ในวันนั้น รินโด โชมะ ที่เพิ่งกลับจากโรงเรียนได้เดินตรงไปยังโกดังเก็บของหลังบ้านทันที
เมื่อปลายปีที่แล้วหลังจากที่คุณปู่กับคุณย่าผู้เปรียบเสมือนพ่อแม่แท้ๆ ได้จากโลกนี้ไปในเวลาไล่เลี่ยกันเด็กหนุ่มก็ได้ตัดสินใจจะจัดการกับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของคุณปู่คุณย่าที่เหลือทิ้งไว้ให้เรียบร้อยแต่เนื่องจากคุณปู่คุณย่าผู้เป็เศรษฐีนั้นมีข้าวของอยู่มากมายเสียเหลือเกินการจัดเก็บของทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางเพียงลำพังจึงถือว่าเป็งานหนักไม่ใช่น้อย
แต่ยังไงเ้าตัวก็ไม่ได้มีอะไรต้องทำเป็พิเศษอยู่แล้วแถม่นี้ก็กำลังเบื่อๆพอดีด้วย ถือว่าช่วยฆ่าเวลาได้ดีล่ะนะ
ถึงจะทำด้วยความรู้สึกเรียบง่ายแบบนั้นแต่งานนี้กลับหนักหนากว่าที่คิดแม้ว่าในครึ่งปีมานี้โชมะจะจัดการเก็บของส่วนใหญ่ที่เขาขนมาวางซ้อนๆ ไว้กลางบ้านจนเข้าที่เรียบร้อยไปบางส่วนแล้วก็เถอะแต่เ้าตัวเพิ่งมานึกขึ้นได้เอาเมื่อวันก่อนนี้เองว่าตนยังไม่ได้แตะข้าวของในโกดังเก็บของเลยแม้แต่น้อย
คุณปู่คุณย่ามักจะบ่นให้ฟังอยู่เสมอว่าถึงแม้สิ่งของที่พวกเขาซื้อมาจะเป็แค่ผ้าขี้ริ้วผืนเก่าสกปรกๆโชมะก็ต้องดูแลของสิ่งนั้นอย่างดีที่สุด
นั่นก็เพราะของทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เป็ ‘บันทึกแห่งความทรงจำ’ทั้งสิ้น
คุณปู่และคุณย่าต่างใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมานมนานถึงขนาดสามารถจัดงานเฉลิมฉลองแต่งงานครบรอบ 50 ปีได้เลยทีเดียวอาจดูเหมือนว่าของที่เป็เหมือนเครื่องบันทึกความทรงจำสำหรับทั้งคู่ไม่ได้มีเก็บเอาไว้ในบ้านมากนักแต่แท้ที่จริงแล้วคุณปู่กับคุณย่าท่านได้ซื้อที่ดินว่างๆ หลังบ้านเพื่อเอามาสร้างเป็โกดังเก็บของขนาดั์แทนแล้วต่างหาก
โกดังนั่นก็สร้างมาก็ตั้ง 20 ปีก่อนเห็นจะได้พอได้มาลองคิดว่าคุณปู่คุณย่าท่านสะสมพวก ‘เครื่องบันทึกความทรงจำ’มาโดยตลอดั้แ่ก่อนที่ตนจะเกิดตั้ง 3 ปีโชมะก็รู้สึกจิตใจมันห่อเหี่ยวขึ้นมาเสียดื้อๆ
ดูเหมือนว่าสำหรับทั้งสองคนแล้วไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็ของมีมูลค่ามากมายหรือของที่มีดาดดื่นอยู่ทั่วไปก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย
โชมะย้ายเอาของที่สำคัญจริงๆ ไปไว้บนห้องนอนของทั้งสองส่วนที่เหลือก็ขนเอาไปเก็บไว้ในห้องว่างหรือไม่ก็ขนไปเก็บไว้ที่โกดังถึงในแง่ของผลลัพธ์แล้วตนจะไม่ได้มีพื้นที่ใช้สอยในบ้านเพิ่มขึ้นอะไรแต่เพราะยังไงตนก็ไม่เหลือใครในครอบครัวอีกแล้วขอแค่ห้องของตัวเองยังมีที่ว่างอยู่ก็พอ
“แล้วก็...ถ้าจัดต่อไปเรื่อยๆ อาจจะเจอวิซเข้าก็ได้ว่าแต่ปู่นะปู่ วิซที่สำคัญขนาดนั้นปู่เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนกันล่ะเนี่ย...เอ้า ฮึบ!”
