ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๓ ขาเก้าอี้ขาดหนึ่ง เท่ากับเสียสี่ [PART1]

    บทที่๓ขาเก้าอี้ขาดหนึ่ง เท่ากับเสียสี่
    ข่าวพระราชทานสมรสยังคงเป็นหัวข้อสนทนากันอย่างกว้างขวางในเมืองหลวง ด้วยหนึ่งนั้นคือองค์ไท่จื่อ ว่าที่จักรพรรดิแห่งจงหยวน อีกคนคือยอดบุรุษแห่งสกุลจาง องครักษ์คู่กายนามไป๋หู แม้ว่าสตรีกว่าค่อนเมืองจะรู้สึกเสียดายที่หมดโอกาสเป็นฟูเหรินจวนแม่ทัพจาง ทว่ากลับมีอีกไม่มากซึ่งรู้สึกไม่ยินดีในการแต่งงานของทั้งสองตระกูล
    การได้เป็นไท่จื่อเฟย เท่ากับการจองตำแหน่งแม่ของแผ่นดิน ซึ่งแม้จะมิได้ไปถึงขั้นนั้น แต่ก็ถือว่ามีอำนาจในมืออยู่ไม่น้อย เท่ากับมีศักดิ์เป็นพระญาติหากบุตรสาวของใครสักคนได้ขึ้นถึงตำแหน่งนี้ ทว่าโชคนั้นก็ไปตกลงที่สกุลเยี่ย แถมเป็นโชคสองชั้น เพราะยังได้ดองกับสกุลจาง ช่วยถ่วงดุลอำนาจของจักรพรรดิ เป็นสามเหลี่ยมทองคำอันเหนียวแน่นแก่บัลลังก์ยากจะถอดถอน
    หากเพียงแต่ว่าสามเหลี่ยมนั้นขาดหายไปหนึ่งเสียล่ะ?

    รัชทายาทผู้ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกระไรนั้น พอได้รู้ว่าฮองเฮามิได้ยอมยกเลิกงานอภิเษก ก็เล่นเอาแทบจะล้มทั้งยืน รู้ตนอีกทีก็ตอนที่ช่างตัดเสื้อหลวงนำผ้าผ่อนสีแดงหลากหลายชิ้นมาให้ทรงเลือก อีกคนที่ได้แต่ยืนเหม่อคือองครักษ์จางนั่นเอง แผนการทำลายป้ายชื่อที่พวกเขาคิดว่าได้ผล กลับล่มลงซะดื้อๆ เสียอย่างนั้น ไม่ทันได้เตรียมใจ ของมงคลสีแดงก็ถูกประดับตกแต่งไปทั่วทั้งวัง
    “องค์รัชทายาท ท่านองครักษ์จาง ได้โปรดตัดสินใจเถิด” เสียงของบรรดานางในกองเครื่องแต่งกายของวังหลวงเอ่ยทักเป็นระยะ
    “เจ้าเลือกให้ข้าสิ ไป๋หู” จูหยางเหยี่ยนปัดความรับผิดชอบเสียดื้อๆ
    “หือ เอ่อ ข้า...” เป็นองครักษ์จางที่ตอบรับแบบไม่ได้สติเท่าใดนัก
    “อะไรกัน ไป๋หู แทนที่เจ้าจะเป็นหูเป็นตาให้ข้า ดันมาเหม่อซะได้”
    ฟังคำรับสั่งแล้วจางไป๋หูก็อยากถวายกำปั้นให้แก่องค์ไท่จื่อเสียเหลือเกิน ทว่าที่ทำได้มีเพียงก้มหน้ารับชะตากรรม สุ่มๆ เลือกผ้าไหมเนื้อดีสองสามพับ พับหนึ่งปักประดับด้ายทองเป็นรูปมงคลแบบต่างๆ เป็นที่ถูกใจแก่รัชทายาทยิ่ง
    “หม่อมฉันคิดว่าผ้าที่เหลือคัดเลือกส่งไปบ้านเจ้าสาวบ้างดีหรือไม่พะย่ะค่ะ?” องครักษ์หนุ่มแสดงความเห็น
    “เช่นนั้นเจ้าก็ตัดสินใจดูเถิด ข้าจะไปหาหมิงเย่ว”
    ตรัสทิ้งไว้เช่นนั้น ร่างสูงเพรียวขององค์รัชทายาทในชุดสีน้ำเงินเข้มก็เดินจากไป ทิ้งไว้แต่ภาระงานที่มอบหมายไว้ให้อีกหนึ่งจำบ่าวจำทนต้องทำตาม

    หมิงเย่ว หรือพระชายารองสกุลเจ้า เป็นหนึ่งในบรรดาสนมนางในของไท่จื่อ ทว่าด้วยความอวบอิ่มพริ้มเพราทำให้นางเป็นชายาคนโปรดมิเสื่อมคลาย แถมนางยังเพียบพร้อมไปด้วยความรู้กาพย์กลอนดนตรี ยิ่งส่งให้นางเป็นที่รักใครมากยิ่งไปอีกเท่าตัว
