“องค์ชายฝานจิ้ง... องค์ชายฝานจิ้งใช่ไหมเพคะ”
เสียงอันคุ้นเคยแต่เยาว์วัยทักขึ้นเสียงของคนที่รักเสด็จแม่และรอพระองค์อยู่เสมอ เมื่อเ้าของพระวรกายสูงผินพระพักตร์คมคายตามเสียงทักพระสนมซู-ซือหนี่มองโอรสในพระสนมเอกเยว่เหลียงด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความปีติแม้องค์ชายเคยประทับร่วมตำหนักได้อุ่นกายก็จริงหากความอบอุ่นทางใจไหนเลยจะเท่าได้รับจากแม่ผู้ให้กำเนิดซึ่งตายจากก่อนวัยอันควรนานเท่าไรแล้วที่ตำหนักแห่งนี้ร้างเว้นซึ่งเสียงพระสรวลของ องค์ชาย เพราะเมื่อล่วงเข้าสิบห้าชันษาก็ต้องย้ายออกห่างอกมารดาผู้เลี้ยงดูอีกครา
“ฝานจิ้งคารวะพระสนม” องค์ชายฝานจิ้งทรงทำความเคารพนอบน้อมดั่งเคย
พระสนมซูซือหนี่นั้นเข้ามาอยู่ที่ตำหนักแห่งนี้ด้วยภักดีหาใช่ความรักแต่แรกไม่ เมื่อจริตเสน่หาที่สตรีวังหลวงพึงมีถูกนำมาใช้อย่างน้อยนิดแค่เพียงเพราะรูปงาม จึงไม่อาจเหนี่ยวรั้งให้จักรพรรดิซึ่งมีสนมนับร้อยนับพันทรงมาเหลียวแลด้วยความสนิทเสน่หาได้นานตำหนักแสงจันทร์หลังน้อยจึงคล้ายจันทร์ในคืนเดือนเสี้ยว โดดเดี่ยวเศร้าสร้อยไร้คนแล
ไม่นานนักสนมจากหัวเมืองทางเหนือก็เข้ามาอยู่ร่วมตำหนัก นางผู้มีรูปโฉมงดงามหากแต่คล่องแคล่วปราดเปรียว ไร้ซึ่งจริตมารยา ทั้งยังนอบน้อมต่อผู้อยู่ก่อนเป็เนืองนิตย์ทั้งสองจึงได้รักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกัน อีกคนมาจากต่างบ้านต่างเมืองอีกคนอยู่อย่างเดียวดายดุจดอกไม้รอวันร่วงโรยเมื่ออยู่คู่กันพระตำหนักแสงจันทร์จึงสาดแสงราวจันทร์เต็มดวงขึ้นอีกคราว
ความรักจากองค์จักรพรรดิมิได้ถูกส่งมาให้เพียงสนมเยว่เหลียงในตอนนั้นหากเผื่อแผ่มาถึงนางด้วยไม่นานนักสนมจากหัวเมืองเหนือให้กำเนิดพระโอรสองค์น้อยพระนามฝานจิ้งด้วยวัยที่มากขึ้น พระสนมซูซือหนี่จึงตั้งครรภ์ช้ากว่าเจ็ดปี ก่อนให้กำเนิดพระธิดาองค์น้อยนามอวี่เฉินซึ่งเปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจของผู้เป็แม่...ชีวิตของนางไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
พระวรกายสง่างามสูงผึ่งผายเยี่ยงชายชาตินักรบทรงยืนตรงดวง พระเนตรรียาวรับกับพระนาสิกโด่งพระโอษฐ์นั้นค่อยๆ คลี่แย้มออกก่อนถามด้วยสุรเสียงนุ่มนวล
