“พี่ค่ะ! ”
ได้ยินเสียงของน้องสาวสุดรักท่ามกลางเปลวไฟชีวิตที่กำลังจะดับลง…
สติของเราคงจะเพี้ยนไปแล้ว
เพราะเป็นไปไม่ได้ ที่น้องสาวสุดรักจะมาอยู่ที่นี่ เวลานี้
อ๊า… แต่การที่เพี้ยนจนได้ยินเสียงของน้องในเวลานี้ ก็ถือว่าเป็นความตายที่ไม่เลวนัก
น้องดิวซ์สุดที่รักของพี่… ขอให้มีชีวิตต่อไปแทนส่วนของพี่ชายผู้โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด…
***ย้อนเวลากลับไปเล็กน้อย ในวันที่ 30 เอนมูว์ทัวร์
เจ้าหนุ่มยาจก [โฮป]
ในที่สุดก็ถึงวันที่พวกเราทั้งสองคนได้ออกจากโรงพยาบาล
เห็นคุณหมอดูจะประทับใจความเร็วในการฟื้นหลังการผ่าตัดของผม ว่าเร็วอย่างผิดมนุษย์ทั่วไปนัก
แต่ผมว่าน่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่พัฒนาไปไกลมากแล้วมากกว่า
“ไม่คิดจะอยู่ต่อจริง ๆ นะหรือโฮป? ”
“ไม่”
“ดอง…”
ยัยลี่เริ่มทำหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง ในตอนที่พวกเรากำลังเดินออกจากโรงพยาบาล
คงเศร้าที่เพื่อนกำลังจะจากไปสินะ
แต่ผมไม่อยากเสี่ยงชีวิตอยู่ในดินแดนบ้า ๆ นี้อีกต่อไปแล้ว
ผมไม่อยากตายอย่างไร้ค่าเหมือนอย่างพ่อกับแม่เช่นนั้น
“ดอง…”
“... หยุดทำหน้าเหมือนหมาถูกทิ้งได้แล้ว ดูนั่น ทุกคนมารอรับพวกเราแล้วนะ”
ผมชี้ไปที่ลานกว้างหน้าโรงพยาบาล
พวกพ้องของพวกเราทุกคน รวมไปถึงพวกพ้องของไพไรต์ที่เป็นชนเผ่าท้องถิ่นของทวีปนี้ ต่างกำลังมายืนรอรับพวกเราที่กำลังออกจากโรงพยาบาลกันอยู่
พอเห็นภาพนี้แล้ว มันก็อดที่จะเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมาไม่ได้
เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคนจนอย่างผมยังได้รับการยอมรับจากพวกเขาอยู่
“ดอง…”
แต่ยัยลี่ก็ยังไม่กลับมาดูร่าเริงเลยแม้แต่น้อย
“...”
พอเห็นยัยนี่ที่ปกติมักทำตัวร่าเริงมาทำหน้าหงอยแบบนี้…
ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดแปลก ๆ ขึ้นมากันได้ฟะ?
“จริงหรือที่นายบอกว่าจะกลับทวีปนะ? ”
“ใช่แล้วไฮเจน”
“...เข้าใจแล้ว ขอให้โชคดีนะ”
“ขอให้โชคดีเช่นกัน ปิว~”
คนที่เข้ามาคุยกับผมเป็นสองคนแรกคือเจ้าไฮเจนกับเยลโล่
ถึงจะพูดอวยพร แต่ใบหน้าไฮเจนที่ดูร่าเริงกลับฉับพลันกลายเป็นลูกหมาถูกทิ้งตามยัยลี่ไปอีกคน
อะไรของพวกนี้กันฟะเนี่ย!?
จะบอกว่าแค่คนจน ๆ อย่างผมไม่อยู่คนหนึ่ง มันเป็นเรื่องน่าเศร้าขนาดนี้เลยอย่างงั้นเรอะ!?
อีกอย่าง เสาสัญญาณข้ามทวีปมันก็มีแล้ว เทคโนโลยีโฮโลแกรมก็มี จะใช้ติดต่อกันเมื่อไหรก็ได้ไม่ใช่หรือยังไง?