    เมื่อทรงก้าวเข้าถึงบริเวณที่พำนักส่วนตัวของนาง ร่างอันหนั่นแน่นแต่ยังพร้อมด้วยทรวดทรงจึงได้รีบกุลีกุจอออกมาถอยสายบัวต้อนรับในชุดสีชมพูสดใส รัชทายาทจูหยางเหยี่ยนใช้ปลายนิ้วงามเชยคางนางขึ้นเพื่อพินิจดวงตาโตกับริมฝีปากอวบอิ่ม พวงแก้มของนางนุ่มนิ่มมือยิ่งเมื่อสวามีไล่ปลายนิ้วไปตามแนวโค้งของใบหน้า
    “คิดถึงเจ้าเหลือเกิน หมิงเย่ว”
    “หม่อมฉันนึกว่าทรงยุ่งจนมิมีเวลา ทรงเหนื่อยมากกับราชกิจสินะเพคะ” หมิงเย่วกล่าวประหนึ่งจะแสดงความห่วงใย ทว่าแอบแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ
    “ผ่านงานอภิเษกข้าคงว่างขึ้นเยอะ แต่จะดีเสียกว่าถ้ายังไม่มี”
    “หม่อมฉันไม่กล้าแสดงความเห็นเพคะ” นางพูดตอบแม้ว่าในใจจะคิดเห็นตรงกัน นางไม่เคยได้ยินชื่อของพี่น้องตระกูลเยี่ยมาก่อน ทว่าเมื่อได้ชื่อว่าจะมาครองตำหนักบูรพาเหนือหัวของนาง ไม่มา...ไม่มี...ไม่เห็น...จะดีเสียกว่า แค่นางต้องผลัดเปลี่ยนเอาใจแข่งกันระหว่างสนมนางในก็รู้สึกแน่นอกแน่นใจไปหมดแล้ว
    ทรงทอดร่างลงบนเก้าอี้ยาวภายในห้องหับรับรอง โดยมีแม่นางหมิงเย่วคอยปรนนิบัติพัดวีเช่นนี้ ราวกับว่าเรื่องการอภิเษกดูห่างไกลออกไปเหลือเกิน ทว่ากับจางไป๋หูซึ่งต้องกลับไปพักผ่อนที่บ้านเปล่าๆ นั้น ดูจะกลายเป็นอีกคนที่มีเวลาว่างคิดถึงการแต่งงานได้มากกว่า เขามิได้มีความรู้สึกแย่มากนักกับการแต่งงาน ทว่ามองว่าเป็นการรีบเร่งจนเกินควร ทั้งเขายังมีภาระงานภายในตำหนักบูรพาอีก ทำให้ถึงเป็นเจ้าบ่าวก็คงแทบไม่ได้พักผ่อนมีเวลาให้กับภรรยานัก
    สำหรับเขาเอง ชีวิตส่วนตัวเหมือนผูกติดอยู่กับชะตาของรัชทายาทแต่เยาว์วัย ทำให้ชายหนุ่มนึกจินตนาการชีวิตซึ่งจะมีเวลากับผู้อื่นแทบไม่ออก หนำซ้ำตอนนี้อย่างไรก็ต้องแต่งแล้ว การที่เขาจะเรียนรู้และเจียดเวลาบางส่วนให้กับนางจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
    คิดได้เท่านั้น องครักษ์หนุ่มจึงรีบสาวเท้าไปยังห้องของพี่สาวซึ่งยังไม่ออกเรือน นางยังคงเอนกายอ่านวรรณกรรมอยู่ใต้แสงโคม พอเห็นน้องชายเดินเข้ามา นางก็เอ่ยต้อนรับเสียงเรียบ
    “ไป๋หูเองหรือ”
    “พี่ไป๋หลิง ข้ามีเรื่องจะขอร้อง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเพียงเล็กน้อย แต่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้
    “สิ่งใดหรือที่เจ้าอยากให้ข้าช่วย ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงข้าก็ยินดีเสมอ ยกเว้นแต่งงานแทนเจ้า” แม่นางไป๋หลิงแกล้งหยอกเขา
    “ข้าอยากให้ท่านช่วยสนิทสนมกับแม่นางเยี่ยเสียหน่อย...”
