จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 114 ฟื้นฟูจิตวิญญาณ

              “อัพเกรดสำเร็จ”

              “ระดับไอเทม:ดีเลิศ”

              “ระดับการอัพเกรด:+10”

              “คุณลักษณะเพิ่มเติม:เพิ่มจิตวิญญาณ +65”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ+10: ฟื้นฟูจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นอีก 3%”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด:แต้มวิญญาณ 31 แต้ม”

                “สำเร็จ!!” ไป๋หยุนเฟยรู้สึกในใจตื่นเต้นยินดีจนต้องสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อสงบใจลง“ฟื้นฟูจิตวิญญาณเพิ่มขึ้น! หมายความว่า...ข้าฟื้นฟูพลังวิญญาณกลับมาได้เร็วขึ้น!?”

                ไป๋หยุนเฟยรีบร้อนสวมแหวนขณะที่ดวงตาเป็นประกายหลังจากหลับตาลงก็เริ่มสัมผัสพลังวิญญาณที่กำลังฟื้นฟูในร่าง

                ผ่านไปชั่วน้ำเดือดไป๋หยุนเฟยจึงลืมตาขึ้นด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้ม มันพยักหน้ากับตัวเองกล่าวว่า“ช่างเป็นคืนที่โชคดีนัก! ผลกระทบเพิ่มเติมเช่นนี้ยอดเยี่ยมเกินคาดจริงๆ!”

                “ถ้าเช่นนั้นข้าควรอัพเกรดแหวนช่องมิติอีกวงนี้ดีหรือไม่?” หลังจากสงบใจลง ไป๋หยุนเฟยก็มองดูแหวนบนมือซ้ายด้วยความลังเล

                “ช่างเถอะแม้แต่ข้าก็ทราบว่าควรหยุดแล้ว แม้ว่าจะเป็นระดับ +10 แต่มองดูก็เป็นเช่นเดียวกับแหวนช่องมิติวงอื่นการมีแหวนช่องมิติอีกวงมีประโยชน์ยิ่งกว่า” ครู่ต่อมาไป๋หยุนเฟยจึงพลันตัดใจต่อการอัพเกรดแหวนอีกวงได้

                จากนั้นไป๋หยุนเฟยจึงเริ่มเก็บข้าวของจัดระเบียบสิ่งของทั้งหลายมันเก็บของทีละชิ้นใส่เข้าไปในแหวนช่องมิติที่เพิ่งผ่านการอัพเกรดเป็น +10 หงยินเคยกล่าวว่าหากแหวนช่องมิติถูกทำลายโครงสร้างมิติภายในแหวนก็จะยุบทลายลงแล้วของทุกอย่างที่อยู่ด้านในจะถูกส่งออกมาด้านนอกมันไม่คิดจะให้สิ่งของทั้งหลายท่วมภายในกระโจมหากมันอัพเกรดผิดพลาดจึงนำสิ่งของทั้งหมดออกมาก่อนจะเริ่มอัพเกรด

                ทวนเปลวอัคคีเก็บไว้แหวนช่องมิติบนมือขวาเพื่อง่ายในการเรียกใช้ยามต่อสู้เช่นดียวกับหนามธารน้ำแข็งที่ใส่ไว้ด้วยกันเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน แม้ว่าการสวมแหวนช่องมิติบนมือทั้งสองข้างจะสะดุดตาไปบ้างแต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ไม่นำพาแหวนช่องมิติบนมือซ้ายปกติจะใช้เก็บสิ่งของต่างๆโดยเฉพาะมีดสั้นทั้งหลายก็เก็บไว้ในแหวนวงนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ระหว่างต่อสู้มันก็ไม่ต้องยุ่งยากสลับทวนในมือขวาไปยังมือซ้ายก่อนเพื่อนำมีดสั้นออกมา

                “ทุกอย่างพร้อมแล้วข้าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วทั้งยังได้กำไรโดยไม่คาดคิดอีกกล่าวได้ว่าคืนนี้เป็นคืนที่ข้าได้กำไรที่สุด...” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจโล่งอกยามนี้เกือบสว่างแล้วอีกทั้งยังสูญสิ้นพลังวิญญาณไปไม่น้อยมันไม่คิดจะอัพเกรดต่ออีกจึงเอนศีรษะลงบนหมอนและหลับตาลง แล้วไป๋หยุนเฟยก็หลับใหลพร้อมกับที่พลังวิญญาณฟื้นฟูกลับมาอย่างแช่มช้า...

