ตอนที่ 17 กลับตาลปัตร
ถงเชียนมองบิดาอย่างไม่ได้รับความเป็ธรรม เพื่อที่จะให้ชาวบ้านยืนอยู่ข้างตนเอง
ในยามปกติบิดามารดาจอมฉวยโอกาสของตนก็รักหน้ารักตาอยู่แล้วมิใช่หรือ หากคนนอกเห็นท่าทางเช่นนี้ของพวกเขาเข้า จะไม่พากันวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร ดูสิว่าถึงตอนนั้นพวกเขาจะสร้างความยุ่งยากให้นางได้อย่างไร
หากเป็ตัวเองคนก่อน ยามที่เห็นเขาคงจะไม่กล้าพูดอะไรสักคำ เลยทำให้พวกเขาโยนความผิดใส่หัวนางมาตั้งมากมาย แต่เ้าของร่างเดิมนั้นก็ว่าเป็คนมีหน้ามีตา เป็ภาระให้คนที่ดีกับตัวเองมาโดยตลอด มิหนำซ้ำยังไม่ตัดขาดกับบิดามารดาเช่นนั้น ทั้งยังไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอื่นใดอีกด้วย
แล้วจะมาคิดวางแผนกับเขาในยามนี้ได้อย่างไรกัน แต่ถงเชียนคนปัจจุบัน ไม่ใช่คนที่จะยอมให้พวกเขาใส่ร้ายป้ายสีคนของตัวเองได้อีกต่อไปและจะปกป้องเพียงคนที่ดีต่อตัวเองเท่านั้น
ส่วนบิดามารจอมฉวยโอกาสคู่นี้ ของที่ตนเองถูกพวกเขาหลอกเอาไปก่อนหน้านี้ยังไม่ได้เอาคืนมาจากพวกเขาเลย นึกไม่ถึงว่ายังจะมาหาตนเองที่นี่อีก
เมื่อเห็นว่าพวกชาวบ้านะเืใจกับคำพูดของบิดาเข้าแล้ว จึงได้แต่เอ่ยรับอยู่ฝ่ายเดียว “ท่านพ่อ ก่อนหน้านี้ก็เพื่อให้พี่ใหญ่มีเงินแต่งภรรยามิใช่รึ ท่านถึงได้ขายข้าให้พี่ซิวผิง ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ซิวผิงไม่คิดเอาความ ท่านจะสามารถก่อความวุ่นวายให้ข้าไม่เว้นวันได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังเอาเงินของพี่ซิวผิงไปอีกตั้งมากมาย”
“ท่านเห็นว่าพี่ซิวผิงมีเงิน เลยมักจะมาสร้างความวุ่นวายที่นี่อยู่บ่อยครั้ง หากมิใช่เพราะพี่ซิวผิงสงสารข้า ก็คงขายข้าให้คนอื่นนานแล้ว มิหนำซ้ำตอนที่พี่รองแต่งภรรยา ยังให้เงินท่านไปอีกตั้งมากมายขนาดนั้น”
“เพียงแต่ ท่านพ่อ ถึงแม้พี่ซิวผิงจะมีเงินเหมือนเมื่อก่อนแล้วอย่างไร คงทนให้ท่านเรียกร้องเช่นนี้ไม่ไหวหรอก พี่ซิวผิงในยามนี้เพื่อให้ลูกมีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ เขาถึงกับยอมทำไร่ทำนาหนักขึ้น หากไม่มีลูก ชีวิตเขาก็คงจะดีกว่าตอนนี้”
เมื่อพูดเช่นนี้ ก็ย่อมเห็นสีหน้าที่มืดครึ้มของบิดามารดาตัวเองอยู่แล้ว ไหนจะได้ยินคำวิจารณ์ที่พวกชาวบ้านข้างๆ พากันพูดอีก ในยามที่ตนกำลังจะเอ่ยต่อนั้น ก็ได้ยินชาวบ้านข้างๆ เอ่ยปากขึ้นมา จึงได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้น รอสักพักจึงค่อยห้ามปรามพวกเขา
ในยามปกติจี้ซิวผิงมักจะไปยืมรถวัวของป้าหลิน เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันจนคุ้นเคย เดิมทีป้าหลินอยากจะมาช่วยจี้ซิวผิงเพราะคิดว่าถงเชียนยังเป็แม่หนูที่ไม่รู้จักดีชั่วคนเดิม แต่กลับคิดไม่ถึงว่าถงเชียนจะพูดอย่างนั้นออกมา