ขอร้องละ อย่าทำหน้าเศร้ากันแบบนี้สิ
ไม่อย่างงั้นผมคงได้เปลี่ยนใจแน่…
“แล้วคุณโฮปวางแผนยังไงกับหุ้นของ [เหมืองแร่โฮป] ที่ถือเอาไว้อยู่กันละคะ? ไม่ใช่ว่าเหลือเวลาอีกแค่ 7 วัน ก่อนที่เรือจะออกจากท่าหรือคะ? ”
“ใช่แล้วละแฟต ผมจะกลับไปในอีก 7 วัน--- เดียวก่อน! ที่บอกว่า [เหมืองแร่โฮป] นั่นหมายความว่ายังไง? ไม่ใช่ว่ามันจบลงตั้งแต่วันที่โดนรัฐบาลเข้ามาควบคุมไปแล้วหรอกเรอะ!? ”
“... คุณโฮปค่ะ แสดงว่าไม่ได้ตามอ่านหรือเปิดดูจดหมายแจ้งนัดประชุมที่เขาส่งมาเลยใช่ไหมละคะ? ”
“เออ… ก็ผมมีฐานะเป็นแค่ตัวตายตัวแทนรับผิดชอบใช่ไหมละ? เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมประชุมอะไรพวกนั้นหรอกมั้ง? แถมเห็นว่าค่าเสียหายจากการปิดเหมือง มีภาครัฐอุ้มดูแลให้หมด เลยคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องไปสนใจด้วย…”
“ปิดเหมืองไม่ได้แปลว่าปิดบริษัทค่ะ สุดท้ายแล้ว คอของคุณก็ยังขึ้นเขียงรอวันที่จะโดนบูชายัญอยู่เช่นเดิมค่ะ”
ชิบหาย
“เออ… ไม่ใช่ว่าในงานเลี้ยงวันนั้น เจ้าประธาน---มดคนนั้นบอกว่า---”
“เขาชื่อเซอร์ไวค่ะ หัดจำชื่อคู่ค้าหน่อยนะคะ นี่คุณโฮปคิดจริง ๆ หรือว่าเชื่อใจเขาได้? หลังจากวันนั้นมันก็ผ่านมา 23 วันแล้ว เขาได้เดินเรื่องอะไรให้หรือเปล่าละคะ? ที่ฉันเห็น คือมีแต่ใช้เรื่องของคุณเพื่อพยายามจีบฉันเท่านั้นเองค่ะ”
“อย่างงั้นหรือ ใช้เรื่องของผมเพื่อเข้ามาจีบแฟตอย่างงั้นเองหรือ”
“...”
“เดียวววว! ไอเจ้าประธานบ้านั่นใช้ผมเป็นเครื่องต่อรองเพื่อเข้าหาเธออย่างงั้นเรอะ!? ”
“ใช่ค่ะ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธไปแล้ว เพราะงั้นถึงได้รู้เรื่องสถานการณ์ของคุณโฮปดียังไงละคะ? ”
แฟตพูดเช่นนั้นแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างหมดแรง
“ถ้ายังไง ก่อนจะกลับบ้าน กรุณาให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้ก่อนจะเป็นพระคุณมากเลยค่ะคุณโฮป”
กลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาเสียได้
ให้ตายสิ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความโลภของตัวเองแท้ ๆ
ผมคิดเช่นนั้นในระหว่างที่กำลังเดินทางกลับไปหอพักของโรงเรียน
ในตอนนั้นเองที่พรุนเปิดประเด็นบทสนทนาใหม่ขึ้นมา
“แล้วลี่กับโฮปจะลงแข่งงาน [ประลองยุทธ์] ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 33 หรือเปล่าคะ? ”
“งานแข่งประลองยุทธ์หรือพรุน? ”
“เป็นความคิดของพ่อ--- ผอ. บานา นะคะ คือ… เป็นเพราะเหตุการณ์น่าเศร้าที่มีคนตายมากมาย รวมถึงพี่ชายของฉันจากพวกอะบอม... เขาเลยคิดว่าควรจะจัดงานรื่นเริงสักอย่างขึ้นเพื่อปรับอารมณ์เป็นงานส่งท้ายบอกลาให้พวกนักเรียน ก่อนที่พวกเขาจะกลับบ้านกันค่ะ”
พอได้ยินชื่อของบานา ความรู้สึกไม่พอใจบางอย่างก็เริ่มถาโถมเข้ามาในจิตใจ
ผอ. บานา คือคนที่รับผิดชอบการสำรวจทวีปใหม่ จนกระทั้งลดบทบาทตัวเองมารับหน้าที่สอนคนรุ่นใหม่ในรั้วโรงเรียนไพโอเนียร์เมื่อช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้
เขาควรเป็นคนที่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อการตายของพ่อกับแม่ของผม
มาคิดดูตอนนี้ การที่พ่อกับแม่ต้องตายอยู่ในเขตบึงมรกตมาตั้งหลายสิบปีโดยไม่มีใครพบเจอศพ จนกระทั้งผมกับไฮเจนไปพบโดยบังเอิญแบบนั้น...มันแปลว่าอะไรกัน?