                …………

                เช้าตรู่ยามที่ไป๋หยุนเฟยเดินออกมาจากกระโจมก็มองเห็นว่าทุกคนล้วนตื่นหมดแล้ว เทียนหมิงซึ่งทำหน้าที่ก่อไฟเช่นเดิมกำลังสาละวนอยู่ข้างกองฟืนส่วนผู้อื่นก็กำลังเร่งมือทำงานของตน เช่นเตรียมอาหารเช้าหรือไม่ก็ตรวจตราดูสินค้า

                ห่างไปไม่ไกลเห็นถังซินหยุนกำลังนั่งบนก้อนหินมองดูทุกคนทำหน้าที่ของตนบางครั้งก็หันไปด้านซ้ายส่งยิ้มให้กับป้าจ้าวที่คอยติดตามเพื่อคุ้มกันอยู่ไม่ห่างที่แปลกตาก็คือยังมีชายหนุ่มในชุดยาวสีเทาอายุราวยี่สิบ สูงราวห้าเชียะเศษผมของมันรวบผูกไว้ด้านหลังเผยให้เห็นในหน้าดูที่ธรรมดายามนี้มันกำลังประจบเอาใจป้าจ้าวอยู่

                ไป๋หยุนเฟยตื่นตะลึงไปชั่วขณะ--- คนผู้นี้คือจิ้งหมิงเฟิง

                ใบหน้าที่ถูกทุบตีของมันหายเป็นปกติแล้วแต่ก็ไม่เห็นป้าเจ้าว่าอันใด ดูเหมือนจิ้งหมิงเฟิงจะทำให้ป้าจ้าวคลายโทสะลงได้สำเร็จแต่กระนั้นรูปลักษณ์ของมันกลับแตกต่างจากที่ไป๋หยุนเฟยเคยเห็นอย่างใหญ่หลวงเห็นได้ชัดว่าจิ้งหมิงเฟิงเปลี่ยนไปใช้ใบหน้าใหม่ซึ่ง‘เหมาะสม’กับสถานการณ์มากกว่า

                ทันใดนั้นจิ้งหมิงเฟิงก็พบเห็นไป๋หยุนเฟยขณะส่งยิ้มขออภัยให้แก่ป้าจ้าวมันเอ่ยปากสองสามคำจากนั้นจึงวิ่งเข้ามาหาไป๋หยุนเฟยทิ้งรอยฝุ่นเป็นทางไว้เบื้องหลังมองไปก็เห็นรอยยิ้มคาดหวังบนใบหน้าของมัน

                “ของที่สัญญากับข้าอยู่ที่ใด?”มันถามอย่างร้อนรนตั้งแต่ยังไม่ทันเข้ามาใกล้

                ไป๋หยุนเฟยเหลียวมองรอบกายก่อนจะปรายตาบอกมันให้เดินตามไป

                หลังจากเดินไปถึงที่โล่งห่างออกไปราวห้าสิบวาไป๋หยุนเฟยก็หันกลับมาจ้องมองจิ้งหมิงเฟิงด้วยสายตาแปลกประหลาดก่อนจะอดไม่ได้ถามขึ้น “หรือนี่จะเป็นใบหน้าที่แท้จริงของเจ้า?” มันเอ่ยปากถาม

                “เอ๊ะ?”จิ้งหมิงเฟิงสับสนไปชั่วขณะก่อนจะยืดอกยิ้ม “ฮี่ ฮี่ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

                ไป๋ฟยุนเฟยอมยิ้มโดยไม่ถามต่อมันสะบัดมือขวาก็นำม้วนคัมภีร์สีเทาออกมาและโยนให้แก่จิ้งหมิงเฟิง

                หลังจากคว้าคัมภีร์ไว้ได้จิ้งหมิงเฟิงเพียงกวาดตามองแวบหนึ่งก็เก็บใส่แหวนช่องมิติจากนั้นจึงถามด้วยความร้อนรน “แล้วเครื่องประดับของข้า?”

                “ข้าเปลี่ยนใจแล้วข้าไม่คิดจะแลกเปลี่ยนกับเจ้าแล้ว” ไป๋ฟยุนเฟยประกาศ

                “เจ้า!”จิ้งหมิงเฟิงตะลึงงันวิญญาณหลุดลอยจากร่างไปชั่วขณะ กระนั้นเมื่อได้เห็นสีหน้าหยอกเย้าของไป๋หยุนเฟยมันก็เรียกสติกลับคืนมา “โธ่ เจ้าหลอกข้าเล่น!”

                “ฮ่าฮ่า ข้าเพียงหยอกเพราะอยากดูปฏิกิริยาของเจ้า” ไป๋หยุนเฟยเหยียดยิ้มก่อนจะโยนเครื่องประดับหลายชิ้นให้“แหวนหนึ่งวงต่อมือหนึ่งข้าง อย่าได้สวมแหวนบนมือข้างเดียวกัน!”

                นอกจากแหวนสองวงและกำไลแล้วอีกชิ้นเป็นจี้หยกรูปดาบซึ่งมีผลกระทบเพิ่มเติมที่ช่วยเสริมความเร็วอีกเช่นกัน

                หลังจากใช้สายตาเป็นประกายจับจ้องดูเครื่องประดับที่เพิ่งได้รับมาจิ้งหมิงเฟิงก็รีบสวมทันทีมันหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลังในร่างก่อนจะลืมตาขึ้นฉีกยิ้มบนใบหน้าแต่ราวกับมันยังไม่พอใจจึงขยับร่างกลายเป็นเงาพร่าเลือนก่อนจะเริ่มออกวิ่ง 

                ความเร็วของมันยามนี้ยกระดับขึ้นจนคนทั่วไปมองเห็นเป็นเพียงเงาเลือนรางหลังจากวิ่งเป็นวงหลายรอบในที่สุดก็กลับมายังที่ซึ่งไปหยุนเฟยยืนอยู่

                “ฮ่าฮ่า!!วิเศษ! ข้ารู้สึกได้ว่าความเร็วเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกสามส่วน! หากพลิกแพลงอย่างเหมาะสมจะยิ่งเร็วขึ้นกว่านี้อีก!”จิ้งหมิงเฟิงมาหยุดที่ข้างกายไป๋หยุนเฟยพร้อมกับรอยยิ้มปลาบปลื้มบนใบหน้าแต่จู่ๆมันก็ร้องเสียงพิกลขึ้นมา เมื่อครู่จิ้งหมิงเฟิงเตรียมจะเอื้อมมือไปตบไหล่ไป๋หยุนเฟยแต่ชั่วขณะที่ยื่นแขนออกมันก็รีบดึงแขนกลับจากนั้นจึงจ้องมองมือตนเองด้วยความตื่นตะลึง

                “นี่...”จิ้งหมิงเฟิงใช้สายตาประหลาดใจเหลือบมองดูกำไลบนแขนของตนจากนั้นจึงหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลังเล

                ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางพยักหน้า“กำไลวงนั้นช่วยเพิ่มความเร็วของมือให้แก่เจ้า”

                ประกายในดวงตาจิ้งหมิงเฟิงเจิดจ้ายิ่งขึ้นยามมันโบกมือไปมาต่อเนื่องกลายเป็นความเคลื่อนไหวอันซับซ้อนมันไม่สงสัยต่อคำพูดไป๋หยุนเฟยอีก เพียงใช้สายตาชื่นชมมองดูกำไลบนแขนด้วยความยินดี

                “พี่ไป๋พี่จิ้ง อาหารพร้อมแล้ว! รับประทานแล้วพวกเราจะได้ออกเดินทาง!”

                เทียกหมิงเรียกหาพลางโบกมือมายังไป๋หยุนเฟยก่อนจะตะโกนทักทายจิ้งหมิงเฟิงแล้วจึงเดินกลับไป จิ้งหมิงเฟิงอดไม่ได้ต้องกวัดแกว่งมือขวาอย่างต่อเนื่องมันมองดูมือตนเองพลางเดินตามไป๋หยุนเฟยกลับไปรับประทานอาหารเช้า

                ……

                “จิ้งหมิงเฟิงเจ้าคิดจะทำอะไรต่อไป?”ขณะไป๋หยุนเฟยกำลังตักโจ๊กใส่ชามตนเองก็เอ่ยปากถามถึงแผนการณ์ในอนาคตของจิ้งหมิงเฟิง

                “อา?”จิ้งหมิงเฟิงไร้คำพูดไปชั่วขณะ ก่อนจะเข้าใจคำถาม “โอ ข้าคิดจะทำอะไรต่อไป?ข้าไม่มีจุดหมายที่ต้องไป ดังนั้นจะเป็นที่ใดก็ได้ที่ข้าอยากไปหรือสมควรไปแล้วเจ้าคิดจะไปไหน?”

                “ทุกคนที่นี่กำลังเดินทางไปเมืองกู่ยี่จากนั้นแม่นางถังและป้าจ้าวจะจ้างรถม้ารีบเดินทางไปต่อพี่ไป๋และข้าจะเดินทางไปต่อเพื่อเยี่ยมบ้านข้าที่เมืองเกายี่”เทียนหมิงตอบอย่างร่าเริง

                “เข้าใจแล้วถ้าเช่นนั้น... ในเมื่อข้าไม่มีเรื่องอันใดให้ทำขอข้าไปเที่ยวชมเมืองเกายี่กับพวกเจ้าด้วย”จิ้งหมิงเฟิงใคร่ครวญชั่วครู่ก็เอ่ยปากตอบ

                “เช่นนั้นข้าก็ยินดี! เมื่อพวกเราไปถึงบ้านข้าจะต้อนรับพี่ไป๋และพี่จิ้งอย่างอบอุ่นในเมืองเกายี่เองก็มีเรื่องน่าสนุกให้ทำมากมายยิ่ง” เทียนหมิงหัวเราะพลางตอบคำ

                “……”

                ไป๋หยุนเฟยยังคงเงียบงันยามสังเกตดูความ‘รู้ใจกัน’ของทั้งคู่ด้วยสายตาประหลาดพิกล “พวกมันสองคนสนิทสนมกันปานนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน