4ปีต่อมา
“ตรวจสอบเสร็จแล้ว...ยินดีต้อนรับกลับสู่เมืองหลวงนะ ขบวนการค้าเมลฟอร์ด”
“โอ้! ขอบคุณมากขอรับท่านทหารยาม” ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำฉีกยิ้มพร้อมยื่นมือไปรับเอกสารยืนยันการเข้าเมืองของขบวนการค้าก่อนจะะโขึ้นเกวียนที่อยู่หน้าสุด แล้วนำขบวนการค้าที่ตนได้รับมอบหมายมาตรงเข้าไปในเมืองหลวง
ขบวนการค้าของตระกูลคหบดีผู้มั่งคั่งแห่งเมืองหลวงเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆตรงไปยังบริษัทของตนที่ตั้งอยู่เขตรอบนอกสุดของมหานครอันยิ่งใหญ่เป็เวลากว่าหนึ่งปีที่ขบวนการค้าดังกล่าวออกเดินทางค้าขายไปทั่วอาณาจักรข้างเคียง
โดยในปีนี้ขบวนการค้าเมลฟอร์ดกลับมายังเมืองหลวงของราชอาณาจักรเวสเทล่าใน่กลางเดือนปลาก่อนหน้างานราชพิธีวันฉลองพระชนมายุขององค์จักรพรรดินีหนึ่งเดือนเพื่อเตรียมตัวนำสินค้าที่ได้จากต่างแดนมาขายยัง่งานเทศกาลดังกล่าว
“ออกมาได้แล้วขอรับคุณชาย” ชายวัยกลางคนหันไปเรียกคนที่แอบอยู่ในช่องลับใต้เกวียนให้ออกมา
“ฮ่า! อยู่ในนี้อึดอัดพอสมควรเหมือนกันนะครับคุณทิง”ผมบ่นเล็กน้อยหลังจากออกมาจากช่องลับของตัวเกวียนที่ถูกสร้างไว้อย่างเร่งด่วนเพื่อการนี้โดยเฉพาะฝ่ายหัวหน้าขบวนหัวเราะหลังจากที่เห็นสภาพของผม ที่มอมแมมจากฝุ่นภายในช่องลับนั้น
“แต่ว่า...เมืองหลวงแทบไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ...” ผมพูดพร้อมกับมองไปยังบรรยากาศรอบๆ ที่แทบไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่หลังจากที่ผมหายไปถึงสี่ปี
“ฮ่าๆๆๆๆ! ขนาดคุณชายที่เล่นไม่ยอมกลับบ้านตั้งสี่ปียังบอกแบบนี้เลยสินะครับเนี่ย”คุณทิงว่าแล้วก็หัวเราะออกมา แหม่...ก็ผมไม่อยากกลับมานี่ครับ อ้อคุณทิงคนนี้เป็คนคอยดูแลผมตอนที่หนีเที่ยวนั่นละครับ แกเป็หัวหน้าขบวนการค้าของบ้านผมเองแต่ปกติแกก็กลับมาเมืองหลวงทุกปี มีแต่ผมที่ี้เีจะกลับ เลยไปอยู่ที่สาขาอื่นของบริษัทที่อาณาจักรข้างเคียงรอคุณทิงแกกลับมารับตลอด
“ฮ่ะๆๆ เดี๋ยวผมขอลงตรงนี้นะครับคุณทิง ผมอยากเดินดูเมืองหลวงซะหน่อยไม่ได้กลับมานานน่ะครับ” ผมว่าแล้วก็เอาผ้าคลุมศีรษะแบบชาวทะเลทรายมาใส่ก่อนจะะโลงจากเกวียนทันทีที่แกจอดให้ผมลงแล้วจึงโบกมือลาคุณทิงที่ขับนำขบวนการค้าออกไป
สองขาของผมเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วรอบนอกของเมืองหลวงบรรยากาศที่คุ้นเคยของที่นี่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจเป็อย่างมาก คงจะไม่แปลกหรอกมั้งสำหรับคนที่จากที่นี่ไปถึงสี่ปีแบบผมเนื่องจากตอนนี้เป็เวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว ผมจึงไปนั่งพักแถวๆลานน้ำพุโดยในมือมีขนมปังก้อนเล็กกับเนื้อเสียบไม้ย่างที่พึ่งซื้อมาอยู่ด้วย
“นี่ๆ! แกรู้รึยัง เื่หอสมุดลิเทียร์น่ะ!”
