ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้พูดอะไรเธอแค่เดินเข้าไปลูบหัวฉินไห่หยางอย่างเป็นกันเอง
เด็กชายเอียงหัวหลบตามสัญชาตญาณต่งเสี่ยวเสี่ยวมองท่าทางแบบนั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ
เจ้าหนูน้อย
"ไปกันเถอะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินนำหน้าเขาไปสองก้าว แล้วหันกลับมามองเขา "ลูกอยากไปโรงเรียนไหม?"
ฉินไห่หยางก็อายุไม่น้อยแล้วเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ก็ไปโรงเรียนกันหมด
แต่ด้วยชีวิตที่ไม่ลงตัวดีไหนจะเรื่องที่ร่างเดิมเคยก่อไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เขาไม่ได้ไปโรงเรียนสักที
พอได้ยินต่งเสี่ยวเสี่ยวถามแบบนั้นแววตาของฉินไห่หยางก็หม่นลงทันที
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้แต่ตอนนี้ฉินซู่ยังนอนอยู่บนเตียงคนป่วย ครอบครัวก็ต้องหาเงินเพิ่ม
การไปโรงเรียนต้องใช้เงินจำนวนมากเพราะงั้นฉินไห่หยางจึงส่ายหน้าแล้ววิ่งหนีไป
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเข้าใจในทันทีเมื่อเห็นฉินไห่หยางวิ่งหนีไปแบบนั้น
การรักษาแม่กับลูกชายของหวังหมิงหยางน่าจะได้รับค่าตอบแทนจำนวนมาก พอฉินซู่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพวกเขาก็สามารถส่งเด็กทั้งสองไปโรงเรียนได้
ส่วนเรื่องปากท้อง ในช่วงสองวันที่ผ่านมาต่งเสี่ยวเสี่ยวก็พอมีแผนการอยู่ในใจบ้างแล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องพักผู้ป่วยคนไข้และญาติที่เตียงข้างๆ ก็หลับไปแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังจะเข้าไปในห้องพักเผยเห่อก็เห็นเธอแต่ไกล จึงเรียกเธอเอาไว้
เผยเห่อวิ่งเหยาะๆ เข้ามาฉินไห่หยางก็ไม่ได้เข้าไปในห้องพักผู้ป่วย เขายืนอยู่ข้างนอกกับต่งเสี่ยวเสี่ยว
"ผมจะมาบอกว่า..." เผยเห่อพูดด้วยรอยยิ้ม "ผลเอกซเรย์ออกมาแล้วนะครับ การผ่าตัดของคุณประสบความสำเร็จมาก"
"เฮ้อ" เผยเห่อถอนหายใจ"ถ้าไม่ได้คุณ คงไม่สามารถรักษาขาของเขาเอาไว้ได้!"
"สังเกตอาการอีกวันสองวันถ้าไม่อยากอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว ก็ออกจากโรงพยาบาลได้เลยครับผมเชื่อว่าถ้ามีคุณดูแลคงไม่มีปัญหาอะไร"
เพราะการอยู่ในโรงพยาบาลแต่ละวันมีค่าใช้จ่ายสูง
"ขอบคุณค่ะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันหลัง กำลังจะเดินเข้าไป เผยเห่อคว้าแขนเธอไว้ก่อนจะรับปล่อยออก "ผมมีคำถามอยากถามคุณ"
เผยเห่อมาเพราะมีข้อสงสัยบางอย่างจากการตรวจคนไข้ในช่วงกลางวัน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองไปที่เก้าอี้ข้างๆทั้งสองคนจึงเดินไปนั่งลงตรงนั้น
ฉินไห่หยางยืนขวางประตูจ้องมองมาอย่างไม่ละสายตา
จะปล่อยให้คนมาพาตัวต่งเสี่ยวเสี่ยวไปไม่ได้!
พอพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับทางการแพทย์เผยเห่อและต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จริงจังขึ้นมา ทั้งสองคุยกันเกือบหนึ่งชั่วโมง
ในที่สุดเผยเห่อก็คลายความสงสัยในใจได้สักที
"เฮ้อ" เผยเห่อถอนหายใจออกมาอีกครั้ง"สมแล้วที่เป็นคุณหมอต่ง คุณเก่งจริงๆวันนี้ผมคิดมาทั้งวันก็ไม่เข้าใจสักที"
"คุณไม่คิดจะมาทำงานที่โรงพยาบาลจริงๆเหรอครับ?"
