13 เมื่อดอกรักแย้มบาน (2)
13เมื่อดอกรักแย้มบาน (2)
“มายุ่งอะไรกับคนของข้า”
ใต้อกซ้ายของฟีออนเกิดอาการไหววูบ หญิงสาวหันไปมองเจ้าของประโยคนั้นอย่างตื่นตกใจยิ่งกว่าคำพูดดูถูกนางก่อนหน้านี้เสียอีก แม้จะพึงระลึกได้ว่าท่านคาอูลคงออกปากพูดเพื่อช่วยนางเท่านั้น แต่ใจหญิงสาวก็เต้นแรงตุบตับหน้าร้อนผ่าวขึ้นอย่างบอกไม่ถูกเลย
“ปะ...เปล่าสักหน่อย แค่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเจอกัน ก็เลยแค่ทักทายกันเท่านั้น”
“ถ้าทักทายเสร็จก็เชิญไปได้แล้ว ข้าไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับคนของข้า...โดยเฉพาะพวกผู้ชาย” คาอูลเพ่งจ้องกลุ่มของชายเกเรที่เริ่มสะกิดกันให้รีบเดินออกไป ทหารมหาดเล็กฯ ถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อทั้งสามจากไปไกลได้พอประมาณแล้ว ก่อนจะหันกลับไปมองฟีออน...ที่สะดุ้งโหยงจนหลบหน้าหนีเขาทันทีเมื่อตาได้สบตา
“ทำไมเจ้าไม่ตอบโต้คนพวกนั้นไปบ้าง”
“ก็แค่พวกโตแต่ตัวค่ะ พวกนั้นชอบแกล้งข้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งตอบโต้อะไรไปยิ่งไม่จบไม่สิ้นมากกว่า”
“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า พวกนั้นพูดจาหยาบคายกับเจ้ามากเลยนะ ให้ข้าไปจัดการสั่งสอนให้เข็ดหลาบให้มั้ย”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ใช่ว่าจะได้พบกันแบบนี้อีกไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้ออกจากวังก็อาจจะไม่ได้พบพวกนั้นอีกแล้วก็ได้ ข้าไม่เป็นไรค่ะ มันชินแล้ว”
คาอูลได้แต่ลอบถอนใจอีกครั้ง ฟีออนไม่ควรเคยชินกับคำพูดพวกนี้เลย ที่ผ่านมานางต้องพบเจออะไรมามากมายเท่าไหร่กันแน่ ถึงจะทำใจให้ชินกับเรื่องแบบนี้ได้
“ต่อไปนี้...” คาอูลงับปากตัวเองไว้ได้ทันก่อนจะเผลอพูดอะไรที่อาจฟังดูน่าอายออกมาต่อ เพราะถ้าเผลอหลุดปากมีหวังได้ทำตัวกันไม่ถูกแน่ๆ
“กลับกันเถอะ กลับไปกินมื้อเย็นในวังดีกว่า”
คาอูลเดินไปทักทายกับท่านลุงเจ้าของร้านเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาจับมือของฟีออนให้ลุกขึ้นเดินด้วยกันอีกครั้ง แม้หญิงสาวจะตกใจอยู่ไม่น้อยที่ท่านคาอูลทำแบบนี้อีกแล้ว แต่นางก็หาได้ประท้วงอะไรออกมาอีกต่อไป ได้เพียงเดินตามชายหนุ่มไปอย่างเงียบเชียบ เพราะเขินจนทำตัวไม่ถูกขึ้นมาแล้วจริงๆ
จนกระทั่งก่อนถึงหน้าประตูวัง คาอูลหันกลับมาแล้วปล่อยมือของหญิงสาวออกในที่สุด ก่อนจะหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อส่งยื่นให้กับฟีออน
และเมื่อคาอูลยังคงเอาแต่ยื่นมือมาค้างไว้อย่างนั้น หญิงสาวจึงยื่นมือไปรับมาอย่างงุนงงในที่สุด หลังจากเปิดดูแล้วฟีออนก็ยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก เมื่อพบว่ามันคือสร้อยข้อมือไข่มุกสีนวลตาชวนให้หลงใหลพึงมอง ดูเผินๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นงานฝีมือที่ประณีตมาก และแน่นอนว่าคงจะเป็นของมีราคาอยู่เอาการ