แสดงว่าในสมัยที่บานายังกุมอำนาจสูงสุดในการสำรวจ ณ ตอนนั้น ไม่ได้แม้แต่จะคิดส่งคนออกไปตามหาผู้สูญหายเลยสินะ?
“จัดงานรื่นเริงด้วยการแข่งประลองยุทธ์ ทั้งที่พึ่งมีคนตายไปมากมาย สมกับเป็นแนวคิดของพวกเผ่ายักษ์ที่มีแต่กล้ามเนื้อเลยนะ”
เพราะแบบนี้เลยอดที่จะพูดจิกกัดออกไปไม่ได้
พรุนเลิกหางตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะปรับอารมณ์โต้ตอบกลับมา
“ฉันจะถือว่านั่นเป็นคำชมก็แล้วกันค่ะ”
อ๊ะ… แย่ละสิ
มันไม่ใช่ความผิดของพรุนหรือพ่อของเธอสักหน่อย
รู้สึกเกลียดตัวเองเป็นบ้า
"งานประลองยุทธ์อย่างงั้นหรือดอง? "
"ใช่ค่ะ เห็นว่าเงินรางวัลมีมากถึงสิบล้านยูนิตเลยค่ะ"
เมื่อไหรผมจะเลิกนิสัยถือโทษคนอื่น---
"เงินรางวัลสิบล้านหน่วยจริงหรือพรุน!? "
"เหวอ!? จะตะโกนทำไมคะ!? ใช่ค่ะ เพราะเป็นงานแข่งที่ทำเพื่อหาผู้แข็งแกร่ง มันก็ควรมีรางวัลสมน้ำสมเนื้อจริงไหมละคะ? "
เคยได้ยินว่าพวกเผ่ายักษ์ให้ความสำคัญกับคนที่แข็งแกร่งเป็นหลัก
เพราะแบบนั้นเลยตั้งเงินรางวัลซะสูงลิบเลยสินะ
"ขอกลับคำพูด เผ่ายักษ์ช่างฉลาดล้ำนัก! ผมเองก็จะเข้าร่วมงานแข่งด้วย! "
“เออ… คุณโฮปค่ะ แล้วเรื่องหุ้นของบริษัทเหมืองแร่โฮปละคะ? ”
“พรุน พอจะรู้รายละเอียดของการแข่งบ้างหรือเปล่า! ”
ผมเมินคำท้วงของแฟตแล้วหันไปคุยกับพรุนต่อ
เอาน่า~ จัดการช้าไปวันสองวันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?
"เออ… มันเป็นการแข่งทีมค่ะ"
"งั้นมาตั้งทีมฝึกกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปกันเถอะ! "
***วันที่ 31 เอนมูว์ทัวร์
เพราะว่าพวกเราจะลงแข่งขันประลองยุทธ์ที่จะจัดกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เลยออกมาฝึกกันที่ลานกว้างตรงบริเวณนอกเมือง
"ก่อนอื่น เนื่องจากไพไรต์ไม่สนที่จะจับกลุ่มกับพวกเรา สมาชิกในทีมจึงเหลือเท่าที่เห็น"
"ถึงจะเหลือแค่นี้ แต่มาสู้สุดใจขาดดิ้นกันเถอะดอง! "
ผมหันไปดูยัยลี่ที่รับลูกคู่อยู่ข้าง ๆ
หลังจากเมื่อวาน พอบอกว่าจะลงแข่งเป็นทีม เธอก็ดูร่าเริงขึ้นมาในทันที
เดาใจยัยตัวจิ๋วคนนี้ยากจริงวุ้ย
แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสากลับมาบนใบหน้าเล็ก ๆ นั้นแล้ว กลับทำให้รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งขึ้นมายังไงก็ไม่รู้
รอยยิ้มเหมาะกับยัยนี่จริง ๆ ด้วยนั่นละ
คิดเรื่องบ้าอะไรของตรูอยู่ฟะเนี่ย
กลับมาที่เรื่องการตั้งทีมในงานประลองก่อนสิเฮ้ย!
