เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 173 ท่านหมอ

            ตอนที่เยี่ยนเจาเจาได้ยินว่ามียาลูกกลอนซานจาทันใดนั้นสภาพจิตใจของนางก็ดีขึ้นทันทีทันใด

            เมื่ออารมณ์ดีก็ย่อมกลืนยาลงคออย่างแน่นอน

            คนเหล่านี้ล้วนกลัวว่าเยี่ยนเจาเจาจะมาตายที่นี่อาการป่วยของนางทำให้พวกเขาหัวเสียไปหมด เยี่ยนเจาเจามีความสุขพวกเขาก็มีความสุขไปด้วย

            ทุกๆวันเยี่ยนเจาเจาจะต้องดื่มยาเสริมกำลังที่มีฤทธิ์ให้ความอบอุ่น เพราะพวกเขาล้วนเกรงว่าเยี่ยนเจาเจาจะตายไปเสียก่อนจึงได้สรรหายาดีที่สุดให้เยี่ยนเจาเจาดื่ม

            เมื่ออารมณ์ดีหลังจากได้ดื่มยาร่างกายก็ค่อยๆ ดีขึ้น เยี่ยนเจาเจาสามารถลุกจากเตียงเองได้อีกทั้งยังสามารถเดินบนสนามหญ้าได้ถึงสองรอบ

            แน่นอนว่านางมิอาจไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ทำได้เพียงเดินอยู่ในบริเวณห้องพักเท่านั้น ทว่าลานในจวนแห่งนี้ก็กว้างขวางมาก และตอนนี้เยี่ยนเจาเจาก็ไม่ได้พักอยู่ในศาลาเซว่ปี้ที่มีขนาดห้องเล็กแคบแล้วด้วย

            คนที่เดินเป็นเพื่อนเยี่ยนเจาเจาคืออาฮวาเพราะสุขภาพของเยี่ยนเจาเจามากกว่าครึ่งยังคงอ่อนแออยู่ อาฮวาจึงรับหน้าที่ช่วยประคองยามเยี่ยนเจาเจาก้าวเดิน

            ด้วยการช่วยประคองนี้ทำให้เยี่ยนเจาเจาสามารถเดินได้กว่าหนึ่งชั่วยามแต่เมื่อเดินไปรอบๆ สวนกว่าห้ารอบ ร่างกายของเยี่ยนเจาเจาก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

            แต่แม้ร่างกายของนางจะเต็มไปด้วยเหงื่อแต่การเดินไปรอบๆ สวนก็เป็นสิ่งที่นางชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง

            มิใช่ว่าเยี่ยนเจาเจาชอบความทรมานภายใต้แสงแดดแต่มันเป็นเพราะนางมิได้เดินบนถนนด้วยเท้าของตัวเองมานานมากแล้ว

            ก่อนที่จะโดนจับเข้ามาในรถม้าและส่งเข้าไปในหีบเยี่ยนเจาเจาเคยนึกสงสัยว่าเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อตรงขาของตนมีปัญหา แน่นอนว่าหลังจากที่ไม่ได้เดินมาเป็นเวลานานกล้ามเนื้อที่บริเวณน่องจึงเกิดอาการฝ่อขึ้น

            ชาติก่อนขาของเยี่ยนเจาเจามีปัญหา เป็นเพราะการคุกเข่าที่หน้าตำหนักจินหลวนนานเกินไป

            หิมะตกหนักพื้นหินอ่อนที่อยู่ใต้เข่าของนางเย็นยิ่งนัก ในตอนนั้นนางคิดว่าขาทั้งสองข้างของตนได้ไร้ซึ่งความรู้สึกไปแล้ว

            หลังจากนั้นก็ได้รู้ว่ากล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างของนางได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากความเย็นจัด

