“ไม่ต้องกลัว พวกข้าจะช่วยทุกคนออกไป แต่ต้องหากุญแจไขโซ่นี่ให้เจอ ข้าจะไปหากุญแจก่อน”
พูดจบลู่จิ้งซวนก็ยื่นคบเพลิงให้เหอจิ่วเหนียง และเตรียมออกไปหากุญแจ
“พี่ใหญ่ ข้าไขโซ่นี่ได้”
เสี่ยวจวี๋จื่อไข้สูงมาก เหอจิ่วเหนียงไม่อาจประวิงเวลาได้ รีบเอาลวดสองเส้นออกมาจากห่อผ้า แล้วใช้ต่างลูกกุญแจไขออกได้อย่างง่ายดาย
แม่กุญแจในยุคสมัยนี้ไม่ได้ซับซ้อน การใช้เหล็กแข็งแรงและเรียวแหลมไขออกได้จึงไม่ใช่เื่ยาก
แม้ลู่จิ้งซวนจะตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา …หลังจากน้องสะใภ้สามรอดตายมาได้นางก็เก่งกาจขึ้น… เื่อัศจรรย์เช่นนี้เขาเห็นจนชินแล้ว
หลังจากปลดโซ่ให้ทุกคน ลู่จิ้งซวนก็เอ่ยขึ้น “โจรพวกนั้นถูกพวกข้าฆ่าตายหมดแล้ว พวกเราออกไปจากถ้ำนี่เถอะ!”
หญิงสาวที่อุ้มลูกนางนั้นลุกขึ้น แต่ทันทีที่ยืนขาของนางกลับอ่อนแรงจนเกือบล้ม เพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะยืนก็ยังลำบาก ไหนจะต้องอุ้มลูกอีก
เหอจิ่วเหนียงรับเด็กมาอุ้มและลอบตรวจชีพจรให้ ก่อนบอกกับผู้เป็แม่ด้วยท่าทีผ่อนคลาย “เขาจะต้องปลอดภัย วางใจเถอะ”
.
หลังออกจากถ้ำ ลู่จิ้งซวนก็กลับไปรับครอบครัวจากในป่า ส่วนเหอจิ่วเหนียงอยู่ดูแลคนในหมู่บ้านหุบเขา
“ตรงนั้นเป็ห้องครัวของพวกโจร ในหม้อมีหมั่นโถวกับข้าวกำลังนึ่งอยู่ ข้าง ๆ เตาไฟมีน้ำอยู่หนึ่งถัง พวกเ้าไปกินกันให้อิ่มท้องก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากัน”
เมื่อได้ยินว่ามีของกิน ดวงตาทุกคนพลันเปล่งประกายด้วยความดีใจ
ซุ่ยเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก มองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยความลำบากใจ
นางอยากกินข้าว แต่ในใจก็นึกพะวงบุตรชาย
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจดี “เ้าไปเถอะ ข้าช่วยเ้าดูลูกเอง”
เด็กน้อยยังอยู่ในอาการหลับใหล ซุ่ยเอ๋อร์จับแขนเหอจิ่วเหนียงด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะรีบไปกินข้าว
เหอจิ่วเหนียงอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็กระท่อมที่โจรสาวสองคนนั้นอยู่อาศัย เพราะภายในค่อนข้างสะอาดและไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์
นางใช้โอกาสตอนที่ไม่มีใครเอาเข็มยาลดไข้ออกมาฉีดให้เด็กน้อย อยู่ต่อหน้าทุกคนนางไม่อาจเปิดเผยได้ว่าตนรู้วิชาแพทย์ จึงทำได้เพียงใช้วิธีหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้
เสี่ยวจวี๋จื่อถูกความเจ็บแปลบปลุกให้ออกจากห้วงนิทรา เขารู้สึกว่ามีคนกำลังเอาเข็มแทงก้นอยู่ เด็กน้อยตื่นมาทั้งน้ำตา และเมื่อพบว่าภาพตรงหน้าที่เห็นเป็อย่างแรกกลับไม่ใช่มารดาจึงเตรียมจะร้องไห้ แต่เหอจิ่วเหนียงรีบยกมือทำท่าบอกให้เขาเงียบ
“เสี่ยวจวี๋จื่อ ไม่ร้องนะ พวกเราปลอดภัยแล้ว”
“ท่านแม่ ข้าจะไปหาท่านแม่…”
แม้ไม่ได้ร้องไห้แต่ในน้ำเสียงก็เจือความสะอึกสะอื้นอยู่ ปากเล็ก ๆ เม้มเป็เส้นตรง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
เหอจิ่วเหนียงเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อย “แม่ของเ้าออกไปกินอะไรรองท้องอยู่ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เ้าต้องเชื่อฟังนะ”
เสี่ยวจวี๋จื่อมองสตรีตรงหน้าด้วยความงุนงง ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าเขาจะจำนางได้ จึงถามด้วยความไม่แน่ใจ “ท่านคือท่านแม่ของโก่วเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ท่านคือท่านอาจิ่วเหนียงใช่หรือไม่ขอรับ?”