“เอ่อ นี่อะไรคะ”
“ให้...เจ้า” เสียงของชายหนุ่มนั้นสั่นแปลกตะกุกตะกักพิกล นั่นยิ่งทำเอาหญิงสาวตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นไปอีก
“หะ...ให้ข้า... ให้ข้าทำไมคะ”
“ก็...เอ่อ...ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าไง”
“แต่นั่นอีกตั้งหลายเดือน”
“ไม่รู้ล่ะ เจ้าจะไม่รับมันหรือ”
เมื่อถูกชายหนุ่มตัดบทให้เลิกถาม หญิงสาวจึงได้ก้มลงพิจารณาของขวัญพร้อมกับมองหน้าผู้ให้ที่มีสีหน้าแปลกๆ แม้จะพยายามไม่คิดพยายามไม่ตั้งความหวัง แต่สิ่งที่นางรู้สึก... สิ่งที่สัมผัสได้ในตอนนี้กลับมีแต่ทำให้เริ่มเข้าข้างตัวเองยิ่งขึ้น
‘หรือว่าท่านคาอูลจะ...’
เมื่อคำบางคำกำลังจะโผล่ออกมา ฟีออนก็ระงับความคิดบ้าๆ แล้วไม่กล้าคิดต่ออีกเลย หญิงสาวกลับมาตั้งสติ เพราะเขาเป็นคนใจดีแบบนี้ นี่คงเป็นเพียงการปลอบใจนางอย่างแน่นอน
“ขอบคุณนะคะท่านคาอูล ท่านคงจะไม่พอใจที่พวกนั้นดูถูกว่าข้าอัปลักษณ์ สร้อยข้อมือไข่มุกสวยมากเลยค่ะ แต่ถึงจะใส่ของสวยงามพวกนี้ไป มันก็ไม่ทำให้ข้างดงามขึ้นมาได้หรอกนะคะ ถ้าอยากจะให้ของขวัญหรือซื้อของฝากให้ข้า ซื้อเป็นพวกด้ามเขียนดูท่าจะเหมาะกับข้ามากกว่า อีกอย่างทำงานในวังคงใส่ของพวกนี้ไม่ได้มังคะ มันออกจะไม่เหมาะเท่าไร ท่านเก็บไว้มอบให้หญิงสาวที่ท่านชอบดีกว่าค่ะ”
‘หญิงสาวที่ชอบ’
คำนี้ของฟีออนสะท้อนขึ้นในหัวแล่นปลาบไปทั่วสมองของคาอูล เขาเหมือนได้ค้นพบคำตอบที่กำลังสงสัยไม่เข้าใจตัวเองอยู่ในเวลานี้ นี่หรือคือคำตอบ... มันคงจะเป็นสิ่งนี้นี่เอง
เมื่อได้รู้ตัวรู้ใจของตัวเองอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกแล้ว ชายหนุ่มก็ได้แต่นิ่งงันพูดอะไรต่อไม่ออก ว่ากันตามตรงแล้วเขาเองก็แทบไม่เชื่อตัวเองเช่นกัน แน่นอนว่าเขาไม่ได้ดูถูกฟีออนเหมือนคนอื่นๆ เขาไม่เคยรู้สึกว่านางอัปลักษณ์ หรือทำตัวราวกับเป็นหญิงสาวขี้ริ้วขี้เหร่เลยสักครั้ง ชายหนุ่มคิดมาตลอดว่ามันคงเป็นความรู้สึกของมิตรภาพ และความเห็นใจที่มีต่อสหาย
แต่มาถึงตรงนี้แล้ว ดูเหมือนมันจะไม่ใช่เพียงแค่นั้นอีกต่อไป เพราะใครต่อใครต่างก็เอาแต่มองแล้วแอบนินทาลับหลังพวกเขาทั้งสองว่าเป็นอะไรกัน เพราะเหตุนี้หรือเปล่านะ อยู่ๆ เขาถึงได้ปล่อยฟีออนไว้ที่ร้านอาหาร และถึงขนาดแวะกลับเข้าบ้านเพื่อไปขออะไรสักอย่างจากท่านแม่ของตัวเอง ก่อนจะได้เป็นสร้อยข้อมือไข่มุกเส้นนี้มา
เขาตั้งใจอยากจะมอบมันให้ฟีออนต่อหน้าพวกขี้นินทาทั้งหลาย ว่าน้ำหน้าอย่างนางนี่แหละก็มีชายหนุ่มสนใจและให้ความสำคัญ เขาน่าจะทำเพื่อจุดประสงค์นั้น เขาคิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อกลับมาที่ร้านอาหาร และได้ยินคำพูดคำจาของเพื่อนละแวกบ้านเก่าของนางเข้านั่นเอง...
เขาโกรธ...โกรธมาก และไม่ใช่เพียงแค่นั้น ในความโกรธมันมีอะไรมากกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยคำดูถูกว่าจะให้นางไปเป็นอนุบ้าง จะหลับหูหลับตาเมตตานางบ้าง ทำไมเขาต้องรู้สึกกลัวว่านางจะถูกแย่งชิงไป ความโกรธโมโหที่เห็นนางถูกทำร้ายจิตใจนั้นมันหมายความว่าอย่างไรกัน ความรู้สึกที่บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ใครแตะต้องนางได้นอกจากตัวเองนั้นมันคืออะไร
นี่เรียกว่าหวงใช่ไหม หรือเรียกว่าหึงใช่หรือเปล่า อยู่ๆ อาการความรู้สึกนี้ก็กำเริบขึ้นจนแม้แต่ตัวเขาเองยังตกใจ ที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังหึงหวงสตรีผู้นี้ มองหน้าสาวน้อยผู้มีแผลเป็นอีกครั้งแล้วคาอูลก็ยิ่งพูดไม่ออก
เขาควรจะยืนยันให้สร้อยข้อมือนี้กับนางไปเลยไหม ถ้าจะเอ่ยจะบอกอะไรพยายามยัดเยียดให้ไปจะกะทันหันไปหรือเปล่า นางคงรับเพราะเกรงใจอยู่หรอก แต่ต่อจากนั้นหากเจอกันอีกทีมีหวังเขาต้องทำตัวไม่ถูกแน่ คาอูลได้แต่ข่มใจแล้วรับถุงใส่กำไลกลับคืนมาในที่สุด เห็นได้ชัดว่าฟีออนมีสีหน้าโล่งอกขึ้นมาเลยทีเดียว
ภายในห้องประชุมเล็กซึ่งอยู่ภายในห้องทรงอักษรอีกที องค์แดริสประทับอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะอันเป็นพระที่นั่งประจำ หลังคาอูลออกจากห้องไปแล้วก็เหลือเพียงฟีออนที่อยู่กับองค์ราชาเพียงลำพัง นางมักจะถูกบังคับให้นั่งอยู่ด้านข้างฝั่งขวาที่ติดกับหัวโต๊ะ เพื่อให้พูดคุยกันได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องใส่ใจความเหมาะสมทางสถานะ
“คนนี้ฝ่าบาทเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้างเพคะ บุตรสาวของพ่อค้าโรงทอที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง อายุสิบเก้า หน้าตาสะสวยใช้ได้ และมีฝีมือการย้อมผ้าที่โดดเด่นเพคะ”
“ราชินีไม่ต้องย้อมผ้าเป็นเองก็ได้”
“นางมีส่วนช่วยในกิจการการค้าของบ้าน อย่างน้อยน่าจะพอมีทักษะการบริหาร หากได้รับการฝึกฝนน่าจะทำได้ดีทีเดียวเพคะ”
“มีส่วนช่วยที่ว่านั่นจะได้ทำอะไรกันนัก เจ้าอย่าไปหลงคารมยกยอปอปั้นของพวกพ่อค้าเชียวล่ะ พวกเขาคงกล่อมเจ้าให้เชื่อว่าบุตรสาวของตนนั้นดีเลิศหนักหนาได้เลยทีเดียว”
ฟีออนถอนใจเมื่อได้ฟัง นี่เป็นคนสุดท้ายของรายการแล้วฝ่าบาทก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสนใจใครขึ้นมาเลยสักนิด
“เพคะ หม่อมฉันยอมแพ้แล้ว จากเท่าที่สังเกตมานางค่อนข้างถือตัวอยู่มากเอาการ อาจเป็นภัยได้หากนางมีความหลงระเริงในอำนาจที่มากขึ้นเมื่อได้เป็นราชินีขึ้นมา”
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยรีบบอกแต่แรก ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาฟังอะไรยืดยาว”
“อย่างไรก็ควรฟังข้อมูลเบื้องต้นนะเพคะ ฝ่าบาทคงสนพระทัยอยู่บ้างนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะให้หม่อมฉันไปหาข้อมูลทำไม”
“ข้าไปให้เจ้าช่วยเลือกตัวตายตัวแทนของเจ้ามาต่างหาก อย่าเอาแต่ว่าข้าว่าไม่พอใจพวกนางเลย ข้าเองก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะพอใจพวกนางคนไหนเลยสักคนเหมือนกันนั่นแหละ”
เมื่อฟีออนทำท่าจะถอนใจอีกครั้ง องค์ราชันจึงได้รับสั่งขึ้นต่อ
“แล้ววันนี้ได้อะไรมาจากโรงทอบ้าง”
“หลายอย่างเพคะ ประวัติศาสตร์การทอผ้าโดยย่อ เยี่ยมชมโรงทอวิธีการทอ โรงย้อม แล้วหม่อมฉันก็ไปสำรวจจำนวนผ้าชนิดต่างๆ ที่วังรับซื้อเข้ามาต่อปี ชนิดไหน จากร้านใด เอาไว้ใช้ทำอะไรบ้างด้วยเพคะ เยอะจนไม่น่าเชื่อทีเดียว โดยเฉพาะผ้าที่ใช้สำหรับตัดเย็บชุดสตรี ดูเหมือนฝ่าบาทจะไม่ค่อยทรงสนพระทัยเรื่องนี้ แต่หม่อมฉันคิดว่าตัดชุดใหม่ให้เหล่านางในพิเศษคนละหลายชุดทุกปีดูจะสิ้นเปลืองไปนะเพคะ”
“ข้าก็ยุบให้แล้วไง ต่อไปคงประหยัดเหรียญทองในท้องพระคลังได้มากขึ้นสมใจเจ้าแล้วล่ะ”
เพราะพูดคุยถกเถียงเช่นนี้ด้วยกันมาร่วมเดือนแล้ว หญิงสาวจึงคร้านจะใส่ใจคำประชดประชันขององค์เหนือหัวอีกต่อไป
“ผ้าบางชนิดที่สั่งนำเข้าจากต่างอาณาจักรก็ดูราคาแพงเกินจำเป็นเพคะ มีความเป็นไปได้ว่าราคาอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นกำไรให้พ่อค้าคนกลางเกินควร คงจะผูกขาดกันนานเกินไปแล้ว ลองเปิดประมูลหาพ่อค้าคนกลางรายใหม่ดีไหมเพคะ”
“ผ้าที่นำเข้าส่วนใหญ่มาจากคาบันเน่ย์ เจ้าก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้ปัญหาระหว่างอาณาจักรของเรากับอาณาจักรทางตอนใต้สุดนั้นคืออะไร ที่ผ่านมาเราแทบทำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้ากำลังหาทางแก้ไขเรื่องนี้อยู่อย่างจริงจังเหมือนกัน”