            หมอหลวงไร้ความสามารถอาการบาดเจ็บจากความหนาวเย็นของนางอยู่ในขั้นร้ายแรง หลังจากไม่ได้รับการรักษาให้หายดีไม่ว่าจะเชิญท่านหมอมาสักกี่ท่าน ทั้งหมดก็สามารถช่วยรักษาเอาไว้ได้เพียงขาทั้งสองข้างแต่น่องที่เกิดอาการกล้ามเนื้อฝ่อนั้นมิอาจรักษาให้กลับมาหายได้

            กล้ามเนื้อลีบฝ่อจากนั้นขาทั้งสองข้างก็อ่อนแรง การเดินเหินจึงถือเป็นหนึ่งเรื่องที่ลำบากยิ่งนัก

            เยี่ยนเจาเจารู้ดีหากกล้ามเนื้อขาทั้งหมดลีบฝ่อ นางก็จะไม่มีปัญญากลับมาเดินได้อีก

            เมื่อก่อนไม่ได้รับการอนุญาตตอนนี้สามารถเดินเองได้แล้ว เช่นนั้นก็ต้องเดิน

            แม้ว่าขาทั้งสองข้างมักจะไร้ความรู้สึกและเกิดอาการชาบ่อยๆดวงอาทิตย์ที่อยู่เหนือหัวแผ่แสงแดดจนร้อนแทบทนไม่ไหว ยืนก็แทบจะไม่มั่นคงแต่เยี่ยนเจาเจาก็ยังคงเดินต่อไป

            หลังจากไม่ได้ใช้ดอกไม้นั่นมาสักระยะฤทธิ์ของยาก็ค่อยๆ สลายไป

            เมื่อได้ดื่มยาบำรุงร่างกาย ทั้งยังฝึกเดินอย่างสม่ำเสมอขาทั้งสองข้างของเยี่ยนเจาเจาก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

            ทว่ารูปโฉมภายนอกของเยี่ยนเจาเจาก็ยังคงดูอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง...สิ่งที่นางต้องการ สิ่งที่นางกำลังเฝ้ารอทั้งหมดล้วนยังไม่เปิดเผยออกมา เพราะเหตุนั้นนางจึงต้องอยู่ในคราบที่ดูเหมือนคนขี้โรคของตนต่อไป

            เมื่อเยี่ยนเจาเจาหันไปเห็นทหารรักษาการณ์ที่หน้าประตูมองมาที่ตนก็เปลี่ยนจังหวะการเดินให้ดูช้าลง และยังกล่าวออกมาด้วยสีหน้าโศกเศร้าว่า “ยาลูกกลอนซานจาของข้า เมื่อไรจะทำเสร็จหรือ?”

            อาฮวาจะไปรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร นางจึงทำเพียงปลอบเยี่ยนเจาเจาใช้นิ้วของตนแสดงเป็นท่าทางบางอย่าง

            เยี่ยนเจาเจาเข้าใจความหมายโดยรวมที่นางต้องการสื่อ “อาจจะทำเสร็จภายในสองวันนี้เจ้าค่ะ”

            เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า

            ตอนนี้นางมิได้เดินไปที่ส่วนอื่นของสวนแล้วเพียงเดินวนอยู่รอบๆ หน้าประตูทางเข้า สายตาก็จับจ้องไปที่ทหารรักษาการณ์ผู้นั้นเป็นครั้งคราวใบหน้ายังแต้มไปด้วยความโศกเศร้า

            สายตาของเยี่ยนเจาเจามักมองไปยังทหารรักษาการณ์ผู้นั้นทำให้เขารู้สึกจิตใจมิอยู่กับเนื้อกับตัวขึ้นมา

            เยี่ยนเจาเจาต้องการให้เขารู้สึกจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแต่หลังจากนั้นก็ยังมิได้เดินเข้าไปหาเอาดื้อๆ นางพิงร่างกายกับร่างของอาฮวาสายตามองไปยังทหารรักษาการณ์ที่หน้าประตูอย่างรอคอยและคาดหวังด้วยความกระวนกระวายใจ