“หอสมุดลิเทียร์มันทำไมวะ?”
“ที่หอสมุดเขาติดประกาศอะไรไม่รู้ไง เห็นคนที่ไปเขาเล่ามาว่าประกาศนั่นเป็ภาษาที่อ่านไม่ออกขนาดพวกขุนนางมาอ่านยังไม่รู้เลยนะโว๊ย!”
“จริงดิ! ถ้างั้นใครเป็คนติดประกาศละวะ?”
“เห็นเขาบอกว่าเป็ท่านผู้ดูแลหอสมุดคนปัจจุบันนั่นละที่เป็คนติดประกาศตอนนี้เขาลือกันให้ทั่วว่าภาษาที่ท่านผู้ดูแลใช้ในประกาศนั่นเป็ภาษาโบราณน่ะ!”
“ถ้ามันเป็ภาษาโบราณ พวกนักปราชญ์น่าจะรู้อะไรบ้างนี่?”
“ลองแล้ว! ผลสรุปคือพวกนักปราชญ์เองก็ยอมแพ้ทั้งนั้น”
“แล้วท่านผู้ดูแลแกจะทำอย่างงั้นไปเพื่อะไรวะ?”
“ถามข้า ข้าก็คงจะรู้หรอก”
“เอ้า! ก็แกมาเล่าให้ข้าฟัง ข้าก็นึกว่าแกรู้น่ะสิ”
เห~ ดูเหมือนจะได้ยินเื่ดีๆซะแล้วแฮะผมคิดเช่นนั้นแล้วรีบจัดการของกินในมือทันทีเป้าหมายของผมถูกเปลี่ยนไปจากการตรงกลับบ้านเป็หอสมุดลิเทียร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับพระราชวังที่อยู่ตรงกลางของเมืองที่ประจำของผมเมื่อสี่ปีก่อนทันทีแบบไม่ต้องคิดมากนัก
“คนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย...” ผมเปรยกับตัวเองเบาๆขณะมองไปยังคนจำนวนมากที่ออกันที่ป้ายประกาศหน้าหอสมุดใช้เวลาไม่นานนักผมก็มุดเข้าไปถึงหน้าป้ายประกาศนั้นได้
ในเสี้ยววินาทีที่ผมเห็นข้อความบนป้ายประกาศผมก็ตัดสินใจอย่างฉับพลันรีบแหวกฝูงคนออกไปแล้วตรงเข้าไปในหอสมุดอย่างรวดเร็วโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นสองขาเร่งความเร็วขึ้นตรงไปยังโต๊ะของบรรณารักษ์รักษาการของวันนี้ทันที
ปัง!
“ขอโทษนะครับ ! ขอผมเข้าพบท่านผู้ดูแลหอสมุดหน่อยจะได้ไหมครับ!?” ผมตบโต๊ะของบรรณารักษ์อย่างแรงด้วยความร้อนใจเป็ใครจะใครไม่ร้อนใจกันเล่า! เล่นเขียนแบบนั้นติดเอาไว้แถมเป็ภาษาอังกฤษด้วย!
“อะ-เอ๋!?!? มะ-มีธุระอะไรกับท่านผู้ดูแลหรอคะ?”บรรณารักษ์สาวที่ผมไม่คุ้นหน้าถามผมกลับมาด้วยท่าทีใ แปลกแฮะปกติที่หอสมุดนี่ บรรณารักษ์ที่นั่งโต๊ะรักษาการณ์ประจำวันจะเป็ผู้ชายนี่?ช่างเถอะ สี่ปีที่ผมไม่อยู่คงจะมีการเปลี่ยนอะไรบ้างละมั้งแต่ตอนนี้เื่ป้ายประกาศนั่นสำคัญกว่า!
