บทที่ 22 เื่ถึงฮ่องเต้แล้ว
ไม่ได้เด็ดขาด!
ลู่จือฉิง้าแย่งชิงความได้เปรียบคืน นางวิ่งเข้าไปหมายจะแย่งชิงเสื้อคลุมตัวนั้น แต่ไม่ทันไรอยู่ ๆ ลู่จือฉิงก็สะดุดอะไรบางอย่างจนล้มลงไป
ถ้าแค่สะดุดล้มก็คงไม่เป็ไร แต่คนตรงหน้าของนางคือชิวหลินรุ่ย ทั้งยังหันหน้ามามองนางด้วยความสงสัยอีกต่างหาก
ชั่วพริบตา ลู่จือฉิงก็รู้สึกราวกับโลกกำลังหมุน จากนั้นริมฝีปากของนางก็ไปัักับวัตถุนุ่มนิ่มบางอย่าง สิ่งนี้คืออะไรกัน? ทั้งนุ่มนิ่มและละเอียดอ่อนราวกับกลีบดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นะเืราวกับอยู่ใต้น้ำลึก
เมื่อลู่จือฉิงลืมตาขึ้นนางก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งนั้นคืออะไร หลังจากเข้าใจแล้วก็รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังพังทลายลง นางเบิกตากว้างมองดวงตาสีดำสนิทตรงหน้า นี่คือดวงตาสีดำสนิทของชิวหลินรุ่ย
นั่นก็หมายความว่า... นั่นก็หมายความว่า! ริมฝีปากของนางกำลังจูบริมฝีปากของเขา?!
ลู่จือฉิงอยู่ในท่าทางที่ร่างกายของนางโน้มไปข้างหน้า มือทั้งสองข้างเกาะไหล่ของชิวหลินรุ่ยไว้ ดวงตาของนางกำลังสบตากับเขาและริมฝีปากของนางก็ััริมฝีปากของเขา
ลู่จือฉิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง นางรู้สึกราวกับโดนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ตัวชา แขนขาสั่นเทา หลังของนางเต็มไปด้วยเหงื่อที่เย็นเฉียบ นี่คงเป็สิ่งที่เรียกว่า ‘จูบพิศวง’ ในตำนานสินะ?!
ขณะที่นางกำลังคิดอะไรอยู่นั้นก็มีเสียงพูดขึ้นข้าง ๆ “เอ่อ เสร็จหรือยังน่ะ?”
ลู่จือฉิงเพิ่งได้สติก็รีบผลักชิวหลินรุ่ยออกไปทันที นางไม่กล้าสบตาเขา จึงแกล้งทำเป็กวาดตามองไปรอบ ๆ
เซี่ยมู่เพิ่งเอามือที่บังตาอยู่ลงด้วยท่าทางไร้เดียงสา “ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงได้หน้าแดงล่ะ?”
ลู่จือฉิงจ้องมองเด็กน้อยอย่างไม่พอใจ เ้าจะถามทำไม? นี่เ้าไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่! เื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เพราะเ้านี่แหละ!” เมื่อครู่ที่นางสะดุดล้มก็เพราะรองเท้าที่เซี่ยมู่โยนทิ้งเรี่ยราดนั่นแหละ
เมื่อลู่จือฉิงจะหันหน้าไปถามชิวหลินรุ่ย ก็พบว่าเขาที่เพิ่งถูกจูบโดยไม่ได้ตั้งใจตอนนี้ไปนั่งอยู่บนเตียง ในมือยังถือเสื้อคลุมตัวเล็กอยู่แต่ใบหูของบุรุษผู้เ็ากลับแดงระเรื่ออย่างมาก
ไม่รู้เป็ภาพลวงตาหรือไม่ ลู่จือฉิงรู้สึกว่าใบหน้าเ็าที่ไร้อารมณ์ในตอนนี้ดูเหมือนจะเขินอายเล็กน้อย
จะมาเขินอายอะไรกัน เขาไม่ใช่สาวน้อยเสียหน่อย ชายฉกรรจ์สมัยโบราณไม่ได้มีภรรยาสามคนสี่คนและไปเที่ยวโรงน้ำชากันหรอกหรือ? มาทำตัวใสซื่ออยู่ได้ ทีนางยังไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย
ลู่จือฉิงคิดในใจว่านางก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร ถึงแม้ว่าเขาจะมีใบหน้าเ็าเหมือนูเาน้ำแข็ง แต่ก็ยังเป็ต้นแบบของชายหนุ่มในสมัยโบราณ และริมฝีปากนั้นนุ่มนวลยิ่งนัก...
ขณะที่ลู่จือฉิงกำลังคิดเพ้อฝันไปเรื่อยก็มีคนมาที่ประตู คนที่เข้ามาเป็ข้ารับใช้ มีสีหน้าร้อนรนและตื่นตระหนก “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง
เรียนท่านอ๋อง ด้านนอกมีขันทีจากวังหลวงมาประกาศพระราชโองการขอรับ!”
พระราชโองการ? ในดวงตาอันล้ำลึกของชิวหลินรุ่ยมีประกายความประหลาดใจผุดขึ้นมา เหตุใดถึงมีพระราชโองการกะทันหันล่ะ?!
ลู่จือฉิงเคยอ่านนิยายโบราณ ก็พอจะรู้ว่าที่ขันทีมาประกาศพระราชโองการนั้นหมายความว่าอะไร แต่เหตุใดฮ่องเต้ถึงเรียกตัวชิวหลินรุ่ยไปพบโดยไม่มีเหตุผล?
ชิวหลินรุ่ยวางเสื้อคลุมลงทันที เพราะราชโองการไม่อาจล่าช้าได้ เขาบอกให้ลู่จือฉิงดูแลเซี่ยมู่ให้ดี หลังจากนั้นเขาก็รีบออกไป
ขันทีรออยู่ด้านหน้าจวนแล้ว ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมและสง่างาม คนที่ถวายการรับใช้อยู่ข้างกายฮ่องเต้ ถึงแม้จะเป็เพียงข้ารับใช้ก็ยังสูงกว่าผู้อื่นหนึ่งขั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ชายสามชิวหลินรุ่ย เป็องค์ชายที่ไม่เป็ที่โปรดปราน ตำแหน่งฮ่องเต้ในอนาคตจะไม่มีวันตกเป็ของเขา ดังนั้นเหล่าขันทีจึงไม่จำเป็ต้องให้ความเคารพอะไรเขามากมาย
ชิวหลินรุ่ยคุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม ขันทีจึงเริ่มประกาศพระราชโองการ “องค์ชายสามชิวหลินรุ่ย รับพระราชโองการ”
“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
“พระราชโองการจากฝ่าา มีรับสั่งให้องค์ชายสามชิวหลินรุ่ยเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้ ห้ามมีอะไรผิดพลาด!”
“รับราชโองการ”
ชิวหลินรุ่ยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย นี่เป็เพียงพระบัญชาปากเปล่า ก้มลงคำนับก็ถือว่ารับพระราชโองการแล้ว แต่ในใจเขากลับเริ่มคิดว่าฝ่าาทรงเรียกเขาเข้าเฝ้ากะทันหันเช่นนี้เพื่อเหตุใดกัน?
เวลานี้เขาเป็เพียงโอรสธรรมดาของฮ่องเต้ แม้แต่บรรดาศักดิ์องค์ชายก็ยังไม่ใช่ เพียงแต่เรียกกันไปอย่างนั้น แม้จะเข้าเฝ้าพระมารดายังต้องรอ่เทศกาลสำคัญ เดือนหนึ่งเข้าวังได้เพียงครั้งเดียว ฝ่าาไม่ได้โปรดปรานเขา คงจะไม่ทรงเรียกเขาเข้าวังโดยไม่มีเหตุผลเป็แน่
ชิวหลินรุ่ยมีลางสังหรณ์ในใจว่าการเข้าวังครั้งนี้ เกรงว่าจะมีเคราะห์มากกว่าโชค
พระราชโองการไม่อาจไม่ทำตาม ในใจคิดอย่างไรเป็เื่หนึ่ง แต่พอก้มหัวรับพระราชโองการแล้วก็ต้องรีบเข้าวังเข้าเฝ้า ถ้าล่าช้าแม้แต่เขาก็คงรับโทษนั้นไม่ไหว
เมื่อเดินตามขันทีเข้าไปในวังหลวง ทันทีที่เข้าไปในตำหนักหยางซิน
ชิวหลินรุ่ยก็พบว่าชิวหลินเหม่าก็อยู่ในตำหนักด้วย
ยิ่งยืนยันลางสังหรณ์ในใจ มีชิวหลินเหม่าอยู่ด้วยต้องไม่ใช่เื่ดีแน่
ชิวหลินเหม่ามองชิวหลินรุ่ยเดินเข้ามา ใบหน้ายิ้มเยาะอย่างภาคภูมิใจราวกับทุกอย่างอยู่ในกำมือแล้ว ชิวหลินรุ่ยยังคงสงบนิ่ง ไม่สนใจเขา คุกเข่าลงอย่างนอบน้อม “ถวายบังคมฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
ชิวไท่ซือทรงเอนกายอยู่บนบัลลังก์ั ไม่ตรัสสิ่งใด และไม่ได้อนุญาตให้เขาลุกขึ้น ปล่อยให้ชิวหลินรุ่ยคุกเข่าอยู่อย่างนั้น
ชิวหลินเหม่ายิ่งได้ใจ พูดอย่างเนิบช้าว่า “น้องสาม ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
‘ฮึ! ไม่ได้เจอกันนานอย่างนั้นหรือ? เมื่อวานเ้ายังพาคนมาค้นจวนของข้าอยู่เลย’ ชิวหลินรุ่ยยังคงทำสีหน้าเ็า ดวงตาเหมือนถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำค้างแข็ง ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนอย่างชิวหลินเหม่า
เมื่อเห็นชิวหลินรุ่ยไม่สนใจเขา ชิวหลินเหม่าก็เริ่มก้าวร้าวขึ้น “นี่ข้ากำลังพูดกับเ้าอยู่นะ! เ้าทำท่าทีเช่นนี้ได้อย่างไร! เ้า...”
“พอได้แล้ว!” ชิวไท่ซือเดิมทีก็กังวลใจอยู่แล้ว พอเห็นลูกชายทะเลาะกันไม่หยุด ในใจก็ยิ่งรำคาญ
“อ๋องรุ่ยไร้มารยาท ลูกเพียงช่วยสั่งสอนแทนเสด็จพ่อ ขอเสด็จพ่อโปรดอภัย” ชิวหลินเหม่ารีบหันกลับไปทำตัวอ่อนแอ ชิวหลินรุ่ยยังคงไม่ไหวติง
ชิวไท่ซือเงยหน้ามองโอรสทั้งสองคน แน่นอนว่าพระองค์จะไม่ตำหนิชิวหลินเหม่า เพราะนี่คือลูกชายที่พระองค์รักมากที่สุด ส่วนชิวหลินรุ่ย ฮึ! ทั้งเ็าและดื้อรั้น ไม่รู้ว่าเป็คนเช่นไรกันแน่
ชิวหลินรุ่ยคุกเข่าตัวตรง ไม่เอ่ยถามหรือแสดงความหวาดกลัวใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย ยังคงรอรับการตัดสินจากชิวไท่ซือ
แต่เพียงเขานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้น กลับทำให้ผู้คนรู้สึกถึงกลิ่นอายของผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจเข้าใกล้ได้ แผ่อำนาจน่าเกรงขามยิ่งกว่าชิวหลินเหม่าที่ยืนอยู่เสียอีก
ชิวไท่ซือหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วตรัสถามว่า “ได้ยินจากพี่ชายเ้าว่าพระชายาของเ้ากลับมาแล้ว จริงหรือไม่?”