    “ต๊าย! นี่เจ้าจริงจังแล้วหรือ พ่อหนุ่มน้อย!” จากปกติจางไป๋หลิงเป็นคนสงบปากสงบคำ คราวนี้นางถึงกับแหวขึ้นมาเสียงสูง ไม่อยากเชื่อหูตนเองที่ได้ยิน
    “ไม่ใช่ ข้าแค่…”
    “ยอมรับมาเถิด ว่าเจ้าเริ่มสนใจในตัวเจ้าสาวแล้ว”
    “ข้าแค่อยากรู้จักนางให้มากขึ้น เผื่อว่าข้าจะได้จัดสรรที่ทางให้นางอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง” องครักษ์หนุ่มพูดด้วยเสียงแข็งขัน จนคนเป็นพี่สาวไม่กล้าล้อเลียนเช่นใดอีก
    “ถ้าเป็นเช่นนั้น โปรดมอบหมายเรื่องการดูแลนางให้กับข้าเถิด วันพรุ่งข้าจะนำขนมของขวัญไปฝากนางที่จวนด้วยตนเอง รับประกันว่าจะไม่บกพร่องแต่อย่างไร” จางไป๋หลิงรับคำเป็นแน่นอน ส่งผลให้อีกฝ่ายวางใจ
    “ขอบคุณพี่หญิง ข้าเชื่อว่าท่านจะไม่บกพร่องสิ่งใดแน่นอน”

    จางไป๋หลิงมาถึงจวนใต้เท้าเยี่ยตามมอบหมายในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นเวลาที่เยี่ยซูจิ้นยังคงนอนหลับอย่างสบายอารมณ์ในห้องส่วนตัว ทว่านางยังคงใจเย็นมากพอที่จะรอให้บรรดาบ่าวไพร่กุลีกุจอยกขบวนกันไปปลุกเจ้าบ้าน นางยังคงงัวเงียเมื่อซูเจี้ยนน้องสาวฝาแฝดเดินเข้ามาช่วยเกล้าผม“น่าตายนัก นางมาแต่เช้าราวจะกลั่นแกล้ง” ซูจิ้นอดบ่นอุบมิได้
    “เจ้านั่นแหละที่นอนเกินมนุษย์มนาเขา ลงเป็นเช่นนี้จะเข้ากับบ้านสามีได้อย่างไร?” ฝ่ายน้องสาวว่าพลางปักปิ่นเงินลายดอกท้อลงบนมวยผมของพี่สาว
    “ระวังตัวเจ้าเถอะ ตำหนักบูรพามีสนมนางในพำนักอยู่แล้ว เจ้าไปเป็นไท่จื่อเฟย ก็เหมือนไปนั่งคร่อมบ่อเงินบ่อทองของพวกนางนั่นแหละ”
    “ข้าเชื่อว่าข้าเอาอยู่” ซูเจี้ยนถอนใจขณะกล่าว
    “เช่นนั้นจะถอนใจทำไมเล่า?”
    “ก็ข้ากลัวว่าเจ้าตื่นสายแบบนี้ที่จวนแม่ทัพจาง จะได้โดนแม่ผัวตีตาย”
    “รอให้ข้ารอดงานแต่งงานไปได้เถอะ จะไม่มีใครได้ตีข้าทั้งนั้น!”