            เมื่อมิได้อยู่ด้านนอกเหล่าทหารก็ไม่สวมหน้ากากทำให้เห็นรูปลักษณ์ได้อย่างชัดเจน

            เยี่ยนเจาเจาจำทหารผู้นี้ได้ ตอนที่เยี่ยนเจาเจาบอกว่าตนต้องการสาวใช้คนที่นางพูดด้วยก็คือทหารรักษาการณ์ผู้นี้

            เยี่ยนเจาเจามีทักษะเรื่องการจดจำที่เยี่ยมยอดแม้ว่าตอนนั้นจะเห็นเพียงเรียวคิ้วและดวงตาสองข้าง แต่ตอนนี้ก็ยังจำได้ทหารรักษาการณ์หนุ่มคนนี้คือคนเดียวกับที่ส่งนางไปถ่ายเบาในวันนั้นทั้งยังเป็นคนเดียวกับที่นางบอกว่าต้องการสาวใช้อีกด้วย

            ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ดูแล้วอาจจะยังไม่ถึงวัยสวมกวาน

            ดูเหมือนเครื่องแต่งกายของเขาจะต่างจากพวกองครักษ์ลับหรือว่าคนผู้นี้จะมีสถานะเป็นรองหัวหน้าอย่างนั้นหรือ?

            เยี่ยนเจาเจาจำได้ว่ายามที่ตนมองไปยังเขาใบหูคู่นั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ในแววตายังปรากฏแววรอยยิ้มอีกด้วย

            เยี่ยนเจาเจารู้ดีว่าจุดเด่นของตนอยู่ที่ใด

            นางเป็นคนที่มีรูปลักษณ์งดงามดวงตาโดดเด่นเป็นประกาย เส้นคิ้วเป็นแนวสวย ไม่ว่าจะยืนอยู่แห่งหนใดที่แห่งนั้นก็จะกลายเป็นทิวทัศน์อันงดงาม

            บนโลกใบนี้มีคนที่สามารถทนต่อความงามได้เพียงไม่กี่คนความงามล่มเมืองอยู่ในมือของนางอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเป็นอาวุธที่ไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนอีกด้วย

            เมื่อมีความได้เปรียบอยู่ในมือก็สามารถเริ่มการเคลื่อนไหวได้ทันที

            เยี่ยนเจาเจามองเขาด้วยสายตาเศร้าหมองราวกับตู้สือเหนียงที่ถูกโยนทิ้ง สายตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้ามีหลายอย่างที่อยากพูดแต่ก็พูดออกมามิได้ ซึ่งนั่นอาจทำให้เขาเกิดความคิดขึ้นว่าตนทำสิ่งใดผิดต่อเยี่ยนเจาเจาหรือไม่

            แม้นี่จะเป็นท่าทีราวกับสตรีร้ายกาจแต่มันเป็นสิ่งที่สวยงามเมื่อถูกทำโดยเยี่ยนเจาเจา

            เยี่ยนเจาเจามิได้พูดสิ่งใด ทำเพียงแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนอย่างเศร้าหมองยืนอยู่มิไกลจากตัวเขา ทว่าช่วงเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชาชายหนุ่มผู้นั้นก็มิอาจทนได้อีก ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปหมดจนต้องยอมแพ้

            “ขอถามแม่นางมีเรื่องอันใดหรือไม่ขอรับ?”

            ชายหนุ่มหันมาถามเยี่ยนเจาเจา แต่แววตาของเขาเลื่อนลอยมิกล้ามองมายังเยี่ยนเจาเจา

            วันนี้นางสวมชุดตัวยาวใช้ผ้าคาดอกสีขาวนวลของดวงจันทร์เสื้อคลุมด้านนอกเป็นผ้าไหมสีอ่อน สายตาของบุรุษผู้นั้นมองไปยังลายปักสีขาวที่ชายกระโปรงของนางมิกล้าเอ่ยสิ่งใดอีก

            เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจอีกครั้งชายหนุ่มรู้สึกราวกับมีเข็มตำหัวใจจนรู้สึกเจ็บและชาเล็กน้อย

            เขานึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาต้องการคือยาลูกกลอนซานจาเมื่อเห็นเยี่ยนเจาเจาไม่ตอบ เขาจึงลองเอ่ยถามว่า “แม่นางกังวลเรื่องยาลูกกลอนซานจาอยู่หรือ?”

