ณ เขาอาลีซาน 阿里山เกาะไต้หวัน
ท่ามกลางขุนเขาเขียวขจี ชนเผ่าโซว (鄒 Tsou) ซึ่งสมัยนั้นยังล่าหัวมนุษย์
ผู้ชาย สวมเสื้อทำจากใยกัญชงสีแดงกางเกงขายาวสีน้ำตาลแดง มีผ้าโพกศีรษะประดับขนนก สวมสร้อยคอประดับด้วยหินสีต่าง ๆ
ผู้หญิง สวมเสื้อผ้าฝ้าย สีฟ้า นุ่งกระโปรงสีดำปักลวดลายเรขาคณิต คลุมกางเกงขายาวลายขาวสลับดำ มีผ้าโพกศีรษ ะประดับด้วยดอกไม้สร้อยคอทำจากเปลือกหอย
เซียวเยี่ยนหลงนำหีบบรรจุทองคำมอบให้หัวหน้าเผ่าโซว แลกกับหีบบรรจุมณีนักษัตรปีมะแม
“ นับดูก่อนนะ สามร้อยห้าสิบล้านตำลึง ครบมั๊ย”
หัวหน้าเผ่า : “ ไม่ต้องนับก็ได้เชื่อใจกันได้ ฝากบอกหมัวหวาง ถ้า้าอะไรอีกก็สั่งมาได้จะจัดการให้ทุกอย่าง แล้วก็ไม่ต้องไปฟังคนอื่น นั่นมันพวกฝ่ายตรงข้ามทั้งนั้น”
จอมมารน้อย : “ตำหนักมารก็แค่้าสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อชาวโลกทั่วไปเท่านั้นมิได้้าทำร้ายใครเลย ขอเพียงจริงใจต่อหมัวหวางก็พอ”
ขณะนั้นเอง จือชางผ่านมาพบเหตุการณ์ที่อาลีซาน
“พวกเ้าทำอะไรกันน่ะองค์ชายท่านยังถูกมารครอบงำอยู่หรือ”
เซียวเยี่ยนหลง: “ตัวยุ่งโผล่มาแล้วหรืองั้นให้ปีศาจจัดการ”
ปีศาจประจำตอนนี้ ปีศาจคำสาปกระซิบ (囁語咒魔)
พลังพิเศษ:กระซิบคำสาปที่จะค่อยๆ กัดกินพลังปราณและความแข็งแกร่งของเทพเซียนอย่างช้าๆทำให้พวกเขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
จุดอ่อน:การค้นพบและทำลายแหล่งที่มาของคำสาป ซึ่งอาจเป็สิ่งของที่ซ่อนเร้นหรือจิติญญาชั่วร้ายที่ผูกติดอยู่
เสียงกระซิบของปีศาจเจาะลึกเข้าไปถึงจิติญญาของจือชาง
ชุนฮวากำลังครองรักกับจอมมารหมัวหวางอย่างดูดดื่มในตำหนัก
เสียงปีศาจกระซิบบอกสร้างความหวั่นไหวในใจของขุนพลหนุ่มยิ่งนัก
เ้าไม่คู่ควรกับนางหรอกมีแต่หมัวหวางเท่านั้นที่เหมาะสมกับชุนฮวา
เสียงปีศาจยังตอกย้ำจิตใต้สำนึกของขุนพลเจิ้งฝู
พลังปราณของเขาปั่นป่วนไม่สามารถเดินพลังเพื่อต่อสู้ได้
ชีพจรไหลย้อนกลับ จือชางถึงกับกระอักเป็โลหิต
เซียวเยี่ยนหลงเห็นได้โอกาสก็ยกทวนพุ่งเข้าหาขุนพลเทพ
แต่ทันใดนั้น...
ปลายหอกติดโซ่พุ่งมาร้อยรัดทวนของจอมมารน้อยไว้
กระบี่คู่หนึ่งลอยไปกวัดแกว่งเบื้องหน้าเซียวเยี่ยนหลง
เป็เซียวชิงหลิงกับเจียวถิง ที่ติดตามมาช่วยจือชางไว้
“หยุดนะองค์ชาย ตามพวกเรากลับ์เถิด”ชิงหลิงกล่าว
เซียวเยี่ยนหลงไม่สนใจ เพราะได้มณีนักษัตรแล้วจึงปล่อยะเิควันดำ แล้วหนีกลับฐานลับ
ขุนพลเจิ้งฝูยังไม่พ้นอำนาจของปีศาจเสียงกระซิบเขาเดินซวนเซ ไร้สติ
ชิงหลิงกับเจียวถิงพยายามร้องเรียกให้เขารู้ตัวแต่ไร้ผล..
ขณะนั้นเอง
แสงสีทองจากฟ้าเบื้องบนฉายมาปกคลุมเหนือกายจือชาง
ทำให้ปีศาจสิ้นฤทธิ์ สลายตัวไปทันที
หยวนจี๋ต้าตี้เสด็จมาเหนือท้องฟ้า
ประทานของสิ่งหนึ่งลอยลงมาให้จือชาง
“นี่คือเข็มทิศล่ามาร เ้าจงเก็บไว้ติดตามการเคลื่อนไหวของหมัวหวางและเหล่าปีศาจเถิด ใกล้เวลาที่จะได้รู้ความจริงแล้ว...”
มหาเทพกล่าวแล้วก็กลับคืน์เบื้องสูง
“ท่านไม่เป็อะไรนะ พี่จือชาง” ชิงหลิงถาม
“ข้าไม่เป็ไร ขอบพระทัยองค์หญิง”
“ท่านได้เข็มทิศมาลองค้นหาที่ซ่อนจอมมารหมัวหวางดูสิ” เจียวถิงแนะนำ
ขุนพลหนุ่มหมุนกลไกวงกลมสองสามแถวที่ซ้อนกันก็ปรากฏภาพขึ้น
“หมัวหวางมันย้ายตำหนักมารไปอยู่ที่ใหม่แล้ว ไม่ใช่เมืองเฟิงตูแต่เป็เมืองเจิ้งติ้ง”
อีกมุมหนึ่งบนตำหนักสระทิพย์
ซีหวางหมู่: “ น้องลี่ซือ วันนี้ข้าเป็อะไรไม่รู้ใจคอไม่ดี เหมือนมีลางสังหรณ์ เ้าลองใช้โล่โป๊ยก่วย เป็กระจกส่องิญญาเปิดเผยตัวตนของหมัวหวางซิ ว่าเขาคือใคร”
จิ่วเทียนเสวียนหนี่จึงทำตามไป๋ชิงซินสั่ง “ได้ค่ะ”
ภาพนั้นปรากฏบุคคลหนึ่ง
สองเ้าแม่ก็ตกตะลึง
ซีหวางหมู่ : “ เอ๊ะ เป็เขาหรือนี่”
ในตำหนักมารหมัวหวาง เมืองเจิ้งติ้ง (正定)
จือชางชิงหลิง และเจียวถิง บุกเข้าไปยังแดนปีศาจ
เหล่าสมุนของหมัวหวางกรูกันเข้ารุมล้อม
“เ้าบุกรุกมาดินแดนมารทำไม อยากตายเหรอ”
“เ้านั่นแหละจะตาย”เจียวถิงซัดพลังแสงสีส้มใส่ปีศาจตนหนึ่งสลายไป
“รีบไปรายงานหมัวหวางเร็ว”หัวหน้าสมุนปีศาจสั่งลูกน้อง
“ไม่ต้องไปหรอก ข้ามาแล้ว”จอมอสูรหมัวหวางเอ่ยขึ้น ยืนจังก้าอยู่กลางลานกว้างเื้ัเป็หอคอยแปดเหลี่ยมสูงหลายชั้น
“รีบปล่อยตัวชุนฮวามาเดี๋ยวนี้หาไม่ข้าจะถล่มรังของเ้าให้ราบ” เจิ้งฝูะโบอกเสียงดัง
“ชุนฮวากับยายของนางกินอยู่อย่างมีความสุขในตำหนักของข้าแล้วเ้าจะมารบกวนนางทำไม” จอมมารฉายภาพให้ขุนพลดู
“ชุนฮวา” เจิ้งฝูร้องเรียก ั์ตาเบิกโพลง
“ท่านขุนพล ช่วยข้าด้วย”เสียงชุนฮวาเรียกร้องน่าเวทนา
แล้วภาพนั้นก็หายวับไป
“เ้าปล่อยนางบัดเดี๋ยวนี้” จือชางรุ่มร้อนใจนัก
“ถ้าเ้ามีความสามารถชิงนางไปได้ ก็ลองดูสิ”หมัวหวางท้าทาย
ขุนพลเทพยกของ้าวั กวัดแกว่งแล้วเหวี่ยงเข้าใส่จอมอสูร
แต่จอมปีศาจหายวับ แล้วไปปรากฏอยู่เื้ั
“พี่จือชางระวัง” เสียงชิงหลิงร้องเตือน
ขุนพลหนุ่มหันกลับมาก็โดนพลังแสงสีแดงของหมัวหวางกระแทกเข้าหน้าอกกระเด็นไปหลายวา
องค์หญิงชิงหลิงก็ใช้กระบี่คู่โจมตีจอมมาร
หนี่หวงอิ๊นก็ใช้สายโซ่ติดปลายใบหอกตวัดพุ่งไปใส่จอมปีศาจ
หมัวหวางใช้เพียงมือเปล่าซัดพลังมารสีดำเป็วงแหวน กระแทกร่างสองนางหงายหลังไป
จือชางยังไม่ยอมแพ้ ะโตัวสูงแล้วฟันด้วยง้าวใส่ศีรษะจอมมาร
หมัวหวางปล่อยพลังสีม่วงรัดคอจือชางลอยค้างอยู่กลางอากาศ
“ข้าจะส่งเ้าไปคุยกับยมบาลเดี๋ยวนี้”จอมปีศาจยกมือเตรียมซัดพลังสุดท้าย
แต่เสียงหนึ่งดังกังวานขึ้น