คนที่ลงแข่งในฐานะทีมของเราอย่างเป็นทางการ มีผม พรุน ยัยลี่ ไฮเจน แล้วก็ดิวซ์
ส่วนพวกไพไรต์บอกว่า "ถ้าจับกลุ่มกับพวกแกคงจะมีเรื่องวุ่นตามมาอีก แยกกลุ่มจะดีกว่านะ" ว่าแล้วก็ไปตั้งกลุ่มของมันเองขึ้นมา
อนึ่ง เขาไม่ให้หุ่นยนต์เข้าร่วมต่อสู้ เพราะแบบนั้นจาวิสเลยลงแข่งไม่ได้เช่นกัน
ให้ตายสิ ถ้ามีจาวิสอยู่ ทีมเราก็แทบจะการันตีชัยชนะไปได้แล้วแท้ ๆ
ดังนั้นคนที่ไม่เข้าร่วมงานประลองอย่างแฟต เยลโล่ จาวิส จึงช่วยสนับสนุนในด้านข่าวสารกับวางแผนต่อสู้ไปแทน
"งั้นก่อนจะเริ่มการฝึก มาทวนกันหน่อยว่าใครทำอะไรได้บ้าง เริ่มจากผม โฮป ถึงจะต่อสู้ไม่เก่ง แต่พอจะมั่นใจฝีมือในการใช้กระบี่พอสมควร คิดว่าสามารถรับหน้าที่เป็นแนวป้องกันคอยถ่วงเวลาได้อยู่"
"เราไฮเจน ถึงร่างจะเป็นสตรีเพศไปแล้ว แต่ความแข็งแรงก็มิได้ด้อยลงเลยแม้แต่น้อย ถนัดการล่อศัตรูและสู้ประชิดตัว มันใจในสัญชาตญาณรับรู้ภัยอันตรายของตัวเองพอสมควร ให้เราทำหน้าที่เป็นตัวล่อกับเฝ้าระวังได้"
"ฉัน ดิวซ์ อาวุธคือเคียว ถนัดการลอบสังหารค่ะ ถ้าสงสัยในฝีมือ ลองถามเยลโล่ดูได้ค่ะ"
ว่าแล้วทุกคนก็หันขวับไปมองเยลโล่พร้อมกัน
ถึงเขาจะส่งยิ้มกลับมาพร้อมกับร้องว่า " ปิว~? " อย่างน่ารัก
แต่ขาของเขากลับกำลังสั่นเป็นเจ้าเข้าทรงอย่างรุนแรง...
"ความเก่งของท่านสุภาพสตรีดิวซ์หรือครับ? เธอเก่งกาจมากครับ ปิว~ เก่ง… ว๊ากกกกกกกกกกก! "
ในตอนนั้นเองที่เจ้าเยลโล่กรีดเสียงร้องราวกับคนบ้า
ใบหน้าของมันเปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นสีหน้าอันหวาดกลัวราวกับกำลังฝันร้าย
"โอ๊ โอ๊~ เด็กดีน้า~ น่าสงสารจัง~ แต่ไม่เป็นไรแล้วน้า~"
"ฮึก… ไม่เอา… ไม่เอาแบบนั้นอีกแล้วปิว…"
ดิวซ์เข้าไปโอบกอดพร้อมกับลูบหัวเจ้าเยลโล่ประดุจมารดาที่กำลังปลอบโยนลูกน้อย
ถ้าเป็นปกติ เจ้าเยลโล่คงต้องตีเนียนหื่นสัมผัส [นม] ของดิวซ์ไปแล้ว แต่มันกลับไม่ทำเช่นนั้น...
“ (ลี่ พอจะรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนั้น?) ”
“ (อย่าถามฉันเลยดอง) ”
ลี่ตอบพร้อมกับเหล่สายตามองไปทางอื่น
หากสังเกตุให้ดี จะพบว่าพวกผู้หญิงในกลุ่มกำลังเบือนสายตาหนีเหมือนกันหมดทุกคน
พวกผู้หญิงต้องรู้อะไรสักอย่างแน่ ๆ
คงไม่ใช่ว่าไปจับเจ้าเยลโล่เข้าห้องทรมานเพื่อรักษาโรคหื่นกามมาหรอกใช่ไหม?