“คิดถึงหม่อมฉันมากไหม” ตรัสถามอย่างเมื่อครั้งทรงพระเยาว์
เมื่อก่อนองค์ชายและพระสนมซูพำนักอยู่คนละฝั่งของตำหนักทรงะโไปมาประเดี๋ยวเดียวก็ถึง หายพระพักตร์ไปไม่ทันถึงชั่วยาม พบ พระสนมอีกคราก็ส่งพระสุรเสียงเจื้อยแจ้ว...คิดถึงหม่อมฉันมากไหมๆ
พระสนมซูซือหนี่ทูลเชิญองค์ชายฝานจิ้งเข้าประทับภายในตำหนักพระองค์ทรงรับสุธารสชาที่พระสนมผู้เปรียบเสมือนแม่อีกคนนำมาถวาย พร้อมตรัสถามสารทุกข์สุกดิบอย่างเป็กันเองตามประสาคนเคยร่วมชายคาไม่โปรดให้มีพิธีรีตองใดๆ เพราะที่แห่งนี้คือ...บ้าน บ้านหลังแรกที่ประทับฝังแน่นในห้วงพระหฤทัย
“น้องหญิงอวี่เฉินไปไหนเสียแล้ว หม่อมฉันยังไม่เห็น”
“อยู่ตำหนักเอินฉิง เพื่อฝึกดนตรีเขียนอักษรและวาดภาพเพคะ”
“อ้อ...พี่หญิงและน้องหญิงทุกพระองค์ต้องปรีชาในเื่เหล่านี้...โชคดีที่เกิดเป็ชาย”ตรัสแล้วก็ทรงสรวล พระพักตร์คมนั้นอาบด้วยความสุข
แต่ไหนแต่ไรมา สถานที่ที่พระองค์ไม่ทรงโปรดจะย่างพระบาทเข้าใกล้นอกจากห้องทรงพระอักษรเล็กและพระตำหนักเทียนตี้ที่ประทับของ องค์จักรพรรดิแล้ว อีกที่ก็คือพระตำหนักเอินฉิงอันเป็ที่ประทับของพระมเหสี
‘ตำหนักเปลี่ยนนิสัย’ ใครเข้าไปแล้วออกมาก็เหมือนกันหมดสมญานามนี้รู้กันเฉพาะคนในตำหนักแสงจันทร์
เพราะสนมเยว่เหลียงเป็ที่โปรดปราน พระโอรสจึงได้รับยกเว้นบ้าง จะเห็นพระพักตร์ขององค์ชายฝานจิ้งที่พระตำหนักเอินฉิงก็ต่อเมื่อมีพระเสาวนีย์ให้พระองค์ได้ทรงพระอักษรร่วมกับพี่น้องคนอื่นแต่ไม่นานนักก็ทรงหาเื่ไปเรียนที่ตำหนักถงเิของเสด็จอาหยิงิกับเสด็จอาเฟยเสียนแทนเป็ที่รู้กันว่าพระองค์นั้นทรงรู้หลบเป็ปีก รู้หลีกเป็หางั้แ่ยังทรงพระเยาว์
เสด็จกลับวังหลวงครั้งนี้แค่เจ็ดวัน เวลาขององค์ชายฝานจิ้งหมดไปกับการเสด็จเยี่ยมเยือนเข้าตำหนักนั้นออกตำหนักนี้แต่ที่ไม่ทรงเฉียด พระวรกายใกล้คือ...ตำหนักผีเสื้อ
เพียงเพราะลมปากคนตำหนักนั้นเสด็จอาเฟยเสียนต้องสิ้นพระชนม์ที่มู่โจวซึ่งเป็เมืองชายแดนแร้นแค้นทางตะวันตก ทำให้พระมารดาต้องจำพรากจากพระองค์ไป...ตลอดกาล