    พอเห็นแฝดพี่เถียงคำไม่ตกฟาก นางก็ได้แต่ทำใจ ก่อนจะพยายามฉุดลากไปให้ถึงห้องรับรองแขกที่ตึกใหญ่ของจวน ภายในนั้นมีซู่ฟูเหรินนั่งอยู่ พร้อมจิบน้ำชาร่วมกับแขกพลางสรวลเสเฮฮาอย่างเข้าอกเข้าทีกันเหลือเกิน เห็นภาพนั้นเยี่ยซูเจี้ยนก็วางใจ แฝดของนางคงได้พี่สะใภ้ที่รักใคร่เอ็นดูนางดี
    เยี่ยซูจิ้นที่เพิ่งมาถึง ทันได้สบตากับจางไป๋หลิง พลันก็ตกตะลึงในความงามอันเรียบง่ายของนาง แววตาสีดำสนิทนั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด ทว่าไม่นานนางก็ถูกดึงดูดด้วยท่าทางอันเรียบร้อยของคุณหนูตระกูลจางที่แย้มยิ้มอ่อนโยนขณะที่เยี่ยซูเจี้ยนต้องบังคับกดหัวให้ซูจิ้นคำนับนาง
    “ยินว่าคุณหนูเยี่ยทั้งสองนั้นงดงามยิ่ง วันนี้เป็นบุญตาข้าแล้วที่ได้เห็น น้องชายข้าช่างมีบุญวาสนานัก” คุณหนูใหญ่กล่าว “วันนี้ข้ามาเยี่ยมพร้อมนำขนมมงคลมาฝาก หวังว่าน้องหญิงจะถูกใจ”
    สิ้นคำสั่ง บ่าวใช้ที่ติดตามมาของนางก็นำสำรับขนมวางบนโต๊ะตรงหน้า กล่องไม้ทารักสีแดงซึ่งเป็นสีมงคลประดับประดาด้วยมุกสวยงาม บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของตระกูลจาง หูหิ้วนั้นก็สลักเสลาเป็นแนวโค้งราวกับคันศร พอได้ยินว่าของฝากนั้นเป็นขนม เยี่ยซูจิ้นก็รีบมานั่งขนาบว่าที่พี่ใหญ่ทันที
    “ขอบคุณพี่หญิงที่มีเมตตา ให้ข้ารินชาให้พี่สักจอกเถิดนะ” นางเอาอกเอาใจจางไป๋หลิงจนออกนอกหน้า ทว่าทั้งมารดาและน้องสาวต่างรู้สึกวางใจ อย่างน้อยนางก็ไม่แสดงอาการหยาบกร้านออกมาแทน
    “ซูเจี้ยน...” จางไป๋หลิงพยายามเรียกชื่อน้องสะใภ้ ทว่าก็ดันผิดฝาเสียได้
    “ข้าซูจิ้นเจ้าค่ะ” นางตอบ
    “โถถัง! อภัยข้าด้วย”
    “มิได้เจ้าคะ” คราวนี้เป็นเยี่ยซูเจี้ยนตัวจริงตอบ คราวนี้จางไป๋หลิงจึงได้หันมาพิจารณาแฝดผู้น้องบ้าง แม้จะได้ยินมาว่าทั้งสองต่างกันที่นิสัย ทว่าพอพวกนางเกล้าผมปักปิ่นเหมือนกันเช่นนี้ก็ยากจะแยกถูกฝาถูกฝัง คงน่าขัน...หากน้องชายของนางจะมองเจ้าสาวผิดคน
    “พวกเจ้าแยกกันยากเช่นนี้ คงต้องระวังมิให้ส่งตัวผิดตำหนัก มิเช่นนั้นคงต้องโทษกันเป็นทอดๆ แน่” “เรื่องนี้ขอให้เป็นธุระของข้าเถิด คุณหนูจาง” ซู่ฟูเหรินกล่าว “รับประกันว่าไม่มีผิดเกี้ยวผิดบ้านแน่นอน”
    “ฮะๆ คงต้องให้ท่านเป็นธุระแล้วเจ้าค่ะ” จางไป๋หลิงตอบ