“เื่ป้ายประกาศด้านหน้านั่นน่ะครับ! ไม่ทราบว่าพอจะติดต่อท่านผู้ดูแลให้ออกมาพบผมได้เลยไหมครับ?”ผมบอกสาเหตุให้กับหล่อน หญิงสาวคนนั้นครุ่นคิดซักพักก่อนจะบอกให้ผมรอสักครู่ แล้วจึงเดินหายเข้าไปภายในหอสมุด ใช้เวลาซักพักหล่อนจึงออกมาพร้อมกับของบางอย่างในมือ
“อ่ะ...เอ่อ...ต้องขอโทษด้วยนะคะท่านผู้ดูแลเขาบอกว่าให้เข้าพบไม่ได้น่ะค่ะ แต่ท่านให้ดิฉันเอาสิ่งนี้มามอบให้คุณ ท่านบอกว่าถ้าคุณเห็นจะเข้าใจเองน่ะค่ะท่านผู้ดูแลเขาว่ามาอย่างนั้น” ร่างบางว่าแล้วยื่นสมุดโน๊ตที่เข้าเล่มแบบสันกระดูกงูกับปากกาลูกลื่นมาให้ผมผมรีบยื่นมือออกไปรับพร้อมกับมั่นใจสิ่งที่ตนคิดมากขึ้น
ผมเปิดสมุดโน๊ตหน้าแรกอ่านข้อความภาษาอังกฤษที่อยู่ภายในแล้วเปิดฝาปากกาเขียนสิ่งที่ผู้ดูแลหอสมุด้าลงไปก่อนจะปิดสมุดนั้นพร้อมกับสอดปากกาไว้ในสันกระดูกงูแล้วยื่นคืนให้กับบรรณารักษ์สาวคนนั้น ก่อนหล่อนจะหายกลับไปยังทิศทางเดิม
“ท่านผู้ดูแลหอสมุดให้เอาสิ่งนี้มาให้คุณค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ” ผมกล่าวขอบคุณขณะยื่นมือออกไปรับของสองชิ้นที่หล่อนถือออกมาสายตาของผมกวาดไล่ข้อความจากกระดาษสมุดโน้ตที่ถูกฉีกออกมาหมาดๆแล้วเบนสายตามองบัตรพลาสติกสีขาวที่เขียนตัวเอ็มเอาไว้ตรงกลาง ก่อนจะออกจากหอสมุด
ผมตัดสินใจเดินตรงกลับบ้านทันทีแต่ระหว่างทางกลับนั้น ผมก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะวิวาทกันก่อนจะได้ยินเสียงวิ่งของม้าที่มุ่งตรงไปยังที่เกิดเหตุ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปดู
“พวกเ้าหยุดได้แล้ว!!!” สิ้นเสียงทรงอำนาจของหญิงสาวนางหนึ่งที่อยู่บนหลังม้าการทะเลาะวิวาทเมื่อครู่ที่ยากจะหยุดก็ได้จบลงทันที ร่างบางในเกราะคุ้นตาะโลงจากหลังม้าพร้อมกับเข้าไปควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าว
ฝ่ายผมที่ยืนดูเหตุการณ์จนจบเมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรอีกแล้ว ผมก็ตัดสินใจเดินออกไปโดยสวนกับร่างของสาวผมแดงในชุดเกราะอัศวินคนนั้น มุ่งตรงกลับไปยังบ้านของตนทันที
ผมเดินฉีกยิ้มบางๆตรงไปยังทางเข้าของคฤหาสน์หลังปานกลางที่เคยอาศัยอยู่ประตูหน้าถูกเปิดเอาไว้เชื้อเชิญให้เดินตรงเข้าไป ผ่านเหล่าเมดและเซบาสเตียนที่ยืนทำความเคารพตรงไปยังห้องอ่านหนังสือที่อยู่ที่ชั้นสอง
ประตูของห้องอ่านหนังสือที่ผมจำได้ว่าสมัยก่อนชอบมาหลบปรึกษาเื่คู่หมั้นกับท่านพี่อเล็กเซียและท่านพ่อปรากฏอยู่ตรงหน้าผมสูดหายใจเล็กน้อยเพื่อปรับอารมณ์ ท่าทาง และสีหน้าให้เป็ปกติก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
“กลับมาแล้วครับ!”
กลับถึงบ้านซะที...ก็นะ...คงไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเราอีกแล้วนี่ครับจริงไหม?
.............................................................................................................................................................
เหงา...
เบื่อหน่าย...
อ้างว้าง...
และคิดถึง...
นั่นคือความรู้สึกของข้าที่วนเวียนอยู่ในหัวนี้มาตลอดสี่ปีไม่ยอมจางหายมันเกิดขึ้นครั้งแรกตอนสัปดาห์แรกหลังจากงานศพของคนๆนั้น ข้าไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ
ตลอดสี่ปีมานี้ข้าตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนและเอาเวลาไปทุ่มเทกับงานของข้าตลอดมาเพื่อไม่ให้คิดถึงความรู้สึกพวกนี้ที่คอยวนเวียนอยู่ในหัว
แต่เพราะอะไรไม่ทราบทุกๆครั้งที่ข้ามายังบ้านของอเล็กซ่า ข้ามักจะขอให้หล่อนพาข้ามานั่งจิบน้ำชาในห้องหนังสือของบ้านหลังนี้โดยแสร้งอ้างว่าที่แห่งนี้มันสงบเหมาะแก่การจิบชาเป็ที่สุด โดยไม่เคยบอกหล่อนเลยว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นคืออะไร
โดยทุกครั้งข้ามักจะเลือกที่นั่งที่ติดหน้าต่างที่สามารถมองเห็นศาลาหลังงามที่ข้าเคยเถียงกับเขาตอนที่ข้ามาขอถอนหมั้นมารู้ที่หลังจากปากอเล็กซ่าเองว่าคนๆนั้นเป็คนออกแบบข้าอดไม่ได้ที่จะทึ่งกับความสามารถของเขาที่ไม่เคยมีคนนอกรู้มาก่อน
จุดที่ข้านั่งนั้นนอกจากจะเห็นศาลาที่สวนได้อย่างชัดเจนแล้วยังสามารถมองเห็นรูปหมู่ของตระกูลเมลฟอร์ดที่อยู่ภายในห้องได้บางครั้งที่ข้าเหม่อลอย อเล็กซ่ามักจะแหย่ข้าตลอดว่าข้านั้นเอาแต่จ้องรูปของคนๆนั้นไม่ยอมคุยกับหล่อน
ยังไม่รวมถึงหนังสือจำนวนมากที่อยู่ภายในห้องหนังสือแห่งนี้มันเต็มไปด้วยความรู้มากมายหลากหลายวิชาจนข้าตาลายทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาดูอเล็กซ่ามักจะพูดอย่างภูมิใจว่า หนังสือพวกนี้เป็ของส่วนตัวของน้องชายคนสุดท้องของตนและเขาได้อ่านมันจนหมดทุกเล่มแล้ว
ข้าจึงมักมาที่นี่และหยิบพวกมันมาอ่านเพื่อลบคำสบประมาทของคนๆนั้นที่เคยพูดกับข้าไว้เมื่อสี่ปีก่อนพร้อมกับแอบชื่นชมชายเขาทุกครั้งที่ข้าเห็นข้อความสรุปเล็กๆตามมุมต่างๆภายในหน้ากระดาษที่ถูกเขียนเอาไว้ด้วยคำที่เข้าใจง่ายจนแม้แต่ข้าที่ไม่ค่อยชอบเื่พวกนี้มากนักยังทำความเข้าใจได้
วันนี้ก็เช่นกันสองอาทิตย์หลังจากวันครอบงานศพของเขาข้าก็มานั่งพักจิบชากับอเล็กซ่าที่คฤหาสน์ตระกูลเมลฟอร์ดเช่นเคย
“อเล็กซ่า วันนี้เ้าเป็อะไรของเ้ากันถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ั้แ่ข้ามาแล้วเนี่ย?” ข้าอดไม่ได้ที่จะถามคู่สนทนาของข้าที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาั้แ่ข้ามาถึงคฤหาสน์
“แหม่~ ปล่อยชั้นยิ้มหน่อยก็ไม่ได้นะเซลี่เนี่ย~”อีกฝ่ายว่าพลางแสร้งงอนแก้มป่อง
“ไม่ต้องมาแกล้งงอนข้าเลยนะอเล็กซ่าแล้วเ้ายิ้มแบบนี้เหมือนมีเื่อะไรดีๆนั่นละ?” หล่อนหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะตอบข้าด้วยรอยยิ้ม
“ก็วันนี้ขบวนการค้าของที่บ้านชั้นจะกลับมายังไงเล่า” ข้าพยักหน้ารับฟังคำตอบอีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนที่พวกเราทั้งคู่จะคุยกันถึงเื่จิปาถะต่างๆจนข้าเห็นว่าใกล้ถึงเวลาประชุมที่พระราชวังแล้วจึงได้ขอตัวกลับ
“นี่เซลี่”
“มีอะไรหรืออเล็กซ่า?” ข้าที่เหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าประจำตัวก้มหน้าลงมาถามคนที่เดินมาส่งอย่างสงสัย
“เธอยังคิดถึงนาธานอยู่ไหม?” สิ้นคำถามของเพื่อนสนิทข้านิ่งอึ้งอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจที่จะไม่ตอบอะไรนางไปแล้วชักม้าให้เดินออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลเมลฟอร์ด โดยไม่ได้เห็นเลยว่าเพื่อนสนิทของข้านั้นแอบยิ้มมีเลศนัยบางอย่างเอาไว้
ข้าบังคับม้าเดินมุ่งตรงไปยังพระราชวังพลางคิดถึงสิ่งที่อเล็กซ่าพูดกับข้าก่อนจะออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลเมลฟอร์ดคิดถึงอย่างนั้นหรอ...
นั่นสินะ...
ข้ายอมรับว่าข้าเองก็คิดถึงเขา...
คิดถึงรอยยิ้มจอมปลอมที่มักติดอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาของเขา...
คิดถึงท่าทางสบายๆไม่แยแสต่อรอบข้างของเขา...
คิดถึงน้ำเสียงกวนประสาทของเขา...
คิดถึงสายตาที่ข้ามักอ่านไม่ออกเวลาที่ข้าโมโหเขา...
แต่ข้าก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้คิดถึงเขากันนะ...
ในหัวของข้าเต็มไปด้วยคำถามมากมายหลังจากที่คิดมาถึงตรงจุดนี้ข้าไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ไม่เข้าใจตัวเองเลยแม้แต่น้อยนี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่? ข้าสับสนกับตัวเองอยู่ซักพัก ก่อนที่เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทตรงหน้าข้าจะดึงความสนใจของข้าไป
“พวกเ้าหยุดได้แล้ว!!!”ข้าตัดสินใจะโออกไปเพื่อระงับเหตุการณ์ตรงหน้าทันทีอย่างไม่ต้องคิดก่อนจะลงจากหลังม้าเพื่อเข้าไปจัดการเหตุตรงหน้านั้นจนมันจบลงในขณะที่ข้ากำลังมองดูคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปด้วยดีนั้นก็มีชายคนหนึ่งในชุดชาวทะเลทรายเดินสวนกับข้าไป
“เห...ยังตั้งใจทำงานดีนี่ครับ ท่านแม่ทัพเซลีน่า ทอรัส วัลคอร์ต...”สิ้นเสียงกระซิบอันแสนคุ้นหู ข้ารีบหันกลับไปเพื่อหาร่างของคนๆนั้นแต่ก็สายไปเสียแล้ว ร่างของเขาได้กลืนหายเข้าไปกับฝูงคนที่เดินไปมาบนถนนสายหลักในแบบที่ข้าไม่อาจจะหาเจอได้
ใครกันน่ะ?เสียงที่คุ้นหูนี่มันของใครกัน?
ตอนนี้ข้าไม่รู้หรอว่าสีหน้าของข้าจะเป็ยังไงข้าเอาแต่ครุ่นคิดถึงเสียงเมื่อครู่จนความคิดหนึ่งของข้ามันแล่นขึ้นมาความคิดที่มันไม่น่าจะเป็ไปได้มากที่สุด
หรือว่า...ไม่!ไม่ใช่หรอก! ก็เขาตายไปแล้วนี่! แต่ว่า...โลงของเขามัน...
ข้าเบนสายตากลับไปยังจุดที่คนๆนั้นเดินหายไปพร้อมกับภาวนากับตนเองให้เสียงเมื่อครู่นั้นเป็ความจริง
นั่นใช่นายใช่ไหม...นาธาน?