บทที่ 2
เทวดาเ้าขา
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ศจีก็พนมมือเตรียมวาร์ปเข้าสู่นิทรารมณ์ แต่พอหลับตาลงเท่านั้นแหละ ภาพลูกสาวตัวแสบก็แล่นเข้ามาฉายในมโนสำนึกอีกรอบ ความกลุ้มอกกลุ้มใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เธอเป็ห่วงจับจิตว่าถ้าอนาคต เธอและคุณสามีสุดที่รักไม่อยู่ป่วนโลกใบนี้แล้ว ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเธอจะเอาตัวรอดบนโลกใบนี้ได้เยี่ยงไร ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหมอง นอนก็ไม่หลับ แถมข้างๆ คุณสามีก็ยังโชว์สกิล "โรงสี" กรนสนั่นลั่นห้อง ศจีเลยตัดสินใจลุกขึ้นมาเสพสุขกับรายการทีวีข้างล่างดีกว่า
ระหว่างที่ย่องลงบันได เธอก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปใหม่แขวนเด่นเป็สง่าอยู่บนผนัง ‘อ๋อ! นี่มันรูปที่คุณรุจน์แกไปได้มาจากงานประมูลของเก่าเมื่อหลายเดือนที่แล้วนี่เอง’ ศจีเดินเข้าไปซูมดูใกล้ๆ ในกรอบเป็รูปเทวดาหน้าตาหล่อเหลาเอาการ แถมยังดูใจดีมีเมตตา ราวกับเพิ่งลงมาจาก์ชั้นเจ็ด
ไม่รู้ผีตนไหนดลใจให้ศจีพลั้งปากพูดออกไปขณะจ้องรูปเทวดาตาแป๋ว
“ท่านเทพเ้าขา! ลูกช้างมีลูกสาวอยู่คนเดียว ช่วยเสกเป่าให้ยัยตัวดีกลับใจ หันมาสนใจการทำงาน หาเงินหาทองบ้างเถอะนะเ้าคะ …แต่ก็นั่นแหละ ต้นเหตุมันก็มาจากลูกช้างเอง สมัยก่อนลำบากเยี่ยงทาส พอลูกเกิดมาเลยโอ๋ราวกับไข่ในหิน โตมาเลยเป็แบบนี้ไงเล่า!”
หลังจากบ่นราวกับระบายละครหลังข่าวจบ ศจีก็หันหลังเตรียมลงไปดูละครต่อชั้นล่าง โดยไม่ได้สังเกตว่ากรอบรูปเทวดาที่เพิ่งโดนบ่นใส่เมื่อกี้นั้น มีแสงออร่าเปล่งประกายออกมาเบา ๆ ราวกับรับรู้ในคำขอของศจี
ณ ลานเมฆที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา “สายเมฆ” เทวดาหนุ่มนั่งเท้าคางมองวิวเบื้องล่างด้วยความเบื่อหน่าย นี่มันปีที่เท่าไหร่แล้วนะที่เขาต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่ เพื่อทำหน้าที่เป็คอลเซ็นเตอร์ เอ้ย! ผู้ช่วยเหลืุ์ ตอนที่เขาโดนลงโทษให้สิงอยู่ในรูปนี้ ท่านผู้คุมกฎ์ได้ยื่นข้อเสนอสุดเย้ายวนว่า ถ้าเขาสามารถช่วยเหลืุ์ได้ครบสองพันครั้ง เขาจะได้รับอิสระภาพคืน โดยมีเงื่อนไขสุดหินคือสิ่งที่เขาช่วยต้องไม่ผิดศีลธรรม
ในตอนแรก เขาสามารถให้พรได้อย่างง่ายดาย เพราะคำขอของชาวโลกยังใสซื่อบริสุทธิ์ ราวกับเด็กอนุบาล แต่พอนานวันเข้า คำขอก็เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ บางทีก็มาแนวแย่งแฟนชาวบ้านบ้าง ขอให้ข้างบ้านประสบเคราะห์กรรมบ้าง มีแต่ผิดศีลธรรมเป็ส่วนใหญ่ แต่เขาก็กัดฟันอดทนจนยอดช่วยเหลือปาเข้าไป 1,999 แล้ว แต่แล้วรูปเขาก็โดนจับยัดลงกล่อง ราวกับเป็เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ในโกดังผุ ๆ เป็แรมปี จนกระทั่งโดนเศรษฐีใจบุญ (มั้ง) ประมูลมาอยู่ในบ้านหลังนี้
พอมาสิงสถิต ณ บ้านหลังนี้ สายเมฆก็เฝ้ารอคำขอสุดท้าย ราวกับรอรถเมล์ที่มาตรงเวลา (ซึ่งแทบจะเป็ไปไม่ได้ - นอกจากเป็ไปไม่ได้แล้วนานทีจึงจะมาอีกด้วย) ถ้าเขาช่วยให้สมหวังได้ เขาก็จะได้โบกมือลาจากรูปภาพนี้เสียที
แต่ทว่า... เวลาผ่านไปเกือบสามเดือน ก็ยังไม่มีใครมาอ้อนวอนขอพรใด ๆ จากเขา หรือว่ามนุษย์ยุคดิจิทัลหันไปพึ่ง Google แทนการขอพรเทพเ้ากันหมดแล้ว
แต่แล้ว! ก็มีเสียงผู้หญิงบ่นพึมพำแว่วเข้ามาในโสตประสาท สายเมฆหลุดจากภวังค์ราวกับโดนปลุก เมื่อได้ยินเสียงของศจีที่กำลังบ่นถึง ‘ยัยหนู’
‘ยัยหนู’ ที่ว่านั่น คงเป็มนุษย์ผู้หญิงที่แบกข้าวของกลับบ้านทุกวันสินะ เธอจะรู้ตัวบ้างไหมเนี่ยว่าทำให้คุณแม่สุดที่รักต้องกุมขมับ แย่จริง ๆ เด็กสมัยนี้! แต่ช่างเถอะ! มาทำให้คำขอของแม่เด็กนั่นเป็จริงดีกว่า จะได้ปลดแอกตัวเองจากรูปภาพนี้เสียที
แต่แม่เด็กนั่นขอให้ลูกขยันทำงาน รู้ค่าของเงิน... จะช่วยยังไงดีล่ะเนี่ย? สายเมฆเดินวนไปวนมาในกรอบรูป ราวกับหนูติดจั่น พลันไอเดียสุดบรรเจิดก็ผุดขึ้นมาในสมองอันใสกระจ่าง
‘ก็ส่งเด็กนั่นไปััประสบการณ์ความลำบากแบบเดียวกับแม่ของเธอนั่นแหละ! จะได้ซึ้งถึงคุณค่าของเงินทองไงเล่า!’