ครอบครัวลู่มีเด็กหลายคน เด็กในหมู่บ้านมักจะไปเล่นด้วย เสี่ยวจวี๋จื่อในวัยห้าขวบก็เทียวไปหาเพื่อนเล่นที่บ้านครอบครัวลู่บ่อย ๆ เคยเห็นโก่วเอ๋อร์ผู้ที่เจ็บป่วยออดแอด และเคยเห็นอาสะใภ้สามผู้ที่งดงามกว่าท่านแม่ของตนท่านนี้เช่นกัน
เพียงแต่ในความทรงจำของเด็กน้อย ท่านอาจิ่วเหนียงเป็คนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา ส่วนใหญ่แค่ยิ้มให้พวกเขาเท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้นางกำลังอุ้มเขา และปลอบเขาเหมือนที่ท่านแม่ทำ
“ใช่แล้ว เสี่ยวจวี๋จื่อของเราฉลาดจริง ๆ”
เพื่อไม่ให้เด็กน้อยหวาดกลัว เหอจิ่วเหนียงจึงคลี่ยิ้มกว้าง
ใบหน้างดงามเมื่อมีรอยยิ้มประดับก็ยิ่งขับให้ดูเป็มิตรและอ่อนโยน เสี่ยวจวี๋จื่อจึงวางใจในที่สุด
เนื่องจากเด็กน้อยยังป่วยจึงหมดแรงขัดขืน เพียงขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเหอจิ่วเหนียงอย่างเชื่อฟัง รอผู้เป็มารดากลับมา
อาจเป็เพราะ่นี้ได้ดูแลโก่วเอ๋อร์ เหอจิ่วเหนียงจึงเริ่มซึมซับสัญชาตญาณความเป็แม่ เมื่อเห็นเด็กน้อยร่างกายซูบผอม หัวโตร่างเล็กลีบเช่นนี้จึงรู้สึกปวดใจยิ่งนัก คุณแม่จำเป็หยิบนมอุ่น ๆ ออกมาจากห้วงมิติ เทใส่กระบอกไม้ไผ่ให้เด็กน้อยดื่ม ดูแลเขาเหมือนที่ดูแลโก่วเอ๋อร์
เนื่องจากร่างกายขาดน้ำทำให้ริมฝีปากของเสี่ยวจวี๋จื่อแห้งผาก เด็กน้อยที่กระหายน้ำอยู่แล้วจึงกอดกระบอกไม้ไผ่เอาไว้แล้วจิบของเหลวภายในอย่างไม่อิดออด ด้วยรสชาติอันกลมกล่อมและกลิ่นหอมกรุ่นทำให้เด็กน้อยชะงักไปด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็กระดกดื่มอย่างตะกละตะกลาม
“อร่อยหรือไม่?” เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางถาม
“อื้อ ๆ!” เสี่ยวจวี๋จื่อไม่มีแก่ใจจะตอบแล้ว ทำเพียงส่งเสียงงึมงำออกมาจากลำคอ
เด็กน้อยหิวโหยมานาน เพียงดื่มนมไม่อาจทำให้อิ่มท้องได้ เหอจิ่วเหนียงจึงหยิบวอโถวออกมาให้เขาครึ่งลูก
ด้วยกลัวอาหารจะไม่ย่อย นางจึงให้เขากินวอโถวคำหนึ่ง ดื่มน้ำตามอึกหนึ่ง สลับกันไปเช่นนี้
หลังจากซุ่ยเอ๋อร์กินจนอิ่มท้องนางก็แอบหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งมาด้วย ตั้งใจว่าจะให้บุตรชายได้กินหลังจากที่เขาตื่น
แต่เมื่อกลับมาดูบุตรชายก็พบว่าเ้าตัวเล็กกินจนอิ่มแล้ว และกำลังนอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของเหอจิ่วเหนียง
“ท่านแม่!”
เมื่อตื่นขึ้นมาเจอมารดา เสี่ยวจวี๋จื่อก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันควัน
“เสี่ยวจวี๋จื่อ เ้าฟื้นแล้ว! ในที่สุดเ้าก็ฟื้นเสียที ลูกแม่! ฮือ ๆ ๆ…”
ซุ่ยเอ๋อร์รับบุตรชายมาจากอ้อมแขนเหอจิ่วเหนียงด้วยความประหลาดใจ เอาหลังมือแตะหน้าผากเด็กน้อย พบว่าอุณหภูมิลดลงมากแล้ว คนเป็แม่จึงกอดลูกน้อยและร้องไห้โฮด้วยความดีใจ
“จิ่วเหนียง ขอบใจเ้ามาก เ้ากับพี่จิ้งซวนคือผู้ที่ช่วยชีวิตพวกข้าสองแม่ลูกไว้จริง ๆ!”
ซุ่ยเอ๋อร์หวนนึกถึง่หลายวันที่ใช้ชีวิตอยู่ในรังโจรบ้า ๆ นี่ นางสุดจะทนจนแทบไม่ไหวอยู่แล้ว!
มีเพียงความหวังเดียวที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ยังมีชีวิตอยู่ได้นั่นก็คือ โจรเร่ร่อนประกาศว่าพวกเขาจะนิรโทษให้พวกนาง นอกจากนี้ตลอดมาพวกเขาก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเลย นับว่าโชคดีอยู่บ้าง มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าเด็กและสตรีกลุ่มนี้จะต้องถูกปฏิบัติเช่นไร
“พวกข้าเองก็บังเอิญรู้มาว่าพวกเ้าถูกจับตัวก็เลยลองเสี่ยงดู โชคดีที่โจรพวกนั้นมีกันไม่เยอะ ไม่อย่างนั้นพวกข้าเองก็คงหมดปัญญาเหมือนกัน”
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากถือตนว่ามีความดีความชอบ คนเหล่านี้ทุกข์ทรมานกันมากพอแล้ว นางไม่อยากเพิ่มความลำบากใจให้พวกเขาอีก
นางปล่อยให้ซุ่ยเอ๋อร์สองแม่ลูกพักผ่อนอยู่ด้านใน จากนั้นก็ออกไปดูคนอื่น ๆ
นอกจากซูบผอมลงเล็กน้อยแต่ละคนก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก ตอนนี้กินกันจนอิ่มท้อง ร่างกายก็เริ่มมีเรี่ยวแรง
“โจรพวกนั้นตายกันหมดแล้ว คืนนี้พวกเราพักผ่อนกันที่นี่ก่อน ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดเถอะ”
แม้รู้ว่าที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ที่ดีนัก แต่ก็ยังดีกว่าต้องนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ท่ามกลางผืนป่าอันเคว้งคว้างไม่ใช่หรือ
ตอนนี้ทุกคนเทิดทูนเหอจิ่วเหนียงว่าคือคนที่ช่วยชีวิตพวกตน ดังนั้นทุกคนจึงเชื่อฟังคำสั่งของนางโดยไม่คัดค้าน
ในหมู่บ้านหุบเขาแห่งนี้มีศพของพวกโจรเร่ร่อนอยู่ หนุ่มน้อยผู้กล้าหาญหลายคนช่วยกันออกแรงลากศพออกไป ส่วนบรรดาสตรีรับผิดชอบเก็บกวาดของอัปมงคล
หลังจากทำความสะอาดเสร็จครอบครัวลู่ก็เดินทางมาถึงพอดี กลุ่มคนที่ถูกช่วยเหลือจึงวิ่งเข้าไปต้อนรับ โดยเฉพาะคนที่สนิทสนมกับนางหยูและนางฉิน โผเข้ากอดกันทั้งยังต่างคนต่างร้องไห้
“ปลอดภัยก็ดีแล้ว ปลอดภัยก็ดีแล้ว พวกข้าตามหลังห่างกับพวกเ้าไม่ไกลนัก ตอนตามมาเห็นศพกองพะเนิน นึกว่าพวกเ้าจะโชคร้ายเสียแล้ว เฮ้อ!”
นางซุนเห็นภาพนี้แล้วก็น้ำตาคลอ ภัยแล้งหนักหนาพอแล้ว แต่ละคนยังต้องมาประสบพบเจอกับเหตุการณ์หดหู่เช่นนี้อีก เคราะซ้ำกรรมซัดจริง ๆ ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำเวรทำกรรมอะไรไว้
สดับวาจาของนางซุน ทุกคนจึงหวนนึกถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในวันนั้น… ยากเหลือเกินที่จะทำใจยอมรับได้ พวกเขาต่างจมลงสู่ความเศร้าโศกอีกครั้ง เสียงร้องไห้ค่อย ๆ ดังขึ้น
หลังจากระบายความเสียใจออกมาแล้วทุกคนก็พากันเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ครอบครัวลู่ฟัง
วันนั้นพวกเขาตั้งใจจะเดินทางไปรอครอบครัวลู่ที่เมืองหลิวเจีย ใครจะคิดว่าระหว่างทางจะถูกพวกโจรพเนจรเข้ามาขวาง พวกมันชักมีดฆ่าฟันโดยไม่พูดอะไรสักคำ เหล่าบุรุษผู้นำครอบครัวบ้างก็ถูกพรากชีวิต บ้างก็าเ็และถูกคนในหมู่บ้านช่วยไปได้ ส่วนเด็ก ๆ และสตรีอย่างพวกนางพยายามหาที่ซ่อนตัว แต่สุดท้ายก็มิอาจรอดพ้นเงื้อมมือของพวกคนชั่ว…
.
.
.