“พี่จื่อหาน หยุดเดี๋ยวนี้ นั่นคือลูกชายของท่าน”ซีหวางหมู่ร้องบอกกับหมัวหวาง
จอมปีศาจชะงักงัน หันไปมองสองเ้าแม่ก่อนจะหันกลับไปดูจือชาง
“เ้าว่าอะไรนะ” หมัวหวางไม่เชื่อหูตนเอง
“เขาคือ เฟิงจือชาง ลูกชายของท่านกับฟางหรูไงล่ะไม่เชื่อดูภาพนี้สิ”
ขุนพลหนุ่มเองก็งุนงงกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับชิงหลิงและเจียวถิง
ชุนฮวาที่วิ่งออกมาจากห้องพักเพิ่งมาถึงก็เห็นพวกจือชาง
“ท่านขุนพล โธ่...” นางอุทานด้วยความใ
จิ่วเทียนเสวียนหนึ่จึงเปิดเผยภาพในกระจกส่องิญญาให้ทุกคนดู
เป็ภาพย้อนอดีต ั้แ่จือชางคลอดอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ คือเฟิงจื่อหาน ฟางหรู (ม่อซั๊งซั่งปลอมตัวมา)กระทั่งเปิดถ้ำเก็บคัมภีร์มหายุทธ แล้วม่อเทียนหลงซัดพลังปีศาจใส่จื่อหานธิดามารก็ะโเข้าขวาง ได้รับาเ็ก่อนตายสั่งเสียให้ไป๋ชิงซินรับทารกน้อยจือชางไปเลี้ยงดูแล้วเฟิงจื่อหานที่แย่งชิงคัมภีร์กับเซียวหลิงเทียนไม่สำเร็จ ถูกชัดพลังฝ่ามือพิษนาคาาเ็หลบหนีหายไปจากยุทธจักร
เมื่อชมภาพอดีตจบ
หน้ากากของหมัวหวางก็แยกออกเป็สองส่วนเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
ชุนฮวาได้เห็นหน้าเขาก็ระลึกชาติได้
“ท่านเองหรือ พี่จื่อหาน” นางจำได้แล้วว่าตนคือม่อซั้งซั่งในชาติก่อน
หล่อนวิ่งไปสวมกอดหมัวหวาง
“นี่ข้าเอง ฟางหรู ท่านลืมข้าหรือยัง”นางร้องไห้ซบหน้ากับอกของจอมมาร
หมัวหวางคลายสายโซ่ปีศาจออกจากตัวจือชางแล้วกอดชุนฮวา
“เป็เ้าจริงหรือ ซั่งเอ๋อ” จอมมารน้ำตาไหลอาบสองแก้ม
ขุนพลหนุ่มยืนบนพื้นแต่ยังสับสนกับเื่ที่ได้รู้
“เขานี่หรือ คือบิดาของข้า”
ชายหนุ่มไม่อยากเชื่อว่าจอมมารที่ตนต่อสู้ด้วยมาตลอด
กลับกลายเป็พ่อบังเกิดเกล้า
ซีหวางหมู่ : “พวกท่านพ่อลูกอย่าเข่นฆ่ากันเลย
พี่จื่อหานก็กลับใจใหม่เสียเถิด
จือชางเ้าก็มาคำนับบิดาและมารดาสิ
ชุนฮวาคือแม่ของเ้าที่กลับชาติมาเกิดใหม่ยังไงล่ะ”
จือชางเดินช้า ๆ เข้าไปคุกเข่าต่อหน้าหมัวหวางและชุนฮวา
“คารวะท่านพ่อ ท่านแม่”
สาวชาวป่ากลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้เข้าไปประคองร่างลูกชายในชาติก่อน
“ลุกขึ้นเถิดลูก แม่ดีใจที่ได้พบเ้าจริง ๆ”
“ท่านแม่....” ขุนพลเจิ้งฝูร้องไห้กอดเข่ามารดาแน่นเพราะั้แ่เกิดมา เขาไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่แท้จริงเลย
ชุนฮวาเอามือลูบศีรษะบุตรชาย ก่อนจะหันไปหาเฟิงจื่อหานกล่าวกับเขาทั้งน้ำตา
“ท่านวางมือจากเส้นทางมารปีศาจเถิดแล้วเราไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขร่วมกัน เหมือนในชาติที่แล้วครั้งที่เราอยู่ในกระท่อมกลางป่า”
หมัวหวางลังเลใจ “เอ่อ คือว่าข้า...ยังมี..ข้าต้องรวบรวมมณีนักษัตรที่เหลืออีก 4 ชิ้นเพื่อเปิดเอากุญแจไขจักรวาล...”
ชุนฮวา : “ท่านกล่าวอะไร ข้าไม่เข้าใจ”
ยังไม่ทันที่จื่อหานจะตอบอะไรอีก
ฉับพลันก็เกิดพายุลมแรง
แล้วมีเงาสีดำปรากฏกลางลานกว้างนั้น
“เ้าคิดจะทรยศข้าหรือ เฟิงจื่อหาน”เสียงเงานั้นร้องถามดังกึกก้อง
หมัวหวางเห็นก็อุทาน
“ท่านจวินอู่ฮวาง จอมมารแห่งจักรวาล!”
“จงไปติดตามมณีนักษัตรมาให้ข้าจนครบสิบสองชิ้นเดี๋ยวนี้หาไม่ข้าจะฆ่าพวกเ้าทั้งหมดนี้” เสียงเงาดำสั่ง
เฟิงจื่อหานลังเลสับสน กำลังใช้ความคิดตัดสินใจ
แต่จือชางร้องถามจอมมารจักรวาล “เ้านี่หรือที่บงการบิดาข้ามาตลอด ข้าจะฆ่าปีศาจร้ายอย่างเ้า”
กล่าวแล้วขุนพลหนุ่มก็ เหาะเข้าหาเงาดำนั้นพร้อมใช้ของ้าวกระหน่ำฟาดใส่ แต่กลับถูกพลังมารร้ายตอบโต้ด้วยคลื่นพลังเจ็ดสีจนจือชางลงไปนอนฟุบอยู่กับพื้น
“จือชาง!”เฟิงจื่อหานอุทานเมื่อเห็นลูกชายาเ็ เขาจึงปล่อยพลังสีแดงพุ่งเข้าใส่เงาดำนั้น
แต่จอมมารจักรวาลกลับใช้พลังรัดรึงร่างของจื่อหานลอยขึ้นกลางอากาศก่อนจะดูดเอามณีนักษัตรที่ได้มาแล้ว 8 ชิ้นเข้าไปในเงาดำ แล้วเหวี่ยงร่างของหมัวหวางกระเด็นไปฟาดกับหอคอยสูงจนกระอักเื
เซียวเยี่ยนหลงไต้เทียนอ๋องเพิ่งกลับมาจากข้างนอกมิทราบว่าเกิดเื่อะไรขึ้น ได้แต่ยืนงงองค์ชายก็ถูกเงาดำนั้นรัดร่างด้วยเส้นใยสีดำ
“ไอ้เ้านี่หน่วยก้านดี จงตามไปรับใช้ข้าเถิด”
ไต้เทียนอ๋องเห็นดังนั้นก็ร้องเรียก“ให้ข้าไปด้วยเถิด ท่านจอมมารจักรวาล”
“ได้สิ เ้าก็ยังพอมีประโยชน์แก่ข้าอยู่บ้าง”
แล้วจวินอู่ฮวางกับสมุนใหม่สองคนก็หายไปในประตูมิติ
ชุนฮวารีบวิ่งไปประคองเฟิงจื่อหาน
“ท่านเป็อย่างไรบ้าง เจ็บมากมั๊ย”
“ท่านพ่อ...” จือชางวิ่งเข้ามาดูอาการบิดา
“ข้ายังไหว” หมัวหวางตอบ
“ทีนี้ตัดสินใจได้หรือยัง จะกลับใจใหม่หรือไม่”ไป๋ชิงซินหรือซีหวางหมู่ถาม
จื่อหานพยักหน้ารับ “ข้าตกลงกลับใจแล้วเพื่อคนที่ข้ารัก” เขาตอบก่อนจะหันไปหาชุนฮวา กุมมือนางเบา ๆ
สาวชาวป่าสบตาเขาแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
จิ่วเทียนเสวียนหนี่ มองดูกระจกส่องิญญาเห็นภาพอนาคตจึงกล่าว
“แต่บัดนี้ ศัตรูของพวกเราคือ จวินอู่ฮวางจอมมารผู้หวังจักรวาล ไม่ใช่แค่สามภพ แต่ทุกโลกธาตุจงเตรียมรับมือศึกใหญ่เถิด
มหาาระหว่างเทพ-มาร กำลังจะเริ่มต้นแล้ว”
จบตอนที่ 9
(แต่งจบตอนวันที่ 11 ก.ค.68 )