ตอนนี้พักเรื่องของเยลโล่เอาไว้ก่อน แล้วมาวางแผนกันต่อดีกว่า
"... งั้นขอเชิญสมาชิกท่านต่อไปอธิบายความสามารถของตัวเองต่อได้เลยครับ"
"ฉัน พรุน ถนัดการใช้วิทยาศาสตร์เวทมนตร์---"
*จ้อง~*
"--- ก็ได้ค่ะโฮป ฉันยอมถอยให้แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะคะ ฉัน พรุน ถนัดการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกประเภท จะรับหน้าที่แนวหน้าเองค่ะ และเนื่องจากงานนี้ให้สัตว์เลี้ยงเข้าแข่งได้หนึ่งตัว ดังนั้นช่วยรับเจ้าหนูลี่เข้าทีมด้วยนะคะ"
*ปี้~*
พรุนว่าเช่นนั้นแล้วยกแขนขึ้นสูง
มังกรวารีที่มีรูปร่างคล้ายงู กำลังโผล่ส่วนหัวออกมาจากใต้เสื้อคลุมสีเทาของเธอ
“ฉันสามารถประสานงานร่วมต่อสู้กับเจ้าหนูด้วยวิธีนี้ได้ค่ะ”
“สรุปคือให้ลูกมังกรวารีพันรอบตัวแล้วซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของเธอ พอศัตรูประมาทก็โผล่ออกมาโจมตีใส่สินะ? ”
“ถูกต้องแล้วค่ะ”
“เป็นแผนที่ยอดมาก! ”
แนวหน้า ตัวล่อ แนวป้องกัน คนลอบโจมตี กับสัตว์รับใช้ มีครบทุกตำแหน่งแล้ว ดังนั้นที่ขาดในตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่แนวหลังเท่านั้น
“ลี่ ผมรู้ว่าเธออยากทำหน้าที่เป็นแนวหน้า แต่ยังไงช่วยรับหน้าที่เป็น---”
"ได้เลย! ฉันคนนี้จะรับหน้าที่เป็นแนวหลังให้เอง เพราะไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าฉันแล้วยังไงละดอง! ”
ยัยภูติหัวเขียวว่าเช่นนั้น แล้วยกแขนขวาชูขึ้นฟ้าราวกับจะโอ้อวดในความสามารถของตนเอง
“นึกว่าเธอจะหัวดื้อขอทำหน้าที่เป็นแนวหน้าเหมือนทุกครั้งเสียอีก…”
“โฮป! พูดอย่างงี้ฉันเสียใจนะดอง! จริงอยู่ว่าฉันอยากทำหน้าที่เป็นแนวหน้า ตะ--- แต่--- แต่ว่าเพราะเห็นนายจริงจังมาก! ฉันเลยคิดว่าตัวเองก็ต้องจริงจังเหมือนกันยังไงละดอง! ”
ยัยลี่พูดเช่นนั้น พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มแดงมากขึ้น
น้ำเสียงของเธอฟังดูสั่นแตกพร่าผิดจากน้ำเสียงทุกครั้ง
หรือว่า---
“ลี่ นี่เธอไม่สบายหรือ? ”
“มะ--- ไม่ใช่นะดอง! อย่าเข้ามาใกล้นะดอง! ดองงงงงงงงงงงง! ”
ยัยลี่รีบบินหนีออกไปจากผม
เธอบินขึ้นสูงทิ้งระยะเหนือพื้นอยู่ราวสิบเมตร
เป็นอะไรของยัยนี่กันฟะ?
นี่พวกเรากำลังประชุมแผนการเพื่องานประลองยุทธ์มูลค่าสิบล้านยูนิตอยู่นะ!