เมื่อไร้แม่ผู้ให้กำเนิดแล้วก็ทรงอยู่ในความดูแลของแม่อีกคนนานนับแปดปีหากพระองค์ไม่มีสายใยผูกพันกับคนตำหนักแสงจันทร์แล้ว...พระองค์ก็ไม่ทรงมีพระดำริที่จะกลับมา
ภายในห้องทรงพระอักษรของพระตำหนักไท่คุนแห่งวังหลวงซึ่งเป็ที่ประทับของจักรพรรดิแคว้นต้าฉางราชโอรสองค์รองฝานจิ้งเข้าเฝ้าพระบิดาอยู่ตามลำพัง
“เ้าจะไปประจำที่ด่านเวิ่นติ้งรึเพิ่งจะกลับเข้าวังหลวงก็จะขอย้ายไปอีกที่ ทำไมไม่อยู่ช่วยงานข้าที่นี่เล่า”
“ข้างกายเสด็จพ่อมีรัชทายาทองค์ชายสามและเหล่าเสนาบดีอีกมากมายทูลตามตรงเกล้ากระหม่อมไม่ชินกับการใช้ชีวิตที่เมืองหลวงนัก ชีวิตทหารที่เมืองหน้าด่านจะทำประโยชน์แทนคุณให้แผ่นดินต้าฉางได้มากกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเสินตี้ถอนพระปัสสาสะเมื่อใจคนเป็ลูกคิดจะไป ตรัสห้ามอย่างไรก็คงไม่อยู่ แต่สิ่งที่ลูกกล่าวมานั้นก็เป็ความจริงแม้เวลานี้แผ่นดินเป็ปึกแผ่นแต่ปัญหาเมืองหน้าด่านที่ถูกรุกรานจากแว่นแคว้นน้อยใหญ่โดยรอบนั้นเรื้อรังมานานบ้านเรือนราษฎรถูกปล้นสะดมอยู่เนืองๆ ผู้คนหนีตายกระจัดกระจายเมื่อเกิดเป็เ้าแผ่นดินแล้ว จะกระทำเพิกเฉยต่อชีวิตราษฎรก็หาควรไม่ ต้าฉางเป็ผืนแผ่นดินที่เหล่าบรรพชนแลกมาด้วยเืเนื้อและชีวิตสมควรแล้วจะส่งคนมีฝีมือไปปกครองเพื่อดูแลชีวิตไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินที่อยู่ห่างไกล
พระโอรสองค์รองเลือกใช้ชีวิตแบบทหารและติดตามพระอนุชาของพระองค์นามหยิงิไปประจำที่ชายแดนั้แ่สิบเจ็ดชันษาฝานจิ้งเป็ดั่งเงาตามตัวเสด็จอาพระองค์นั้น ใน่แรกพระองค์ทรงคัดค้านด้วยมีพระประสงค์ให้องค์ชายประทับและใช้ชีวิตอยู่ในรอบรั้วเขตกำแพงเมืองแต่ลูกคนนี้ขึ้นชื่อนักในความดื้อ หัวรั้นและใจเด็ดบ่อยครั้งมักแอบหนีออกนอกกำแพงเมืองท่องไปทั่ว ไม่กริ่งเกรงว่าจะกริ้ว เขาเร้นกายหายไปนานเกือบอาทิตย์โดยไม่รู้ข่าวคราวเลยก็มีฝีมือด้านเพลงดาบเพลงกระบี่ไม่เป็รองแก่ผู้ใดคู่ประลองนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็เหล่าราชองครักษ์ฝีมือเลิศหรือไม่ก็เหล่าทหารของิอ๋องที่หมุนเวียนมาถวายงานถ่ายทอดวิชาให้
แม้ถึงคราวประลององค์ชายฝานจิ้งสั่งทหารไม่ให้ออมมือแต่ใครเล่าจะกล้าทำให้ตกซึ่งหยาดพระโลหิต...
