่งของตัวเองกลับมีความคิดแย่งกลับมาเช่นนั้น

    ...ชิ ไอความรู้สึกนี้มันน่ารำคาญจริงวุ้ย

    “ช่วยไม่ได้ เอาไงก็เอา เฮ้ย! อย่าวิ่งกันเร็วนัก รอกันหน่อยสิฟะ! ”

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน