หมู่หรงหว่านหรูนิ่งไปครู่หนึ่ง“ข้าเป็นลมอยู่ที่หน้าประตูและตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พอเห็นว่าหมู่เฟยยังไม่มาข้าก็ส่งคนออกไปอีกครั้ง แต่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นเขานอนอยู่ที่ประตู”
“โอ้...”หานอวิ๋นซีลากเสียงยาวอย่างมีเลศนัย “เช่นนั้นเจ้าก็เลยไม่ได้ส่งคนไปอีกใช่หรือไม่?”
หานอวิ๋นซีถูกขังอยู่ในคุกสามคืนเต็มๆ!
มู่หรงหว่านหรูพูดอะไรไม่ออกหลังจากนั้นไม่นาน จึงจะพูดว่า “ไปสิ ข้าไปด้วยตัวเอง แต่...แต่ข้าไม่เจอมู่เฟยพี่สะใภ้ ท่านเองก็รู้ว่าข้าเป็นคนต่ำต้อยพูดไปก็ไร้น้ำหนักช่วยพูดอะไรแทนท่านไม่ได้หรอก ข้าเองก็กังวล จึงทำได้เพียงตามหามู่เฟยต่อ”
ต้องรู้ว่าอี้ไท่เฟยรักและเอ็นดูนางแต่อี้ไท่เฟยสนใจเรื่องหน้าตามากกว่า กล้าที่จะใช้อี้ไท่เฟยเป็นข้ออ้างในการโกหกสตรีนางนี้มีความกล้าหาญมากทีเดียว
“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้ส่งคนไปแจ้งหมอหลวงกู้ด้วยสินะ?” หานอวิ๋นซีถามอีกครั้ง
มู่หรงหว่านหรูขมวดคิ้วและร้องไห้ออกมา“พี่สะใภ้ ข้ากังวลมากจน...ข้าลืมไปทุกสิ่งอย่าง”
“อ๋อออ...”หานอวิ๋นซีลากเสียงยาวอีกครั้งอย่างมีเลศนัย
“เช่นนั้นสุดท้ายแล้วเจ้าได้พบมู่เฟยหรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามต่อ
มู่หรงหว่านหรูส่ายหัว“ไม่พบ หลังจากข้าได้ยินมามาในจวนพูดว่าท่านกลับมาแล้ว ข้าจึงรีบกลับมา พี่สะใภ้ข้าอยากพบท่านหลายครั้งและอยากจะอธิบายให้ท่านฟังแต่ท่าน...ท่านไม่มาเจอข้าเลยด้วยซ้ำ...”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หานอวิ๋นซีก็ถอนหายใจกับตัวเอง ช่างเป็นเจ้าแห่งการโกหกเสียจริง
หานอวิ๋นซีมองไปด้วยสายตาจริงจัง“แล้วทำไมข้าถึงได้ยินฉินอ๋องบอกว่าเจ้าอยู่ที่จวนเมื่อสองสามวันก่อนล่ะ? เขาเห็นเจ้าในสวนดอกไม้ตั้งหลายครั้ง”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาใบหน้าของมู่หรงหว่านหรูก็ซีดลงทันที ฉินอ๋อง...
หานอวิ๋นซีฟ้องงั้นหรือ? พระเจ้า สตรีนางนี้พูดอะไรกับฉินอ๋องไปนะ แล้วฉินอ๋องจะมองนางอย่างไรล่ะ?
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อเจอคนที่บอกว่าตัวเองโกหกเก่ง คุณต้องโกหกให้เก่งกว่าเขา!
“ฉินอ๋อง...เขา...ข้า...ข้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงดังนั้นจึงไม่ได้ออกตามหาด้วยตัวเองทุกวัน แต่ข้าก็ส่งคนไปที่นั่น”
ขณะนี้ตอนนี้คำอธิบายของมู่หรงหว่านหรูติดๆ ขัดๆ เสียเหลือเกิน!
กู้เป่ยเยวี่ยคิดอยู่ในใจเงียบๆเขานิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ในขณะที่มู่ชิงอู่พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ก่อนหน้านี้เขามีความประทับใจที่ดีต่อมู่หรงหว่านหรูแต่ตอนนี้เขาตาสว่างแล้ว
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างไม่เกรงใจ“แม่นางมู่หรง ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มหรอกพวกเรากับฉินหวังเฟยมีเรื่องต้องคุยกัน เชิญท่านออกไปเถิด”
นี่กำลังไล่นางออกไปงั้นหรือ
น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของมู่หรงหว่านหรูใบหน้าที่น่าเกลียดของนางถูกเปิดเผย ทว่านางกลับยังดูน่าสงสารราวกับถูกใส่ร้ายอย่างไรอย่างนั้น
“ข้าขอโทษข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีตรงไหนที่เข้าใจผิด ข้าทำเพื่อพี่สะใภ้ด้วยใจจริงหากพี่สะใภ้ไม่ยกโทษให้ข้า ข้าจะ...ข้าจะ...”
นางพูดพร้อมยกชาขึ้นด้วยมือทั้งสองข้างและคุกเข่าลง“ข้าจะคุกเข่าไปตลอดชีวิต!”
หานอวิ๋นซีไม่อยากที่จะเล่นตามน้ำนางจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ทั้งสองท่าน ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว มีเรื่องอะไรเราค่อยคุยกันวันหลังก็แล้วกัน”
กู้เป่ยเยวี่ยและมู่ชิงอู่มองหน้ากันและพยักหน้า
ก่อนจากไปกู้เป่ยเยวี่ยถอนหายใจเบาๆแม้ว่ามันจะไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกับการฮึดฮัดของมู่ชิงอู่แต่เมื่อได้ยินแล้วกลับทำให้หัวใจของมู่หรงหว่านหรูราวกับถูกปิดกั้นไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่รู้ว่าต้องไม่ใช่ความหมายที่ดีอย่างแน่นอนไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยจริงๆ
คำพูดของสองคนนี้มีน้ำหนักอย่างมากในวงสังคมชั้นสูงเพียงพวกเขาพูดออกไปภาพลักษณ์ของมู่หรงหว่านหรูที่สร้างขึ้นมาอย่างอุตสาหะก็จะถูกทำลาย!
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของหานอวิ๋นซีทำไมนางไม่ตายตั้งแต่อยู่ในคุกนะ? มู่หรงหว่านหรูเกลียดเหลือเกิน!
เมื่อเห็นว่าหานอวิ๋นซีและคนอื่นๆเดินไปไกลแล้ว กุ้ยมามาก็รีบเข้ามา “คุณหนู มันไม่สำคัญว่านางจะให้อภัยหรือไม่ข้าเกรงว่านางจะไปฟ้องไท่เฟยเสียมากกว่า”
อี้ไท่เฟยเป็นคนรักศักดิ์ศรีอย่างมากแม้แต่คนรับใช้ของจวนฉินอ๋องก็ยังถูกคนของไท่เฮาด่าทอทั้งวันนับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่อย่างการจับหานอวิ๋นซีเข้าคุกล่ะ?
หากมู่หรงหว่านหรูไม่ไปรายงานต้องโดนร่างแหไปด้วยแน่นอน
มู่หรงหว่านหรูยังคงอยู่นิ่งในแววตาก็ฉายแววความเศร้าหมอง “มู่เฟยจะกลับมาเมื่อไร?”
“พรุ่งนี้เป็นวันประสูติพระโพธิสัตว์วันนี้ไท่อี้เฟยจะต้องกลับมาไหว้พระแน่นอน เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าจะมาเมื่อไร คุณหนูท่านดูอย่างเรื่องนี้สิ...” กุ้ยมามาเป็นกังวลอย่างมาก หากมู่หรงหว่านหรูถูกลงโทษกลุ่มคนรับใช้ของนางเองก็คงหนีไม่พ้น
ทว่ามู่หรงหว่านหรูกลับยิ้มด้วยความพึงพอใจยืดหลังตรงยิ่งขึ้น “ในเมื่อกลับมาวันนี้ ข้าก็จะไม่ลุกข้าจะคุกเข่าอยู่ตรงนี้และสารภาพความผิดกับหมู่เฟย”
ในเมื่อเป็นการร้องเรียนแน่นอนว่านางจะต้องรีบทำก่อนหานอวิ๋นซี
กุ้ยมามาที่ได้ยินเช่นนั้นนางก็เข้าใจในทันทีและรีบพูดเสียงเบาว่า “คุณหนูวางใจได้เลยเจ้าค่ะเมื่ออี้ไท่เฟยกลับมาแล้ว ชีวิตของสตรีผู้นั้นต้องลำบากอย่างแน่นอนข้าจะออกไปคอยดูลาดเลาให้นะเจ้าคะ”
หานอวิ๋นซีไปส่งกู้เป่ยเยวี่ยและมู่ชิงอู่ที่ประตูด้วยตนเองทว่าทันทีที่รถม้าออกไป ก็มีรถม้าที่สวยงามอีกคันก็วิ่งเข้ามา
หานอวิ๋นซีมองแวบเดียวก็รู้ได้ว่านี่คือรถม้าของอี้ไท่เฟย
ไม่ใช่ว่านางจะไปอยู่ที่อื่นสักพักหรือไร? ทำไมถึงกลับมาเร็วเช่นนี้?
เมื่อเห็นรถม้าของอี้ไท่เฟยหยุดลงหานอวิ๋นซีก็หันหลังกลับและกำลังจะหนี ทว่ามันก็สายเกินไปกุ้ยมามาเดินออกมาจากข้างในและคว้าหานอวิ๋นซีไว้ทันที พร้อมกับตะโกนว่า “อี้ไท่เฟยในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
พละกำลังของเหล่ามามานั้นไม่ธรรมดาหานอวิ๋นซีไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย ในขณะที่กำลังดิ้นรนสุดกำลังอี้ไท่เฟยก็ลงจากรถมาแล้ว
เมื่อเห็นฉากนี้อี้ไท่เฟยก็โกรธเกรี้ยวและพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ทำอะไรน่ะ? ฉุดกระชากลากถูกันที่หน้าประตู ไม่อายหรือไร?”
กุ้ยมามาและหานอวิ๋นซีตกใจสะดุ้งโหยงพร้อมปล่อยมือทั้งคู่
หานอวิ๋นซีแอบกลอกตาและโค้งคำนับ“ยินดีต้อนรับมู่เฟยกลับจวนเพคะ”
กุ้ยมามาคุกเข่าลงพร้อมกับตะโกนว่า“ไท่เฟย ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว หากท่านไม่กลับมาคงมีเรื่องเกิดขึ้นกับคุณหนูเป็นแน่เพคะ! เกิดเรื่องแน่ๆ!”
“นี่เจ้าขี้ข้าถ้ามีอะไรจะพูดก็เข้าไปพูดข้างในแค่นี้ยังทำให้จวนฉินอ๋องของข้าขายขี้หน้าไม่พอหรือไร?” อี้ไท่เฟยตำหนินางและมองหานอวิ๋นซีอย่างเย็นชา ในคำพูดแฝงไปด้วยการเสียดสีสายตาที่จ้องมองมาที่นางก็แฝงไปด้วยการเสียดแทงเช่นกัน
หานอวิ๋นซีที่รู้สึกละอายใจจึงทำได้เพียงอดทน นางเป็นแม่สามี เป็นผู้อาวุโส แล้วก็เป็นไท่เฟยไม่อาจทำให้นางโกรธได้
อี้ไท่เฟยสุภาพและเป็นสง่าเลิศล้ำดูเหมือนว่านางจะไม่ได้ใส่ใจคำพูดของกุ้ยมามา แต่เมื่อทุกคนเข้ามาและประตูปิดลงเพียงเสี้ยววินาที มันก็ต่างออกไป
ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตของอี้ไท่เฟยดูมืดมนและน่ากลัว“กุ้ยมามา เกิดอะไรขึ้น? ข้าเพิ่งไปได้ไม่กี่วันหรือว่าลิงบางตัวริอ่านอยากจะเป็นราชาขึ้นมา?”
อีกครั้งที่ในคำพูดเสียดแทงถึงหานอวิ๋นซีนางใช้นิ้วเท้าคิดก็แล้วก็ยังไม่รู้ว่ากุ้ยมามามาที่นี่เพื่ออะไร ดูเหมือนว่ามู่หรงหว่านหรูไม่ได้คิดที่จะปล่อยนางไปเดาว่าอาจจะรู้ว่าอี้ไท่เฟยกำลังกลับมา
“ไท่เฟยท่านรีบไปดูที่ห้องรับแขกเถอะเพคะ ในวันที่อากาศหนาวๆ แบบนี้คุณหนูนั่งคุกเข่าเป็นเวลานานแล้ว ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็บอกว่าจะคุกเข่าจนกว่าท่านจะกลับมา เพื่อที่จะสารภาพผิดกับท่าน”กุ้ยมามาตอบอย่างรวดเร็ว
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” อี้ไท่เฟยตกใจและรีบไปที่ห้องรับแขก
หานอวิ๋นซีต้องการใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อหนีไปแต่นางจะไปที่ไหนได้ อำนาจของอี้ไท่เฟยก็อยู่ทุกที่แม้ว่านางจะซ่อนตัวอยู่ในลานดอกบัว แค่อี้ไท่เฟยกลับมา นางก็ต้องออกมาอยู่ดี
ในสังคมสมัยใหม่ยังมีผู้ที่มีอำนาจกดขี่ผู้คนนับประสาอะไรกับสังคมที่มีอำนาจจักรพรรดิและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้หานอวิ๋นซีพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะโน้มน้าวใจและปรับตัว
เมื่อเห็นกุ้ยมามามองมาที่นางนางก็ยิ้มเยาะและเดินตามไป
ทันทีที่มาถึงห้องรับแขกก็เห็นมู่หรงหว่านหรูยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม ลำตัวเหยียดตรงถือถ้วยชาด้วยมือทั้งสองข้าง
“ไอ้หยาหว่านหรู เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
อี้ไท่เฟยเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกทุกข์ใจก้าวไปช่วยพยุงนางขึ้นมาทันที “ลุกขึ้นเถอะ มีเรื่องอะไรก็พูดดีๆใครกันที่ทำให้เจ้าต้องคุกเข่า ถ้าเข่าหักขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
“มู่เฟยข้าผิดไปแล้ว ข้าทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ข้าขอโทษท่าน ขอโทษพี่สะใภ้ ข้า...”
ใบหน้าของมู่หรงหว่านหรูเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดพูดไปพูดมาก็ร้องไห้สะอื้น พูดด้วยความเสียใจ
อี้ไท่เฟยก็ยิ่งกังวลมากขึ้น“อย่าร้องไห้เลย ร้องไห้แล้วตาเจ็บขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะ? ไม่ว่าเรื่องใหญ่แค่ไหนข้าก็จัดการให้เจ้าได้ ข้าให้เจ้าเป็นใหญ่ในบ้านเจ้าพูดมาสิว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
มู่หรงหว่านหรูเงยหน้าขึ้นอย่างน่าสงสารน้ำตาคลอเบ้า เมื่อกำลังจะพูด ก็สำลักอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไรแล้วก็ก้มหน้าร้องไห้อีกครั้ง
อี้ไท่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ และพูดอย่างเฉียบขาดว่า “กุ้ยมามา บอกข้ามา!”
กุ้ยมามาที่กำลังรอโอกาสนี้จึงรีบรายงานเรื่องนี้ทันทีโดยไม่ลืมที่จะเสริมแต่ง “อี้ไท่เฟยคุณหนูหมดสติไปเพราะเรื่องนี้ นางกลัวว่าหวังเฟยจะทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกและกลัวว่าจะทำให้จวนฉินอ๋องของเราขายหน้า นางส่งคนใช้ไปตามหาแล้วก็ไปตามหาด้วยตัวเอง ทว่ากลับหาท่านไม่พบ เรื่องจึงล่าช้า”
ทันทีที่กุ้ยมามาพูดจบมู่หรงหว่านหรูจึงจะเปิดปาก ร้องไห้พลางพูดว่า “มู่เฟยอย่าโทษพี่สะใภ้เลยเรื่องนี้เป็นความผิดของข้าทั้งหมด เป็นข้าที่ไม่รีบไปหาท่าน”
เมื่อเห็นว่าเดิมทีใบหน้าที่เย็นชาและเคร่งขรึมของอี้ไท่เฟยนั้นดูแย่ลงเรื่อยๆและดวงตาเฉี่ยวคู่นั้นก็ดูมืดมนราวกับท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดพายุ
กุ้ยมามามองไปที่มู่หรงหว่านหรูและพูดต่ออย่างรวดเร็ว“ทันทีที่หวังเฟยกลับมาคุณหนูก็ส่งคนไปที่ลานดอกบัวเพื่อขอพบนางอยู่หลายครั้งและต้องการที่จะขอโทษหวังเฟยแต่หวังเฟยไม่ต้องการที่พบนาง วันนี้หวังเฟยออกมา คุณหนูทั้งยกชาให้ทั้งคุกเข่าลงแต่หวังเฟยก็...”
ในที่สุดก่อนที่จะพูดจบ อี้ไท่เฟยก็โพล่งออกมา “หานอวิ๋นซี!”
หานอวิ๋นซีที่อยู่ข้างๆก็ตอบอย่างเงียบๆ ว่า “เพคะ”
“กุ้ยมามาพูดเป็นความจริงหรือไม่? เจ้าเข้าคุกจริงๆ หรือ? พวกเขามีหมายจับงั้นหรือ?”อี้ไท่เฟยถามอย่างไม่เชื่อ เมื่อเทียบกับเรื่องนี้แล้ว“ความคับแค้นใจ”ของมู่หรงหว่านหรูนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป
“มู่เฟยหมายจับเป็นไท่เฮาที่ออกด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นใครจะกล้าแตะต้องพี่สะใภ้กัน!”มู่หรงหว่านหรูพูดเสริมด้วยเสียงสะอื้น
“อะไรนะ? หานอวิ๋นซี เจ้า! เจ้า!”
อี้ไท่เฟยหอบหายใจด้วยความโกรธมือข้างหนึ่งจับที่เท้าแขน ส่วนมืออีกข้างชี้ไปที่หานอวิ๋นซี กึ่งนั่งกึ่งยืนโกรธจนพูดไม่ออก
“ข้ามีใจที่จะช่วยเหลือผู้คนเมื่อครู่แม่ทัพใหญ่เองก็เพิ่งมาที่นี่เพื่อขอบคุณศาลต้าหลี่สร้างเรื่องโยนความผิดขึ้นมา ฉินอ๋องจึงไปจัดการแล้วส่งเรื่องศาลต้าหลี่ไปยังเสนาบดีกรมขุนนาง” หานอวิ๋นซีตอบอย่างมั่นใจ
อี้ไท่เฟยยกมือขึ้นแล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า“ข้าไม่สนใจหรอก! เจ้าตกไปอยู่ในมือไท่เฮา แล้วก็เข้าคุกไปแล้วเจ้าจะให้จวนของข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ตอนนี้หญิงชราคนนั้นต้องหัวเราะเยาะข้าเป็นแน่แต่งงานกับลูกสะใภ้ไร้ประโยชน์อย่างเจ้านี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ!”
ใบหน้าของหานอวิ๋นซีเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อนางรู้เสมอว่าอี้ไท่เฟยให้ความสำคัญกับหน้าตาเป็นอย่างมากแต่ไม่คาดคิดว่าจะหนักขนาดนี้
เรียกได้ว่าไม่สมเหตุสมผลเลย!
นางช่วยมู่ชิงอู่และทำให้องค์หญิงฉางผิงและคนอื่นๆ ถูกลงโทษ นี่ยังน่าขายหน้าอยู่งั้นหรือ?
อี้ไท่เฟยนั่งและยืนอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่สนใจมู่หรงหว่านหรูที่กำลังคุกเข่า ก็กระสับกระส่าย
ทันใดนั้นนางหยุดอยู่ตรงหน้าหานอวิ๋นนซี ดวงตาเฉี่ยวคมของนางหรี่ลงช้าๆ...