“อาการแบบนั้น ไม่จริง!? นี่! หรือว่าเธอจะชอบ---”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด หยุดพูดเดียวนี้เลยนะดิวซ์! ””
ในตอนนั้นเองที่ปีกภูติโปรงแสงน่ารักใจกลางหลังของภูติหัวเขียวตัวน้อย ได้ส่องแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าจนแสบตา
แสงสว่างนั้นแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง แล้วพุ่งไปในอากาศที่ว่างเปล่าตรงด้านหลังของพวกเรา
อากาศที่ว่างเปล่าเริ่มถูกรวมตัวอัดแน่นเป็นพื้นที่แรงดันอากาศอันมหาศาล ก่อนจะถูกทิ้งลงบนแผ่นดินโลก
อากาศที่ถูกอัดจนแน่นได้แตกตัวออก แล้วกลายเป็นระเบิดแรงดันลมพายุที่มีพลังมหาศาล
ทุกสิ่งทุกอย่างในระยะหลายร้อยกิโลเมตร รวมไปถึงถนนกับทางรถไฟเส้นใหม่ที่กำลังก่อนสร้าง ต่างถูกทำลาย และถูกขุดเป็นหลุมกว้างประดุจมีลูกอุกกาบาตตกใส่
สมกับที่เป็น [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] บุตรีของอดีตวีรสตรีเผ่าภูติ [เอสเทอ]
ช่างเป็นพลังทำลายล้างที่สุดยอดผิดกับความสามารถของเผ่าภูติทั่วไปนัก
แล้วมันใช่เวลาจะมามัวชื่นชมกันเรอะเฮ้ย!?
ทำลายของหลวงไปแบบนี้ ได้ถูกจ่ายค่าเสียหายอานแน่!
“รีบหนีเร็วพวกเรา! ”
“เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะคุณโฮป! ”
ฉันจะเข้าไปเก็บนายน้อยมาให้ค่ะ
พวกเรารีบวิ่งหนีกลับเข้าเมืองพร้อมกัน โดยมีจาวิสวิ่งเข้าไปอุ้มร่างของยัยลี่ที่หมดแรงนอนอยู่ตรงพื้น
ใบหน้าของยัยลี่ยังคงแดงแปดเป็นลูกตำลึงอยู่
“ไม่สบายจริง ๆ ด้วยสินะ ไม่อย่างงั้นคงไม่เพี้ยนถึงขึ้นทิ้งระเบิดใส่ที่ราบแบบนั้นหรอก รีบรักษาตัวแล้วหายให้ไว ๆ ละ จะได้มาฝึกกัน”
“...”
ดิวซ์ พรุน ไฮเจน จาวิส แฟต ทั้งห้าคนต่างหันมามองทางผมพร้อมกัน
“บื้อค่ะ”
“ซื่อบื้อมากค่ะ”
“โง่ชิบหาย”
“ขนาดหุ่นยนต์อย่างฉันยังรู้สึกสงสารนายน้อยลี่แทนเลยค่ะ”
“นอกจากจะโง่เรื่องธุรกิจแล้ว ยังบื้ออีกด้วยหรือคะ? ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ”
แล้วทำไมตรูต้องถูกพวกผู้หญิงในกลุ่มรุมด่ากันด้วยฟะ!
***สิบนาทีต่อมา
“นั่นมันพวกคุณไพไรต์นี่คะ? ”
แฟตชี้ตรงไปบนถนนข้างหน้า
ระยะห่างจากเขตตัวเมืองในตอนนี้อยู่ที่ราวห้าสิบเมตร
ส่วนพวกไพไรต์ที่บอกว่าจะแยกตัวไปฝึกต่างหากนั้น กำลังวิ่งตรงมาทางพวกเราอยู่
เดียว… รู้สึกว่าเมดของมันจะมีเพิ่มจำนวนมาอีกหนึ่งคนหรือเปล่านะ?
“อ่าว!? พวกนายเองเรอะ? บังเอิญดีนะ พอดีเห็นเกิดระเบิดดังตู้มตรงนู้นเลยวิ่งมาดู เกิดอะไรขึ้นเรอะ? ”
“ลี่! ทำไมลี่ถึงอยู่ในสภาพนั้นได้ละ! ”
“ทำไมลี่ถึงอยู่ในสภาพหน้าแดงเป็นลูกตำลึงแบบนั้นได้ละเจ้าค่ะ! ไม่สบายหรือเจ้าค่ะ! ”
ไพไรต์ยิงคำถามใส่พวกเรา ในขณะที่ยัยเสือกับยัยกระต่ายพุ่งเข้าไปดูอาการของยัยลี่
นั่นสินะ… จะตอบยังไงดีเนี่ย?