“เป็เช่นนั้น สามีภรรยาตระกูลถง เดิมทีในเวลานี้คนแก่อย่างข้าไม่ควรจะพูด อย่างไรเสียก็เป็เื่ในครอบครัวพวกเ้า แต่พวกเ้าทั้งสองก็อย่าทำเกินไปเลย หลังจากที่ซิวผิงซื้อบุตรสาวของพวกเ้ามา ก็รักใคร่ดูแลเป็อย่างดี ถึงจะอยู่บ้านของพวกเ้า ก็คงไม่มีชีวิตความเป็อยู่ดีถึงเช่นนั้นหรอก”
“มิหนำซ้ำพวกเ้าเองก็ขายบุตรสาวให้กับผู้อื่นไปแล้ว ทั้งยังไม่ใช่การแต่งให้ผู้อื่น หากว่ากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากเงินที่จี้ซิวผิงควรให้พวกเ้าในตอนแรก ก็ไม่จำเป็จะต้องให้สิ่งใดอีก แม้แต่แม่นางถงเองก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเ้าด้วยเช่นกัน แต่เ้าก็ยังมาที่นี่บ่อยๆ คงจะเห็นว่าซิวผิงเป็คนซื่อๆ ตามคนไม่ทันสินะ พวกเ้าลองพิจารณากันดูเถอะ”
ถงเชียนได้ฟังป้าหวังกล่าวเช่นนี้ ในใจก็แอบร้องว่าดี ถึงแม้ตัวเองจะไม่มีสิ่งใดให้ต้องกลัว แต่หากตัวเองพูดประโยคนี้ออกไป ก็ยังไม่แคล้วถูกผู้อื่นดักคอ แต่หากเป็คำพูดของป้าหวังล่ะก็ จะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน แล้วข้าจะคอยดูว่าเวลานี้พวกท่านจะตอบโต้อย่างไร
ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านข้างเ่าั้ หลังจากฟังคำที่ป้าหวังกล่าว ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ เื่ของจี้ซิวผิง มิหนำซ้ำยังมีเื่ของถงเชียนเข้ามาผสมปนเปอีก ที่นี่ไม่มีความเป็ส่วนตัวใดหลงเหลืออยู่ตั้งนานแล้ว ผู้คนส่วนมากต่างออกหน้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกรังแกอย่างจี้ซิวผิงกันอยู่แล้ว แต่พอมาบัดนี้ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของถงเชียน ย่อมเต็มใจเอ่ยปากเป็ธรรมดา
บิดาของถงเชียนได้ยินคนข้างๆ แสดงความคิดเห็น เลยเป็ครั้งแรกที่รู้สึกว่าเมื่อต้องมาอยู่ท่ามกลางการเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของมวลชนมันทุกข์ทรมานใจมากเพียงไร แต่ตอนนี้ตนเองกลับไม่อาจพูดสิ่งใดได้ทั้งสิ้น เื่นำบุตรสาวไปขายนั้น เป็เื่ที่ทุกคนต่างทราบกันดี เื่หลังจากนั้นหากมีคนอยากรู้ ย่อมต้องมีคนจำนวนมากที่รู้กันดีแจ่มแจ้ง
แต่แม่หนูผู้นี้ เมื่อก่อนนิสัยไร้เหตุผลขนาดนั้น เหตุใดยามนี้ถึงมีท่าทางรู้เหตุรู้ผลได้ จี้ซิวผิงต้องพูดสิ่งใดกับนางแน่ๆ หรือว่านางจะมีแผนการอื่น ถึงแม้ในใจจะมีอารมณ์ซับซ้อนมากมายเพียงใด ก็ยังมองถงเชียนด้วยแววตาที่น่ากลัว
หากกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทำเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเองและเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนเข้าใจถงเชียนผิดล่ะก็ มาบัดนี้ถึงแม้จะรู้ว่าที่นี่มีคนจำนวนมาก แต่ก็รักษาท่าทางอบอุ่นเช่นนั้นไว้ไม่อยู่อีกแล้ว