สักวันพวกท่านจะตายเพราะประมาทเรา!เสียงของลูกรักองค์น้อยยามถูกขัดใจยังดังก้องในความทรงจำ
คราใดที่รู้ว่าพระองค์มีพระประสงค์เรียกเข้าห้องทรงพระอักษรพระโอรสเป็ต้องหลบลี้หนีพักตร์ หนีก่อน...แล้วค่อยมารับพระอาญาทีหลัง ต่างจากองค์ชายเทียนหลงองค์ชายหนานลี้และพระโอรสองค์อื่นๆ ที่คอยเข้าเฝ้าใกล้ชิดหมุนเวียนถวายงานมิได้ขาด
เป็ที่รู้กันว่าพระโอรสองค์รองไม่ชอบที่จะอยู่ใกล้ๆพระองค์
จักรพรรดิเสินตี้นั้นทรงเข้าพระทัยดีว่าองค์ชายฝานจิ้งยังมีปมกับพระองค์ลูกนั้นรักด้วยความเป็ผู้ให้กำเนิด ทว่าผู้ให้กำเนิดก็เป็เหตุที่ทำให้มารดาต้องตายพระองค์ทรงรักพระสนมเยว่เหลียงมาก ความผิดใดที่พระสนมทำพระองค์พระราชทานอภัยโทษให้ได้ทุกอย่าง แต่การคบชู้นั้นยากเกินจะทรงทำใจได้หลักฐานมัดแน่นปรากฏแก่พระเนตร ชู้ไม่ใช่คนไกลหากแต่เป็พระอนุชาร่วมราชมารดา
โทษปะานั้นละเว้นได้
แต่โทษจองจำนั้นต้องทำตามระเบียบวังหลัง
ต้องประจานไว้ให้เห็นเป็เยี่ยงอย่าง!
เทียนหลงซึ่งเป็องค์รัชทายาทนั้นปรีชาด้านราชการงานเมืองแต่กลับมีพลานามัยอ่อนแอ เนื่องจากพระมเหสีทรงพระครรภ์เมื่อพระชนมายุมากแล้วหนานลี้เป็พระโอรสเกิดจากพระสนมไป๋ฮวา งานราชการนั้นยังเป็รอง ความรอบคอบรอบรู้ยังด้อยฝีมือกระบี่ดีทว่าใจร้อน ยังเอาแต่ใจตนอยู่มาก ส่วนพระโอรสพระธิดาที่เหลือล้วนยังเยาว์และด้อยประสบการณ์นัก
ที่พระองค์ทรงอยากฝากฝังให้เคียงบ่าเคียงไหล่องค์รัชทายาทก็มีพระโอรสองค์รองแม้ท่าทีภายนอกของฝานจิ้งดูเหมือนไม่สนใจความเป็ไปใดๆ แต่เหตุใดจะไม่ทรงทราบว่าแท้จริงแล้วพระโอรสองค์นี้ปรีชายิ่งและเป็เลิศในทุกด้านเพียงเพราะไม่อยากอยู่ใกล้พระองค์ ฝานจิ้งจึงทำตัวเหมือนไม่เป็โล้เป็พายกับงานราชการในเมืองหลวงทรงเข้าพระทัยว่าลูกรักเลือกแล้วที่จะหลบให้ห่างงานในกำแพงวัง
เมื่อพระองค์ทรงเรียกตัวพระโอรสกลับวังด้วยหวังให้ออกห่างจากอนุชาต่างมารดาบ้างพระโอรสกลับขอพระอนุญาตไปประจำการที่อื่นแทนเสียนี่
‘เกล้ากระหม่อมขอเป็แขนเป็ขาให้องค์รัชทายาทสอดส่องแทนพระเนตรพระกรรณเสด็จพ่อที่ชายแดนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ’ คำอธิบายมีเพียงเท่านั้น
คำแทนตัวเหินห่าง ไม่มีอีกแล้ว ลูกอย่างนั้น...ลูกอย่างนี้โกรธพ่อถึงขนาดอยู่ร่วมกันไม่ได้เชียวหรือไร...