“แค่ว่ายัยลี่คลุ้มคลั่งแล้วระเบิดพื้นโลกเล่นนะ”
อืม…
ให้ตายก็พูดไม่ออกแฮะ
แถมยังฟังดูบ้าบอยังไงก็ไม่รู้อีกด้วย
ตอแหลว่าไม่รู้เรื่องไปก่อน---
*โกร๊วววววววววววววววววววววววววววววววว! *
ในตอนนั้นเองที่เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วทวีปอีกครั้ง
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับมีเสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่ว
“เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย! ”
“ดูนั่น! ภูเขาไฟมัน!? ”
“ภูเขาไฟมันทำไม--- ระเบิด!? ”
ภูเขาไฟอันโดดเด่นที่ตั้งอยู่ตรงทิศเหนือของทวีปกำลังคำราม
ยอดของภูเขาไฟสีเหลืองที่เคยสงบเหมือนทุกวัน กำลังเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
แล้วมันก็เกิดขึ้น
ปากปล่องสีเหลืองของภูเขาไฟขนาดยักษ์กำลังพ่นควันสีเทาพุ่งขึ้นบดบังท้องฟ้า พร้อมกับปล่อยละอองลาวากระจายออกมาทุกทิศทุกทาง
สายฝนลาวาสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศโดยรอบ แล้วแผดเผาผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์
เปลวเพลิงสีเงินแผดเผาลุกโชน พร้อมกับถูกสายลมพัดพาให้ไฟป่าลุกลามโหมกระหน่ำ
สิงสาราสัตว์ต่างกรีดร้องวิ่งหนีไปทั่วผืนป่า
ทั่วทั้งเขตภูเขาไฟได้กลายเป็นผืนลาวากับเปลวไฟสีเงิน
มันลุกเป็นไฟทั้งภูเขา ราวกับว่าเป็น
“ [มหาตาปนมหานรก] ”
เป็น [มหาตาปนมหานรก] ดินแดนของนรกขุมที่เจ็ดเช่นนั้น
*กี๊สสสสสสสสสสส! *
*โกร๊วววววววววววววว! *
ท่ามกลางความวุ่นวายของภูเขาที่ลุกเป็นไฟนั้น มีร่างของสัตว์ขนาดใหญ่กำลังต่อสู้กันอยู่
แต่เนื่องจากอยู่ระยะไกลมาก จึงทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าไหรนัก
“นั่นมันตัวอะไรกัน? ”
“ดูเหมือนว่าตัวสีดำกำลังจะเสียเปรียบอยู่นะ”
“อ๊ะ? ตัวสีดำซัดอีกตัวลอยขึ้นฟ้า? ไม่สิ ฉีกส่วนหนึ่งออกมาโยนขึ้นท้องฟ้า? ”
“โดนหอคอยโนอาร์ยิงเลเซอร์ใส่แล้วแฮะ”
พอพูดถึงหอคอยโนอาร์ พวกเราก็หันไปทางเมดแมวตัวน้อยของไพไรต์
เธอส่ายหน้าไปมาอย่างงดงาม ราวกับจะบอกว่า “ฉันจะไม่พูดหรืออธิบายอะไรให้ฟังหรอกนะ” เช่นนั้น
“ดูนั่นก่อนสิ”
เสียงของไพไรต์ดึงสติของพวกเราให้หันกลับไปชมการต่อสู้ของพวกสัตว์ยักษ์อีกครั้ง
“เจ้าตัวสีดำกำลังทำอะไรก็ไม่รู้”
ฝ่ายเจ้าสัตว์ยักษ์สีดำกำลังเปล่งแสงสว่างออกมา
แสงนั้นใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะถูกปล่อยออกมาใส่สัตว์ยักษ์อีกฝ่าย
ลำแสงนั้นมีเปลวขอบนอกเป็นสีดำ และมีแกนเป็นสีขาว
มันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวห้าสิบเมตร และถูกยิงจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้