ทันทีที่เปิดประตูโกดังซึ่งเหล็กเต็มไปด้วยสนิมกลิ่นของราก็ลอยเข้ามาปะทะถึงในโพลงจมูก ไม่พอยังมีฝุ่นแถมมาอีกด้วยต่างหากแม้ในใจโชมะจะคิดว่าตนควรย้อนกลับไปเอาผ้าปิดปากมาก่อนจะดีกว่า…แต่ก็เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่าเขาดันใช้ผ้านั่นไปหมดแล้วตอนที่จัดการของต่างๆของคุณปู่คุณย่าในบ้าน
“...”
เอาเถอะขอแค่ให้อากาศถ่ายเทได้เื่อื่นก็คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง
โชมะเปิดประตูบานหนักออกจนสุด ตั้งใจว่าจะเริ่มจัดข้าวจัดของเสียทีหากแต่พอเ้าตัวย่างเท้าเข้าไปในโกดัง ในตอนนั้นเองที่...
‘...’
ได้ยินเสียงของผู้หญิงดังขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่ามีต้นตอมาจากไหน
พอคิดว่าเป็ไปได้ที่อาจจะมีใครอยู่ข้างนอกโกดังโซมะก็ลองมองลอดออกไปดู ทว่าท่ามกลางสวนที่มีหญ้าขึ้นจนหนากลับไม่พบร่างของใครเลยแม้ซักคนเดียวและในโกดังที่มีความกว้างประมาณ 15 เสื่อแห่งนี้ก็ไม่มีพื้นที่ให้ใครหลบซ่อนได้อีกด้วย
หรือบางทีอาจจะมีใครกำลังคุยกันอยู่นอกบ้านก็ได้ละมั้ง…
แล้วโชมะก็ยอมรับในข้อสันนิษฐานนั้นของตน แต่ทว่า…
“...!...!”
ในตอนที่กำลังขนของซึ่งกองทับถมกันอยู่ในโกดังเอาออกมาไว้ในสวนก็ได้ยินเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
“...”
โชมะรู้สึกสงสัยจนคิ้วขมวดติดกันเป็ปมเขาตัดสินใจปิดประตูโกดังและเงี่ยหูฟังเสียงภายในความมืดมิดเพียงครู่เดียวเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง โชมะรับรู้ได้เหมือนกับก่อนหน้าทั้งที่ปิดประตูอยู่...ไม่สิพอไม่มีเสียงรบกวนจากข้างนอกแล้วถึงจะเพียงเล็กน้อยแต่ก็ได้ยินเสียงนั้นดังชัดเจนขึ้นกว่าเดิมนั่นก็หมายความว่าเ้าของเสียงซ่อนอยู่ในโกดังนี่เอง
แล้วซ่อนอยู่ตรงไหนล่ะ?
เขาลองเปิดประตูออกกว้างอีกครั้ง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาจนภายในโกดังถูกย้อมเป็สีส้ม
กะแล้วเชียว…ในนี้ไม่เห็นเงาใครเลยสักคน
แต่ว่าเ้าของเสียงนั่นจะต้องหลบอยู่ในนี้ที่ไหนซักแห่ง
โชมะพยายามตามหาต้นตอของเสียงที่เขาได้ยินดังแว่วออกมา
“...เ้านี่สินะ”
และในที่สุดเขาก็เจอจนได้
โชมะหยิบเอาของที่เหมือนกับกล่องใส่แหวนบนลังลูกฟูกขึ้นมาอุตส่าห์คิดว่าต้นตอของเสียงคงจะมาจากตุ๊กตาอัดเสียงอะไรทำนองนี้เสียอีกแต่ดูจากขนาดกล่องแล้วไม่น่าจะใส่ตุ๊กตาเข้าไปได้เลย
“เอาเถอะ เดี๋ยวลองเปิดดูก็รู้เอง”
จะเรียกว่าเป็พวกใจกล้าหรือเป็พวกอยากรู้อยากเห็นแบบสุดๆ ดีล่ะเ้าตัวถึงได้เปิดกล่องออกโดยไม่แม้แต่จะลังเลเลยซักนิดหลังจากเปิดกล่องออกมาก็พบแหวนส่องประกายสีเงินอยู่ข้างใน
ถึงจะลองหยิบแหวนขึ้นมาเพ่งดูขนาดไหนก็ไม่เจออะไรน่าสงสัยเลยซักอย่างก็แค่แหวนธรรมดาๆ วงหนึ่งเท่านั้น
แต่ถ้าจะให้พูดถึงลักษณะพิเศษเห็นทีคงจะเป็มีตัวอักษรที่เขาอ่านไม่ออกสลักไว้ด้านในแหวนนั่นละนะ
แต่เื่นั้นน่ะจะยังไงก็ช่างเถอะ...
‘ขอร้องละ อสึโมริ! เราอยากให้เ้ามาประมือกับเราอีกครั้ง!’
ลองได้ยินเสียงดังออกมาจากแหวนแบบนี้ กับอีแค่แหวนมีรูปร่างแปลกตานิดหน่อยมันก็ไม่ใช่เื่น่าพิศวงอะไรเลย
“ประมืออีกครั้ง?”
‘! อสึโมริอย่างนั้นเหรอ! สัญญาของเรากับเ้ามันเลย 50ปีมาแล้วนะ’
ทั้งที่โชมะแค่พูดงึมงำอยู่คนเดียวแต่อีกฝ่ายกลับรีบตอบกลับมาทันที สงสัยแหวนนี่คงจะมีฟังก์ชั่นถ่ายทอดเสียงด้วยสินะ
ในตอนที่โซมะกำลังจะปฏิเสธอีกฝ่ายกลับไปว่า ‘ผิดคนแล้ว’นั่นเอง เสียงนั้นก็กลับดังขัดออกมาด้วยอารมณ์โกรธ
‘ในที่สุดก็จับเ้าได้แล้ว! เราไม่ยอมให้หนีหรอก!เ้าต้องมาสู้กับเราอีกครั้งตามสัญญา! เอาล่ะ...มายังที่ๆ เราอยู่ตอนนี้เดี๋ยวนี้!’
ฉันไม่ใช่อสึโมริเฟ้ย…! ทั้งที่ตั้งใจจะพูดออกไปแบบนั้นแท้ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรที่เท้าก็มีวงแหวนอะไรบางอย่างคล้ายรูปทรงของเลขาคณิตปรากฏขึ้นทำเอาโชมะปิดปากสนิทแทนเสียได้จากนั้นเพียงชั่วพริบตาลวดลายนั้นก็เปร่งประกายเป็สีแดงเข้มก่อนจะส่องแสงสว่างเจิดจ้าขึ้น
คราวนี้ไม่ใช่แค่ปาก แม้แต่ตาก็ปิดลงสนิทเช่นกันด้วยร่างกายที่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้มากนักทำให้โชมะรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณถึงภัยอันตรายที่ตนกำลังเผชิญเ้าตัวจึงตัดสินใจหลับตาแน่นไปทั้งอย่างนั้นจนกว่าแสงสว่างจ้าเช่นนี้จะหมดลง
◆
“...เ้าเป็ใคร?”
แทบจะในเวลาเดียวกับที่เปลือกตาััได้ว่าแสงสว่างได้จางหายไปแล้วโชมะก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
“เธอนั่นแหละเป็ใคร”
โชมะพูดตอบกลับอีกฝ่ายไปก่อนจะลืมตาขึ้นท่ามกลางทัศนียภาพพอมองเห็นเพียงเบลอๆ เขาพบหญิงสาวผิวขาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า
ดูจากภายนอกน่าจะอายุราวๆ 16 ปีได้เป็ผู้หญิงที่มีใบหน้าแบบน่ารักมากกว่าจะเป็ใบหน้าแบบสวยหวานเส้นไหมสีเงินเนียนละเอียดถูกปล่อยระยาวลงมาจนถึงเอว ที่ใต้คิ้วโก่งสวยคือั์ตาเปร่งประกายสีแดงเข้ม
เสื้อผ้าแสดงออกถึงความมียศฐาของผู้สวมใส่นั้นปกคลุมอยู่บนเรือนร่างบอบบางตรงส่วนหน้าอกเปิดออกกว้างเผยให้เห็นส่วนร่องลึกดูน่าัั
โชมะหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวผู้มีราศีจับอย่างสง่างามคนนั้นหากแต่ยังไม่ทันได้จ้องหน้าอีกฝ่าย เ้าตัวก็เบนเป้าความสนใจไปที่อื่นแทน
“ว่าแต่...ที่นี่ ที่ไหน?”
เสียงของโชมะสั่นเครือ นั่นไม่ได้เป็เพราะความกลัวหากแต่เป็เสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่างหาก
บนท้องนภามีก้อนเมฆลอยล่องที่ปลายเท้านั้นพื้นธรณีมีแต่ความเสื่อมโทรมแผ่ขยายออกไปทั่วบริวเวณและเื้ัของหญิงสาวผิวสีหิมะกลับมีต้นไม้แห้งกรอบขนาดใหญ่ตั้งสูงอยู่
ห่างจากพวกเขาอีกราว 20 เมตร โชมะมองเห็นเส้นขอบฟ้า*ลากยาวออกไป
แต่ระยะทางนั่นกลับไม่ได้ไกลเท่าไรเลยปกติเส้นขอบฟ้าควรจะอยู่ห่างออกไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรไม่ใช่หรือไง
โชมะเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อตรวจสอบบางอย่างด้วยเท้าของตัวเอง
“นะ...นี่ นั่นเ้าจะไปไหน?! จะทิ้งเราเอาไว้งั้นเหรอ!”
โชมะเมินเสียงเรียกของเ้าหล่อนก่อนจะเดินต่อไปข้างหน้าใช้เวลาเพียงแค่ไม่นานก็กลับมายังที่เดิมได้แล้ว
...อย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว
ที่นี่เป็ดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กมากๆ และถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาทึบมันน่าเหลือเชื่อจริงๆที่ตนถูกอัญเชิญมายังที่แห่งนี้
“เดินเล่นเสร็จแล้วงั้นสิ?”
หญิงสาวผิวขาวคนเดิมพูดขึ้น
“อา...การเดินเล่นอันแสนสนุกจบลงแล้วต่อจากนี้ไปฉันขอเริ่มบทสนทนาแสนสนุกกับเธอบ้างก็แล้วกัน เอาล่ะ เธอเป็ใคร? แล้วที่นี่คือที่ไหน?”
“เราคือไอริส แล้วที่นี่ก็คือ ‘โลกที่ถูกปิดตาย’แห่งหนึ่งในแอสทรัล หรือจะให้เรียกอีกอย่างว่า ‘คุก’ ดีล่ะ”
“คุก...เหรอ…”
จริงอยู่ที่ตอนลองเดินดูเมื่อกี้โชมะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งมีชีวิตอื่นเลย ถ้าอย่างนั้นนักโทษที่ถูกจองจำอยู่ที่นี่คงเป็ไอริสไม่ผิดแน่ทั้งที่มีใบหน้าน่ารักขนาดแม้แต่แมลงซักตัวยังไม่น่าจะฆ่าได้แท้ๆนี่เธอไปทำอะไรไว้กันแน่นะ
*เส้นขอบฟ้า คือ เส้นที่แบ่งระหว่างพื้นดินและท้องฟ้าโดยระยะทางของขอบฟ้าปกติจะอยู่ที่4-5กิโลเมตร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นระยะเส้นขอบฟ้าจะแปลผันไปตามความสูงผู้สังเกตการณ์มอง