            แน่นอนว่านั่นทำให้เขาได้รับคำตอบจากเยี่ยนเจาเจาทันที “ใช่ เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

            ท่าทีใสซื่อราวกับมีกลิ่นอายความโง่แผ่ออกมา

            เด็กสาววัยสิบกว่าปี น้ำเสียงเป็นธรรมชาติแฝงไปด้วยความไม่ประสาที่น่ารักน่าชังยิ่งไปกว่านั้นประโยคเมื่อครู่ยังเป็นเหมือนการกล่าวความในใจออกมา ทำให้เห็นความประหลาดใจและความงุ่มง่ามที่อยู่ในนั้นส่งผลให้ผู้คนรู้สึกสงสารและเอ็นดู

            ดวงตาของชายหนุ่มช้อนขึ้นและตกลงบนใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาอย่างมิตั้งใจหลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็ชะงักไปทันที

            เยี่ยนเจาเจาผอมลงยิ่งนักเมื่อเทียบกับครั้งล่าสุดที่เจอกันเดิมทีใบหน้านางก็เล็กอยู่แล้ว วันนี้เมื่อได้เห็น แม้ว่าจะผอมลงไปสักหน่อย แต่ก็มิได้ทำลายความน่ารักที่มีก่อนหน้านี้ไปได้เลย

            ดวงตาของนางแดงก่ำ แฝงความสูญเสียและความรู้สึกน้อยใจเอาไว้รองเท้าปักลายกระต่ายน้อยเตะที่พื้นไปมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกห่อเหี่ยวไปทั่วทั้งร่าง

            ชายหนุ่มจำได้ว่าน้องสาวของตนอ้วนฉุมากเพียงใดตอนที่สวมชุดกระโปรงอกสูงแต่เยี่ยนเจาเจาที่อยู่ตรงหน้า แม้จะสวมชุดกระโปรงอกสูงดูอวบอ้วน แต่กลับเป็นเหมือนใบหลิวลู่ลมพร้อมจะล้มลงไปยามถูกลมพัด

            หากบอกว่าน้ำเสียงของนางทั้งน่าสงสารและน่ารักเยี่ยนเจาเจาในตอนนี้ก็ถือว่าน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง

            ร่างกายของนางดูอิดโรยจากอาการป่วยแม้จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน สีหน้าก็ยังขาวซีดราวกับหิมะ ลำคอบอบบางราวกับจะหักลงได้ในการหักเพียงครั้งเดียว

            เดิมทีนางเป็นเหมือนไข่มุกเม็ดงามในมือของฮ่องเต้หญิงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวขององค์หญิง นางควรจะอยู่ในความมั่งคั่งอันแสนรุ่งโรจน์ทุกสิ่งอย่างที่นางปรารถนาควรปรากฏตรงหน้าเพื่อให้นางได้เลือกสรรแต่ตอนนี้นางต้องมาทนรับความลำบากอยู่ที่นี่แม้แต่ยาลูกกลอนซานจาที่เดิมทีจะเรียกหามันตอนไหนก็ได้ก็ยังไม่มี

            หน้าที่ความรับผิดชอบที่อยู่ในใจของบุรุษผู้นี้หายไปในชั่วพริบตาเขาเดินไปหาเยี่ยนเจาเจาที่ด้านหน้าอย่างควบคุมตนเองมิได้ ในใจของเขาพรั่งพรูหีบเสียงคนที่ชอบพูดออกมา “ข้าน้อยได้ยินมาว่าท่านหมอหนุ่มผู้นั้นใกล้จะทำยาลูกกลอนซานจาสำเร็จแล้วแม่นางโปรดวางใจได้เลยขอรับ”

            แววตาของอาฮวาที่มองเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวังทำให้เขาคิดได้ว่าคำพูดที่กล่าวออกมาเมื่อครู่ไม่ค่อยเหมาะสมสักเพียงใด