วิ่งผ่านผืนป่า ผ่านเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์สัตว์ ก่อนจะพุ่งเลยผ่านออกทะเลไป
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกลำแสงนั้นกลืนหายไปไม่มีเหลือ
ผืนป่า ทะเล ผืนดิน
รวมไปถึงส่วนหนึ่งของเมืองหลวงเผ่ามนุษย์สัตว์ด้วย…
“ไม่จริง… เมืองหลวงของพวกเรา… อีกแล้ว? ”
ใบหน้าของไพไรต์ดูซืดเซียวราวกับคนป่วยขาดเลือด
ผม… พอจะเข้าใจเขาอยู่นะ
โดนพวกเรารุกรานทวีป
แพ้สงครามทวงคืนแผ่นดิน
ถูกเต่าไร้ขาที่เรียกว่าเฮเดสถล่มเมืองหลวง
แล้วเมื่อกี้ ยังจะโดนลำแสงอันไร้เหตุผลทำลายเมืองซ้ำไปอีกรอบ
เรียกว่าซวยซ้ำซวยซ้อนแบบไร้เหตุผลอย่างเป็นที่สุด
“ท่านโนอาร์ รบกวนขอคำอนุญาตใช้อาวุธ และช่วยพาผมไปภูเขาลูกนั้นตอนนี้ที! ”
แต่เพียงพริบตาเดียว สายตาของเขาก็กลับมาเต็มเปี่ยมไปด้วยไฟชีวิตอีกครั้ง
“ไม่ใช่เมืองหลวง แต่เป็นที่ภูเขาหรือค่ะนายท่าน? ”
“ถ้าตัวที่ยิงลำแสงแบบนั้นยังมีชีวิตอยู่ แล้วปล่อยมาอีกลูกคงแย่ ถ้าจะปกป้องเมืองหลวง คงมีแต่ต้องไปที่นั่นเท่านั้น! รบกวนด้วยครับ! ”
คิดไปไกลถึงขนาดนั้นเลยเรอะหมอนี่
“เข้าใจแล้ว งั้นรบกวนนายท่านไพไรต์ตามมาทางนี้ด้วยค่ะ”
“ขอบคุณครับ! ”
“ขอพวกเราตามไปด้วยสิไพไรต์! ”
“อืม! ”
ว่าแล้วพวกไพไรต์ก็วิ่งตามยัยเมดแมวกลับเข้าไปในเมือง
หมอนี่มันสุดยอดจริง ๆ แฮะ…
พอเอามาเทียบกับตัวผมเองแล้ว… รู้สึกละอายใจขึ้นมาเลยแฮะ
ผมจะเป็นอย่างเขาได้ไหมนะ?
เป็นอย่างเขา เป็นคนที่ไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับความไร้เหตุผลของโลกใบนี้แบบนั้น
“พวกเราเองก็ไปช่วยพวกเขากันเถอะ ดอง~”
จู่ ๆ ยัยลี่ก็ลุกพรวดขึ้นมาจากหลังของจาวิสพร้อมกับพูดจาโลกสวยออกมา
“... สภาพแบบนั้นยังไหวอีกหรือ? ”
“กินช็อคโกแลตเพิ่มแคลอรี่เดียวก็หายแล้วดอง นี่ไง *งัม ๆ * หายแล้วดอง! ”
ยัยลี่กินช็อคโกแลตที่ซุกเอาไว้ใต้ชุดคลุมสีเทา แล้วเริ่มบินโชว์ให้เห็น
ระบบเผาผลาญทำงานดีเกิดไปแล้ว!
“เอาละ เมื่อพร้อมแล้ว งั้นพวกเราตามไพไรต์ไปกันเลยดอง! ”
“เดียว---”
พรรคพวกของผมต่างวิ่งตามไพไรต์ไปเป็นที่เรียบร้อย
จะโลกสวยช่วยคนก็ให้มีขอบเขตกันบ้างหน่อยสิพวกเอ็ง!
เอาคอตัวเองไปขึ้นเขียงเพื่อความรู้สึกส่วนตัวแบบนี้ คิดว่ามันคุ้มกันแล้วหรือยังไง!
ดูอย่างพ่อกับแม่ของผมเป็นตัวอย่างได้!
เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงตามความฝันจนตายอย่างอนาจกลางป่าเหลือแต่กระดูกแบบนั้น!
ไม่เหลือชื่อเสียง ไม่เหลืออะไรทิ้งเอาไว้สักอย่าง!
“ (ไม่อยากจะยอมแพ้ให้กับความไร้เหตุผลของโลกใบนี้ไม่ใช่หรือ?) ”
แต่อีกใจหนึ่งของตัวเองกลับมีความคิดแย่งกลับมาเช่นนั้น
...ชิ ไอความรู้สึกนี้มันน่ารำคาญจริงวุ้ย
“ช่วยไม่ได้ เอาไงก็เอา เฮ้ย! อย่าวิ่งกันเร็วนัก รอกันหน่อยสิฟะ! ”