    นางมิได้ใช้เวลาอยู่นานนัก เพียงแค่ดื่มชาสองจอกแล้วก็ไป ทิ้งแต่เพียงสำรับขนมมากมายให้เยี่ยซูจิ้นได้เพลิดเพลิน แวบหนึ่งนางแอบคิดว่าหากได้พี่สะใภ้ที่ใจดีเช่นนางก็คงเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสมดีแล้ว แต่พอมานั่งคิดถึงเจ้าบ่าวซึ่งได้ยินมาว่าหล่อหน้าตายแล้วนั้น นางก็รู้สึกอยากกระโดดบ่อน้ำตายเช่นเดิม
    แม้ว่าในเวลานั้น...จะมีคนแอบคาดหวังให้หนึ่งในพวกนางสิ้นลมจริงๆ เสียก็ตาม

    ฉลองพระองค์สำหรับงานอภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว ทว่าพระพักตร์ของรัชทายาทกลับดูหมองจนคล้ายคนเจ็บไข้ ขณะที่ทรงทอดพระเนตรเงาในคันฉ่อง ก็ยิ่งทรงห่อเหี่ยวในจิตใจ อยากจะกลับไปอิงแอบแนบชิดแม่นางหมิงเย่วแล้วปิดประตูลงกลอนไม่ออกจากห้องอีกเลย แต่ก็ทำมิได้ เพราะทรงถูกซู่เต๋อฮองเฮาดักคอไว้เสียแล้วว่าจะทรงปิดตายส่วนที่พำนักของพระชายารองเสียหากทรงกล้าหาญเข้าไปหลบซ่อนอยู่ เพื่อมิให้โดนคาดทัณฑ์ห้ามพบนางดังกล่าว พระองค์จึงต้องเข้ามาลองฉลองพระองค์สีแดงอย่างเลี่ยงไม่ได้
    “ทรงประชวรหรือพะย่ะค่ะ?” จางไป๋หูซึ่งถวายอารักขาอยู่กล่าวขึ้น
    “หากข้าป่วยเจียนตายเสียก็ดี แม่ข้าจะได้เข้าใจว่าภูตผีจะมาเอาตัวไปเพราะเหตุไม่มงคล” คนถูกถามกล่าว
    “เท่าที่หม่อมฉันทราบ แม่นางเยี่ยซึ่งจะมาเป็นชายาเอกเรียบร้อยและสวยงามดีพร้อมอย่างกุลสตรี” องครักษ์หนุ่มกล่าว
    “เจ้าก็เห็นแล้วว่าเขี้ยวเล็บพวกนางราวกับเสือ ยังกล้าพูดได้อย่างไร?”
    “พี่หญิงของข้ากล่าวมาเช่นนั้นพะย่ะค่ะ”
    จางไป๋หูพูดพลางก็นึกถึงคำของจางไป๋หลิงซึ่งเดินทางกลับมา ขณะเมื่อเขาไปรอรับข่าวที่จวนเมื่อออกราชการ พี่หญิงใหญ่ของเขาได้กล่าวชื่นชมแม่นางเยี่ยผู้หนึ่งว่างามเพียบพร้อมนัก หนำซ้ำยังเรียบร้อยมีน้ำใจถ้อยทีถ้อยอาศัย ทว่าแม่นางเยี่ยผู้นั้นมิได้แต่งเข้ามาจวนของเขาเท่านั้นเอง
    เพราะแม่เสือสาวต่างหากที่แต่งเข้าบ้านแม่ทัพจาง!
    กระนั้นแม้จางไป๋หลิงดูออกว่าน้องสะใภ้ในอนาคตนั้นแก่นแก้วแสนซน แถมยังซุกซ่อนกลเม็ดเผ็ดคันเอาไว้เงียบเชียบ นางก็ยังรู้สึกเอ็นดูในฐานะพี่สาว และรับปากกับน้องชายว่าจะใช้ทุกวิถีทางในการดัดนิสัยแม่นางน้อยให้เพียบพร้อมสมบูรณ์ในฐานะสะใภ้ที่น่าชื่นชม
    “พี่หญิงของเจ้าท่าจะชอบของแปลก” รับสั่งติดอารมณ์ขันในที องค์ไท่จื่อถอดฉลองพระองค์เพื่อกลับมาสวมชุดลำลอง โดยมีจางไป๋หูคอยช่วยเหลือ
    “หากพี่หญิงข้ารับปากสิ่งใดแล้วย่อมได้เป็นไปตามนั้นพะย่ะค่ะ”