ชิวหลินรุ่ยเงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่มักจะเ็าปรากฏแววใเพียงชั่วครู่ แต่ก็เป็เพียงขณะหนึ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้
เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้บรรยากาศแข็งค้าง ห้องโถงเงียบสงัด ไม่มีใครพูดอะไร รอบข้างราวกับถูกปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็น มุมปากของชิวหลินเหม่ายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
วังหลัง ตำหนักจิ้งอี๋
ตำหนักจิ้งอี๋เป็ที่ประทับของพระสนมอัน นางมีนามว่าตู้ซีอัน เป็มารดาของชิวหลินรุ่ย ปกติแล้วนอกจากงานพระราชพิธีใหญ่ ๆ สนมอันแทบจะประทับอยู่แต่ในตำหนักจิ้งอี๋ ภาวนาและสวดมนต์อยู่เสมอ นาน ๆ ครั้งถึงจะเสด็จออกจากตำหนัก ถึงแม้จะไม่เป็ที่โปรดปรานนัก แต่ก็เพียงพอที่จะรักษาตัวเองให้รอดปลอดภัยในวังหลังแห่งนี้ได้
มีขันทีคนหนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามาในตำหนักจิ้งอี๋ ขณะนั้นพระสนมอันกำลังคัดลอกพระคัมภีร์อยู่ในห้อง เมื่อได้ยินเสียงคนเข้ามาก็เงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏว่าเป็เสี่ยวกุ้ยจือ
เสี่ยวกุ้ยจือเคยรับใช้อยู่ในตำหนักจิ้งอี๋มาก่อน เนื่องจากทำหน้าที่ได้ดีจึงถูกย้ายไปประจำที่ตำหนักหยางซินแทน แต่พระสนมอันเคยมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อเสี่ยวกุ้ยจือ เขาจึงรู้จักบุญคุณและระลึกถึง เมื่อมีเื่เกิดขึ้น คนแรกที่เขานึกถึงคือพระสนมอัน
พระสนมอันเห็นเสี่ยวกุ้ยจือวิ่งเข้ามาก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนสะเพร่า จึงถามว่า “เสี่ยวกุ้ยจือ เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงของพระสนมอันนั้นนุ่มนวล อ่อนโยน เหมือนกับตัวตนของนางที่มักจะก้มหน้าและทำตาม ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เพื่อที่จะมีชีวิตรอดในวังหลังแห่งนี้ นางจึงจำเป็ต้องซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้
ไม่ใช่แค่เพื่อตัวนางเอง แต่เพื่อชิวหลินรุ่ยด้วย
เสี่ยวกุ้ยจือไม่มีเวลาคำนับ เขารีบกล่าว “พระสนมอัน องค์ชายรุ่ย องค์ชายรุ่ยเขา…”
ใบหน้าของตู้ซีอันที่เคยสงบนิ่งก็แปรเปลี่ยนเป็กังวลทันที “หลินรุ่ย เกิดอะไรขึ้นกับเขา? เ้าค่อย ๆ พูด”
“องค์ชายหลินรุ่ยถูกฝ่าาเรียกตัวเข้าเฝ้าที่ตำหนักหยางซินขอรับ!”
ตู้ซีอันไม่เชื่อว่าฮ่องเต้จะเรียกชิวหลินรุ่ยเข้าไปพบกะทันหันโดยไม่มีเื่ร้ายแรง และเมื่อเห็นสีหน้าของเสี่ยวกุ้ยจือก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องไม่ใช่เื่ดีแน่นอน
โชคดีที่ในตำหนักไม่มีคนอื่นอยู่ เขาจึงลดเสียงให้ต่ำลง “ได้ยินมาว่าเป็เพราะพระชายารุ่ยกลับมาแล้วขอรับ”
ตู้ซีอันใจนเกือบทำลูกประคำหลุดมือ “เหลวไหล! พระชายารุ่ยตายไปแล้ว”
“เหตุใดข้าน้อยจะกล้าหลอกลวงพระสนม ทุกอย่างที่ข้าพูดล้วนเป็ความจริงขอรับ!” เสี่ยวกุ้ยจือแทบจะสาบานแล้ว “ทั้งยังกลับมาพร้อมเด็กคนหนึ่งด้วยนะขอรับ”
ตู้ซีอันถามอย่างใ “มีเด็กมาด้วยคนหนึ่งหรือ? เด็กคนนั้นหน้าตาเป็เช่นไร?”
เสี่ยวกุ้ยจือเพียงได้ยินมา ไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง จะให้อธิบายรูปร่างหน้าตาก็ค่อนข้างยาก จึงได้แต่ตอบอย่างลังเลว่า “เป็เด็กผู้ชายขอรับ ดูเหมือน…ดูเหมือนจะอายุราวสี่ห้าขวบ นอกจากนั้น…นอกจากนั้นข้าก็ไม่ทราบแล้ว”
ลูกประคำในมือของพระสนมอันร่วงลงพื้นในที่สุด เสี่ยวกุ้ยจือรีบเก็บขึ้นมาอย่างว่องไว แล้วส่งคืนให้พระสนมด้วยสองมืออย่างนอบน้อม