            โชคดีที่ความสนใจทั้งหมดของเยี่ยนเจาเจาอยู่ที่ยาลูกกลอนซานจาพอได้ยินเขาพูดเช่นนั้นจึงถามกลับไปทันทีว่า “กี่ชั่วยามถึงจะส่งมาให้ข้าที่นี่ได้?กี่ครั้งๆ ก็พูดเช่นนี้ คงมิได้หลอกข้าอีกใช่หรือไม่”

            เรียวคิ้วของนางลู่ลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง

            “มิใช่ขอรับเพียงแต่ท่านหมอหนุ่มบอกว่าต้องการจับชีพจรของท่านก่อน ถึงจะคำนวณปริมาณของยาได้...”

            คำพูดนั้นออกมาจากปากของเขาโดยตรงทหารรักษาการณ์หนุ่มรู้ตัวอีกทีเรียวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแล้ว ราวกับคำพูดนี้เป็นสิ่งที่เขามิควรกล่าวออกมา

            “เช่นนั้นก็ให้เขาเข้ามาพบข้าสิ”

            ดวงตาของเยี่ยนเจาเจาฉายร่องรอยความสุขอย่างชัดเจนยามที่มองไปยังทหารรักษาการณ์จนผู้อื่นสามารถมองเห็นความสุขนั้นผ่านแววตาของนางได้ครู่หนึ่ง

            จะพูดอย่างไรดีมันชัดเจนราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าฤดูร้อนยามค่ำคืน ทั้งยังเหมือนกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนผืนทะเลสาบระลอกคลื่นวาววับทั้งยังสว่างสดใส

            ทหารหนุ่มมิอาจทำให้สายตาของตนสงบลงภายใต้การมองของนางได้ตั้งแต่หลังหูจนถึงลำคอของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงทำให้เยี่ยนเจาเจาอดคิดมิได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ช่างไร้เดียงสาและง่ายต่อการหลอกลวง

            “ท่านเองก็รู้ว่าตอนนี้ท่านมิอาจเจอผู้คนได้...”

            ทหารรักษาการณ์หนุ่มสัมผัสได้ว่า ดูเหมือนตนจะมิอาจหาวิธีและพูดจาแรงๆกับเด็กสาวที่น่าสงสารได้ หลังจากพึมพำอยู่นานสองนานก็ก้มศีรษะลง ราวกับเขามิปรารถนาจะมองสีหน้าเศร้าหมองของเยี่ยนเจาเจา

            “...ข้ามิอาจพบผู้คนได้แต่ในเมื่อท่านหมอมาได้ก็ถือว่าเป็นคนของพวกเราแล้ว เขามาตรวจชีพจรเพื่อคำนวณปริมาณยาก็ถือเป็นเรื่องปกติแล้วเหตุใดถึงมิอนุญาตให้เจอคนเล่า ช่างแปลกเสียจริง

            หากแม้แต่ยาลูกกลอนซานจาก็ยังเอามามิได้ไฉนเลยถึงมาหลอกข้า บอกให้ข้ารอคอยอย่างว่างเปล่ามาเนิ่นนาน ทำให้ข้าต้องดีใจเก้อ”

            เยี่ยนเจาเจาพูดออกมาสองประโยค น้ำเสียงนั้นเบาหวิวและเจือเสียงร้องไห้ราวกับเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดในร่างกายโดนสูบไปหมดแล้วร่างบางล้มลงพิงกับร่างของอาฮวาทันที

            ชีวิตและจิตวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ชีวิตและจิตวิญญาณของเยี่ยนเจาเจาได้พังทลายลงจนมิสามารถปกปิดอาการเจ็บป่วยบนร่างกายเอาไว้ได้อีก

            สองวันมานี้อาฮวาเห็นเยี่ยนเจาเจารักษาตนเองอย่างยากลำบากเมื่อเห็นอีกฝ่ายทรุดลง สีหน้าของนางจึงปรากฏความวิตกกังวลออกมา

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน