บทที่ 12
“สินค้าของเจ้าอยู่ไหนล่ะ นำไปสิ” ฮาคิมกล่าวถามทันทีที่ทั้งสองก้าวเท้าพ้นตัวอาคาร“ทางนี้ครับ” ภามกล่าวพร้อมกับเดินนำทางไปด้านข้างลานกว้างที่เขาจอดเกวียนทิ้งไว้ เมื่อเดินมาถึง ภามแวะลูบหัวเจ้าดำสองสามที ก่อนจะเดินต่อไปด้านกลังเกวียน และเปิดผ้าที่คลุมกระสอบใส่ผลผลิตทั้งสามชนิดของเขาออก “มีของแค่นี้รึ? แกะปากกระสอบให้ด้วยสิ ไม่เช่นนั้นข้าจะตรวจสอบ ประเมินราคาได้อย่างไร” เมื่อฮาคิมเห็นว่าบนเกวียนมีเพียงกระสอบขนาดกลางอยู่เพียงหกกระสอบก็ถามอยากแปลกใจ พร้อมกับสั่งให้ภามเปิดปากกระสอบให้ด้วย“คร้าบบๆ” ภามตอบรับเสียงยืดๆ พลางแอบยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของเจ้าหน้าที่ตรงหน้า ‘ไม่เห็นจะต้องเก๊กขนาดนี้เลย’ ภามคิดในใจ เมื่อเห็นคนตรงหน้าแสดงสีหน้าท่าทางวางท่ามาตั้งแต่ในอาคารยันเดินมาถึงเกวียนของเขา ฝ่ายฮาคิมก็มองชายที่แต่งตัวบ้านๆ ท่าทางเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงตรงหน้า แล้วส่ายหัวเบาๆ ไม่ใช่เขาเหยียดชนชั้นนะ แต่ของที่ชาวบ้านนอกเมืองนำมาขายนั้น มักจะเป็นผลผลิตที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ถ้าไม่มีร่องรอยแมลงกัดแทะ ก็มักจะมีขนาดเล็กแกรน ทำให้นำไปขายต่อไม่ได้ราคานัก “เรียบร้อยแล้วครับ เชิญตรวจได้ มีมันฝรั่ง 70 หัว, แครอท 70 หัว และไชเท้า 70 หัว ครับ” เมื่อคนตรงหน้าแจ้ง ฮาคิมจึงก้มลงตรวจของในกระสอบตรงหรน้า แต่สิ่งที่พบกลับทำให้เขามองอย่างตาโตด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่เพราะ มันฝรั่ง, แครอท และไชเท้า เป็นของแปลก หรือหยาก แต่เป็นเพราะขนาดของพวกมันต่างหาก!! ผลผลิตพวกนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เขาเคยเห็นมาเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว อีกทั้งยังไม่มีรอยแมลงกัดแทะสักนิด ฮาคิมรีบลงมือหยิบผลผลิตชนิดต่างๆ ขึ้นมาสำรวจให้ได้มากที่สุด และพบว่ามันไม่ได้มีขนาดใหญ่เพียงบางหัว แต่ทุกหัวที่ชายคนนี้นำมา มีขนาดใหญ่ และไม่มีตำหนิพอๆ กันทักหัว ฮาคิมมองผลผลิตตรงหน้าด้วยตาเป็นประกาย ในสมองประมวลผลถึงกำไรที่จะได้รับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ‘ต้องผูกมิตรกับชายคนนี้ให้ได้!!’ “เจ้าชื่ออะไร มาจากไหน” เมื่อคิดจะผูกมิตรฮาคิมจึงเอ่ยปากถาม เปลี่ยนท่าทีให้เป็นมิตรขึ้น พลางคิดว่าต้องประเมินชายตรงหน้าใหม่เสียแล้ว“ผมชื่อภาม มาจากป่าด้านโน้นครับ” ภามตอบพร้อมชี้ไปทางภูเขาที่เขาอาศัยอยู่“หืม ภูเขาแม็กซิมัสรึ ข้าไม่เห็นรู้มาก่อนว่าแถวนั้นมีหมู่บ้านคนด้วย ได้ข่าวว่าบริเวณนั้นมอนสเตอร์ดุร้ายมาก” ฮาคิมฟังแล้วถามกลับอย่างแปลกใจ“ครับ... แล้วผลผลิตพวกนี้ขายได้เท่าไหร่หรอครับ” ภามที่ไม่รู้จะอธิบายเรื่องที่เขาของเขาอย่างไร จึงเปลี่ยนเรื่องไปถามเรื่องราคาผลผลิตตรงหน้าแทน“มีอย่างละ 70 หัว ใช่หรือไม่ ข้าให้เจ้าหัวละ 6 เหรียญทองแดงก็แล้วกัน ตกลงหรือไม่”“เอ่อ..” ภามทำท่าทางลังเล พร้อมสังเกตท่าทางของฝ่ายตรงข้ามไปด้วย ภามไม่รู้ว่าที่โลกนี้ ผลผลิตที่เขาปลูกเหล่านี้ขายได้เท่าไหร่ แต่เขาเชื่อว่าผลผลิตของเขาต้องดีกว่าของท้องตลาดทั่วไปแน่นอน สังเกตได้จากท่าทางตาลุกวาวของฮาคิมเมื่อครู่ ดังนั้นภามจึงคิดจะต่อรองราคาอีกสักเล็กน้อย จึงไม่ได้ตอบตกลงในทันที “หัวละ 8 เหรียญทองแดงได้ไหมครับ ผลผลิตของผมมีขนาดใหญ่ ไร้ตำหนิทุกหัวเลยนะครับ นำไปขายต่อต้องขายดีแน่นอน” ภามต่อรอง“เจ้า! ...ถ้าอย่างนั้น 7 เหรียญทองแดงก็แล้วกัน ข้าให้เจ้าสุดๆ แล้ว ไม่มีผู้ใดในสมาคมให้มากกว่านี้แล้วล่ะ” ฮาคิมยอมตกลงอย่างขัดใจเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ได้เอาเปรียบได้ง่ายๆ อย่างที่คิด“ตกลงครับ”“หัวละ 7 เหรียญทองแดง แต่มีข้อแม้... ต่อไปหากเจ้านำสินค้ามาขาย ให้ติดต่อขายกับข้าโดยตรง ถือเป็นการผูกขาด ข้าจะมอบราคางามๆ ให้เจ้าแน่นอน ถือว่าได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ตกลงหรือไม่” ฮาคิมยื่นข้อเสนอต่อ แม้ว่าการรับซื้อผลผลิตเหล่านี้ในราคาหัวละ 7 เหรียญทองแดง จะทำให้เมื่อฮาคิมนำไปขายต่อแล้วจะได้รับกำไรน้อยลง เพราะต้นทุนที่สูงขึ้น แต่หากมองในระยะยาว ผลผลิตที่ดีขนาดนี้ หากเขาผูกขาดได้แต่เพียงผู้เดียว ก็ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว “ได้ครับ ต่อไปหากมีผลผลิตมาขาย ผมจะติดต่อคุณเป็นคนแรก” ภามรับข้อเสนอ สำหรับภามแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าผลผลิตเหล่านี้จริงๆ ควรขายได้ในราคาเท่าไหร่ แต่การได้ราคา 7 เหรียญทองแดง ถือว่าเป็นราคาที่เขายอมรับได้ และพึงพอใจแล้ว แลกกับการที่เขาไม่ต้องไปเสียเวลานั่งขายเอง แถมยังได้ผู้รับซื้อที่สัญญากันว่าจะซื้อสินค้าของเขาในราคาดีอยู่ตลอด ก็นับว่าคุ้มค่าแล้วเช่นกัน “ตกลงตามนี้ เจ้าจูงม้าของเจ้าตามข้ามา” ฮาคิมบอก ก่อนจะเดินนำภามไปทางด้านหลังตัวอาคารของสมาคมการค้า เมื่ออ้อมมาถึงด้านหลังตัวอาคาร ภามก็ได้พบกับโกดังขนาดใหญ่ ที่ด้านในถูกแบ่งออกเป็นห้องย่อยๆ ที่ด้านหน้าแต่ละห้อง มีป้ายชื่อนิดอยู่ และมีประตูล็อกกุญแจไว้ป้องกันการขโมยของกัน ภามมองภาพตรงหน้าและคิดว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะมีไว้เก็บสินค้าที่พ่อค้าคนกลางที่เป็นสมาชิกของสมาคมซื้อไว้ “เอาละ เจ้ายกของไปเก็บไว้ในนี้ และเข้าไปรับเงินที่โต๊ะของข้าที่ด้านในนะ” ฮาคิมบอกเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องที่มีป้ายชื่อของเขา พร้อมกับปลดล็อกกุญแจ ภามยกของทั้งหมดลงจากเก็บ นำเข้าไปเก็บในห้องที่ฮาคิมบอก โดยมีฮาคิมยืนตรวจสอบจำนวนและความเรียบร้อยอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีก็ล็อกกุญแจตามเดิม และเดินนำเข้าไปในตัวอาคาร ภามจูงเจ้าดำไปรอที่ลานด้านหน้าอาคารเหมือนเดิม ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวอาคาร และตรงไปยังโต๊ะที่ฮาคิมนั่งอยู่ “เอ้า นี่เงินของเจ้า 1,470 เหรียญทองแดง” เมื่อฮาคิมเห็นภามเดินเข้ามาหา ก็ยื่นเงิน 14 เหรียญเงิน กับ 70 เหรียญทองแดงให้“ขอบคุณครับ” ภามเก็บเหรียญตรงหน้าลงถุงเก็บเหรียญของเขาอย่างอารมณ์ดี“แล้วนี่เจ้าพักในเมือง หรือกลับหมู่บ้านของเจ้าเลยล่ะ”“ผมพักในเมืองตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ น่าจะพักคืนนี้อีกคืน” ภามอธิบายอย่างงงๆ ว่าฮาคิมถามทำไม“ดี งั้นข้าจะเลี้ยงอาหารเจ้าสักมื้อ พักอยู่ที่ไหนล่ะ” ฮาคิมบอกเหตุผล“เอ่อ... ผมพักที่โรงแรมของนายทหารคนหนึ่ง แถวๆ ด้านข้างกำแพงเมืองครับ”“อ๋อ โรงแรมของเจ้าไซมอนน่ะรึ ได้สิ ไว้ข้าเลิกงานจะไปพบเจ้าที่นั่น”“คุณรู้จักคุณไซมอนด้วยหรอครับ” ภามถามอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้“โอ้ย ใครๆ ก็รู้จักเจ้านั่นกันทั้งนั้นแหละ พูดมากออกขนาดนั้น” ฮาคิมตอบอย่างขำๆ“...” ภามไม่ได้ร่วมผสมโรง แต่ในใจกลับเห็นด้วยกับคำพูดของฮาคิม“เอาล่ะๆ เจ้ามีธุระอะไรก็ไปทำเถอะ ข้าจะทำงานของข้าต่อแล้ว” ฮาคิมเอ่ยไล่ เมื่อเห็นว่ามีชาวบ้านบางคนทำท่าทางเหมือนต้องการเข้ามาสอบถามข้อมูล“ครับ” ภามโค้งศีรษะเล็กน้อยเป็นการบอกลาคนตรงหน้า ก่อนจะเดินจากไป