“นั่นสิเพคะ หากปัญหาความสัมพันธ์ของอาณาจักรทำให้สามารถลดภาษีนำเข้าได้ยาก เราลองสร้างมันดูด้วยตัวเองก่อนไหมเพคะ อันที่จริงหม่อมฉันกลับมาค้นตำราดูต่อแล้ว เพราะที่คาบันเน่ย์มีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไหมกว่าที่นี่ ทำให้เลี้ยงไหมได้หลายชนิดกว่า จึงทำให้สามารถผลิตเส้นใยผ้าได้มากมาย ต่อไปหากมีเวลามากกว่านี้หม่อมฉันอยากจะเสนอให้ลองทดสอบดูว่า จะมีหนอนไหมชนิดใดที่พอจะเอามาสร้างโรงเพาะพันธุ์เพื่อผลิตเส้นไหมที่จีโอเนสได้บ้าง อีกอย่างตัวหนอนไหมก็หน้าตาน่ารักดีเพคะ วันนี้ท่านคาอูลขอเข้าไปดูถึงโรงเลี้ยงตัวไหมด้วย หม่อมฉันก็เลยได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น”
องค์กษัตริย์รับฟังสิ่งที่หญิงสาวไล่เรียงมาอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งถึงประโยคสุดท้าย ที่ทำเอาทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากรายงาน และหันมองเจ้าของรายงานฉบับนี้ในทันที
“แบบนี้ตัวเก็งทั้งหลายที่พวกขุนนางให้มาก็หมดแล้วสิ เหลือเวลาไม่มากคงให้เจ้าไปดูตามหัวเมือง หรือพวกเจ้าหญิงท่านหญิงจากอาณาจักรอื่นไม่ทัน คงต้องรอเวลาให้มาเองในวันงาน เป็นว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไปไม่ต้องออกนอกวังแล้ว ให้เจ้าไปฝึกงานกับข้าหลวงหัวหน้ากองอุทยาน”
“เพคะ?” หญิงสาวขึ้นเสียงสูงเป็นคำถามเลยทีเดียว
“ให้บอกทุกคนว่า เจ้าคือเด็กฝึกงานพิเศษของคุณบลูเบลล่า ข้าจะฝากฝังคนที่จะพาเจ้าไปเรียนรู้งานให้อีกที อุทยานทั้งสี่ทิศมีหน้าตายังไง มีต้นอะไร ดอกอะไร สระน้ำตรงไหน ควรเพิ่มลดปรบปรุงตกแต่งอะไรตรงไหนยังไงบ้าง ทำงานร่วมกับข้าหลวงที่รับผิดชอบแล้ววาดเป็นแผนที่มาให้ข้าดูด้วย รวมถึงคอกม้าคอกสัตว์ต่างๆ ทั้งหมดว่ามีตัวอะไรเอาไว้ทำอะไร งานเลี้ยงเต้นรำในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าคงมีแขกจากต่างอาณาจักรมาไม่น้อย การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำให้น่าอับอายเสียเกียรติบ้านเมือง เราจะได้เตรียมพร้อมสำหรับงานประชุมประจำทวีปด้วย เจ้าไปดูความคืบหน้าต่างๆ แล้วเอามารายงานข้าทุกวันอย่างเดิมด้วย อ่อ... แล้วข้าจะเรียกคาอูลให้กลับมาทำงานตามเดิมด้วย เจ้าต้องไปคนเดียวนะ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายยืดยาว หญิงสาวก็ตอบรับเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก
“เพคะ”
หลังทูลลาและกลับออกมาจากห้องประชุมเล็ก หญิงสาวก็เดินผ่านห้องทรงอักษรเพื่อเปิดประตูออกไปเรียกเหล่าทหารให้กลับเข้ามา คาอูลที่ได้เลิกงานแล้วในวันนี้ ก็รับหน้าที่เดินมาส่งฟีออนกลับห้องพักโดยไม่ต้องให้มีคำสั่งการเช่นเคย
หญิงสาวพยายามเอ่ยปากชวนคุยเรื่องต่างๆ ไปเรื่อยเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบจนเกินไป เพราะหลังจากนางไม่รับของขวัญวันเกิดล่วงหน้าหลายเดือนนั่น ท่านคาอูลก็ดูจะเงียบซึมลงไปพิกล
“คราวนี้ไปสำรวจอุทยานส่วนต่างๆ เพื่อเตรียมงานเลี้ยงหรือ แล้วอย่างนี้เมื่อไรเจ้าจะได้เป็นร่างอักษรฯ กันล่ะ”
“นั่นสิคะ ข้าก็เริ่มสงสัยแล้วว่าข้าจะได้ทำงานนั้นจริงรึเปล่า ฝ่าบาทรับสั่งว่าตัวเก็งของขุนนางนั้นสำรวจไปหมดแล้ว เลยให้มาทำงานปรับปรุงอุทยานแทน”
“เสียดายจริง หากมีเวลามากกว่านี้ข้าอยากพาเจ้าแวะไปที่บ้านสักหน่อย ท่านพ่อของข้าคงชอบเจ้าทีเดียวล่ะ”
หญิงสาวหยุดเดิน จนคาอูลต้องหยุดชะงักตาม
“เอ่อ...หมายถึงท่านอำมาตย์หลวงน่ะเหรอคะ” ฟีออนขมวดคิ้วหันไปมองคนข้างตัวด้วยความแปลกใจอีกครั้ง พาไปที่บ้าน ไปพบบิดา นั่นมันหมายถึงอะไรกัน! ทำไมวันนี้บรรยากาศระหว่างเขากับนางช่างชวนให้รู้สึกแปลกแปร่งไปกว่าทุกวันเหลือเกิน
และเมื่อถูกสาวน้อยจ้องมองมากเข้า คาอูลจึงได้แปรความหมายของประโยคใหม่ แม้ในใจจะหมายถึงอีกอย่างก็ตาม
“ใช่สิ ข้ามีพ่อคนเดียวนะ คนที่ชอบเรื่องวุ่นวายปวดหัวๆ แบบเจ้าเองก็คงอยากจะสนทนากับท่านอำมาตย์หลวงดูสักครั้งใช่มั้ยล่ะ”
“...นั่นสินะคะ” ฟีออนพยายามแล้วที่จะบีบน้ำเสียงของตนเองให้ดูเป็นปกติ ไม่แสดงอาการผิดหวังหรืออะไรทำนองนั้นออกมา “แล้วข้าก็ไม่ได้ชอบเรื่องวุ่นวายปวดหัวสักหน่อย”
“เอาเถอะ...สงสัยเจ้าคงอยู่ในวังวนเรื่องวุ่นวายจนชิน และไม่คิดว่ามันวุ่นวายแล้วล่ะ จากนี้ไปฝ่าบาทคงเรียกให้ข้ากลับไปทำงานเหมือนเดิมแล้ว ไปสำรวจที่โน่นที่นี่โดยเฉพาะแหล่งน้ำก็ระวังล่ะ พวกทหารจำกัดแหล่งตัวคูโมไปแล้วก็จริง แต่ก็ไม่รู้ว่าหมดไปจริงๆ แล้วรึยัง”
“รับทราบเจ้าค่ะ” หลังตัดเรื่องฟุ้งซ่านในหัวออกหญิงสาวก็กลับมานึกถึงหน้าที่ใหม่อย่างอดตื่นเต้นไม่ได้ รอยยิ้มของหญิงสาวผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อนึกไปว่าวันพรุ่งนี้คงน่าสนุกทีเดียว
รอยยิ้มที่ทำเอาคาอูลวูบไหวในอก และรู้สึกเขินจนต้องหันหน้าหนี แต่เมื่อคิดว่าวันพรุ่งนี้คงไม่ได้อยู่ด้วยกันทั้งวันอย่างนี้อีกแล้ว เขาคงโหยหาเจ้าของรอยยิ้มนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“จะว่าไปเราก็อยู่ด้วยกันแทบตลอดตั้งแต่เจ้าเข้าวังมาเลยนะ พรุ่งนี้คงต้องแยกย้ายไปทำงานแล้ว ถ้าเหงาๆ เบื่อๆ หรือมีปัญหาอะไรก็มาหาข้าได้ตลอดนะ”
“ไม่ต้องห่วงข้าหรอกค่ะท่านคาอูล ข้าคงมีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมดจนไม่มีเวลาเบื่อเลยล่ะ ดูอย่างตอนไปเป็นเด็กรับใช้ในครัวสิ ยุ่งจนลืมเหนื่อยเลย คราวนี้ฝ่าบาทสั่งให้วาดแผนที่ไปให้ทอดพระเนตรด้วยค่ะ ข้าคงต้องใช้ทุกซอกส่วนในหัวที่มีเลยล่ะเพราะข้าจำที่ทางไม่ค่อยเก่ง”
หญิงสาวกลับตอบด้วยใบหน้าตื่นเต้นราวกับเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก เห็นดังนั้นแล้วชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนใจอย่างนึกปลงอีกครั้ง
นึกย้อนดูแล้ว ที่ผ่านมาฟีออนมักจะสำรวจข้อมูลแทบทุกอย่างของตระกูลที่ทั้งสองจะออกไปเยี่ยมในวันรุ่งขึ้น รวมไปถึงกิจการต่างๆ อาชีพของบิดามารดาและเนื้อหางานนั้นๆ ว่าส่งทอดมาให้บุตรสาวคนนั้นๆ ได้มากแค่ไหน แต่ยิ่งดูแล้วคาอูลก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่มีใครไหนเลยที่พอจะเข้าสายพระเนตรของฝ่าบาทได้ คนข้างตัวที่ไปด้วยเสียอีกที่น่าสนใจยิ่งกว่าเป็นไหนๆ เขาได้แต่เฝ้ารออย่างตื่นตาตื่นใจว่าวันนี้นางจะได้เรียนรู้อะไรมาจากการไปเยือนแต่ละสถานที่ แล้วเอามาแลกเปลี่ยนสนทนากันก่อนจะนำไปทูลฝ่าบาท
ยิ่งนึกถึงเรื่องเมื่อตอนเย็นแล้ว เขาก็ยิ่งต้องห้ามสายตาไม่ให้เผลอเหลือบมองนางอยู่เรื่อย เอาเถอะ... ยังมีเวลาอีกมากมายนับจากนี้ที่จะได้พบเจอกัน นางเองก็เพิ่งจะเริ่มเข้ามาทำงานใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างในวังคงล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ให้หญิงสาวรู้สึกตื่นตา มิหนำซ้ำ... เมื่อมองดูบาดแผลบนใบหน้าทั้งสองแก้มของหญิงสาวแล้วคาอูลก็รู้สึกโล่งอกเบาใจ เขาหลงใหลบาดแผลของนางขึ้นมาอย่างประหลาด คงเพราะสิ่งนี้สินะ ที่ช่วยขับไล่ชายหนุ่มทุกคนออกไปจากฟีออน เขาคงไม่ต้องถึงขนาดไปต่อสู่แย่งชิงกับใครเพื่อให้ได้นางมา แม้ใครคนอื่นจะบอกว่ามันคือปมด้อยของหญิงสาว แต่คาอูลรู้สึกราวกับว่าสวรรค์สรรสร้างบาดแผลของนางมาเพื่อเขาต่างหาก
ฝ่าบาทเองก็ทรงโปรดปรานที่จะสนทนากับฟีออนอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนความคิดเห็นของนางจะมีอิทธิพลต่อพระองค์ไม่น้อย เหล่านางในพิเศษไม่มีใครเลยสักคนที่ทำให้ฝ่าบาทแสดงอาการเหล่านั้นได้ ดีเหลือเกินแล้วที่นางอัปลักษณ์ ไม่เช่นนั้นหากนางงดงามกว่านี้ ชายหนุ่มก็มองเห็นภาพราชินีของจีโอเนสเลยทีเดียว คาอูลเชื่อแน่ว่าฝ่าบาทคงจะเก็บนางไว้เป็นของพระองค์เอง
“ฟีออน...เจ้าหนุ่มผู้ช่วยของหัวหน้าดูแลอุทยานกะล่อนใช้ได้ทีเดียว เจ้าอย่าไปหลงคารมหมอนั่นเชียวล่ะ”