ถึงแม้บิดาจะมองมาเช่นนี้ แต่ในใจของถงเชียนกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด “ท่านพ่อ ท่านอย่ามองข้าเช่นนี้ เชียนเอ๋อร์กลัว ท่านลุงท่านป้าทุกคนต่างก็ทราบกันดี เชียนเอ๋อร์สร้างความลำบากให้พี่ซิวผิงมาโดยตลอด มาบัดนี้ท่านพ่อท่านแม่ไม่้าข้าแล้ว หากพี่ซิวผิงยังไม่้าข้าอีก เชียนเอ๋อร์คงไร้บ้านให้กลับแล้ว”
พอจี้ซิวผิงได้ยินถงเชียนเอ่ยประโยคนี้ ก็รู้สึกบีบคั้นหัวใจ คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ในยามที่เห็นว่าถงเชียนคล้ายกับกำลังเช็ดน้ำตาอยู่นั้น นางก็หันมาขยิบตาให้เขาเล็กน้อย เขาจึงยับยั้งการกระทำของตัวเอง ไม่ให้ส่งผลกระทบกับเด็กน้อยของเขา ทำเพียงยืนอยู่ที่ด้านหลังนาง เพื่อป้องกันในยามที่บิดาของถงเชียนโมโหและจะทำร้ายนาง
“หากแค่้าบอกให้เชียนเอ๋อร์ซื้อปิ่นให้มารดาเล่มหนึ่งล่ะก็ ขอแค่ถงเชียนทำได้ เหตุใดถงเชียนจะไม่กล้าทำให้ล่ะเ้าค่ะ เพียง เพียงแต่ ปิ่นนั้นราคาตั้งสามสิบตำลึง ต่อให้ขายตัวเชียนเอ๋อร์ก็เถอะ ยังแน่ว่าจะพอกับเงินจำนวนนั้นหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เองเชียนเอ๋อร์จึงไม่กล้ารับปาก”
“และ และ เชียนเอ๋อร์เจอกับมารดาในตอนที่กำลังดูปิ่นเล่มนั้นอยู่ ของสวยงามขนาดนั้น ข้าย่อมชมชอบเป็ธรรมดา แต่เชียนเอ๋อร์ทราบดี บัดนี้แม้แต่เงินกินข้าวในยามปกติก็ยังไม่มีแทบจะไม่มี แล้วจะไปซื้อของล้ำค่าเช่นนั้นได้อย่างไร”
“แต่ แต่ว่า แค่มารดาเห็นข้ายืนอยู่ตรงนั้นแวบเดียว ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงหยิบปิ่นเล่มนั้นไปเสียบบนศีรษะของนางเอง เชียนเอ๋อร์เตือนนางแล้วว่ามันล้ำค่า แต่นาง นางกลับบอกว่าเชียนเอ๋อร์จงใจปฏิเสธ ไม่กตัญญูต่อนาง มิหนำซ้ำยังกล่าวว่าถงเชียร์ต้องซื้อให้นาง เชียนเอ๋อร์จึงได้ให้คนรีบไปตามท่านพ่อมา ลำบากยิ่งนักกว่าจะกลับมาได้”
“ทว่า ยังไม่ทันได้พักผ่อนสักครู่ ก็เห็นท่านพ่อท่านแม่มา เชียนเอ๋อร์เองก็จนปัญญาเ้าค่ะ”
ถงเชียนพูดจบ ก็เริ่มร้องไห้ฮือๆ ชาวบ้านทั้งหลายได้ยินถงเชียนพูดว่าสามสิบตำลึง ก็สูดหายใจเฮือกใหญ่ มารดาของถงเชียนผู้นี้ช่างละโมบโลภมากเสียจริง ทุกคนต่างรู้ดีว่าจี้ซิวผิงเคยให้เงินพวกเขาไปตั้งมากมาย เพื่อถงเชียนแล้ว เงินในบ้านจึงไม่มีเหลืออยู่เลยสักนิด แล้วจะซื้อของล้ำค่าเช่นนั้นได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกสาวที่ถูกขายออกไปแล้ว เหตุใดยังต้องรับผิดชอบพวกเขาด้วย ป้าหวังเป็พวกช่างจ้อ ถือเป็เื่ดีที่สามีนางก็เป็ด้วยเช่นกัน ยามที่ได้ยินว่าบิดามารดาจะมาสร้างความลำบากใจให้ถงเชียนนั้น จึงรีบออกจากบ้านมา แล้วบัดนี้ยังได้ยินเื่สนุกเช่นนี้อีก จึงเป็ไปไม่ได้ที่นางจะไม่พูด