เผยเห่อถามอีกครั้งฉินไห่หยางเผลอเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยว เธอแค่ส่ายหน้าเบาๆจากนั้นก็ลุกขึ้นปัดเสื้อผ้า "ฉันขอตัวก่อนนะคะอีกสองวันฉันจะไปขอใบรับรองแพทย์เพื่อออกจากโรงพยาบาล"
พูดจบเธอก็เดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยฉินไห่หยางมองเผยเห่อแวบหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูตามเข้าไป
เพราะทุกคนหลับกันหมดแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงไม่ได้พูดอะไร อีกอย่างเธอเหนื่อยมากด้วยเธอนั่งพิงเก้าอี้แล้วหลับไปอย่างรวดเร็ว
พอเธอหลับไปฉินไห่หยางกับฉินซู่ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน
สองคนอยู่ใกล้กันอยู่แล้วแค่หันหน้านิดหน่อยก็สบตาเข้ากับอีกฝ่ายแล้ว
"พ่อครับ"
ฉินไห่หยางเรียกแต่ความเงียบของฉินซู่ก็บอกทุกอย่างได้ชัดเจนเขาแอบมองไปทางต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นระยะๆ
สองพ่อลูกไม่ได้พูดอะไรกัน
เพราะในตอนนี้พวกเขาก็รู้สึกเหมือนกัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนในที่สุดทั้งสองคนก็หลับไป
ส่วนต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นเช้ามากเพราะเธอจำได้ว่าต้องเอาอาหารเช้าไปส่งให้พี่สาวของฟู่ชิงชิว
อีกอย่างเธอควรจะตื่นเช้าอยู่แล้วหลังจากจัดการให้พวกเขากินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว เธอต้องไปตามหารถม้าในหมู่บ้าน
เมื่อวานเธอยุ่งเกินไปทำให้ลืมเธอต้องหาคนมาช่วยดูแลบ้าน
เธอไปตลาดสดซื้อของกลับมาพอทำโจ๊กผักรสชาติอ่อนๆ เสร็จ พวกเขาก็ตื่นขึ้นมาพอดี
"ทำไมตื่นเช้าจัง" ฉินซู่ขมวดคิ้ว "เธอบอกว่าจะทำแค่อาหารกลางวันกับอาหารเย็นให้พวกเขานี่ทำไมเธอถึง…"
ฉินซู่พูดด้วยความรู้สึกที่สับสนช่วงที่เขาป่วย ต่งเสี่ยวเสี่ยวต้องวุ่นวายอยู่ตลอดสองวันนี้เธอดูเหมือนจะผอมลงไปตั้งเยอะ
"พี่สาวของชิงชิวต้องกินข้าวเช้าอีกอย่างเราก็ต้องกินอยู่แล้วด้วย ฉันก็เลยไปเตรียมเอาไว้" ช่วงสองวันนี้เธอยุ่งจนเหนื่อยจริงๆ แต่ตอนกลางคืนกลับหลับสบายมาก
เทียบกับเมื่อก่อนที่นอนพลิกไปพลิกมาทั้งคืนนั่นถือว่าดีขึ้นมากแล้ว
"เธอ…" ฉินซู่เกิดรู้สึกสงสารเธอขึ้นมาแต่ก็ไม่รู้ว่าจะแสดงออกมาอย่างไร
พอเห็นเขาขมวดคิ้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หัวเราะออกมา "นายคิดอะไรอยู่ฉันไม่ได้ลำบากอะไรหรอกนะ พอนายหายดีแล้วก็หาเงินมาให้พวกเราใช้เยอะๆ ล่ะ"
ตอนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังพูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น มุมปากก็มีรอยยิ้ม ดูออกเลยว่าเธอกำลังมีความสุขจริงๆ
"ได้" ถึงจะรู้สึกขมขื่นในใจแต่ฉินซู่ก็ยังพยักหน้าตอบตกลง ในขณะที่ภายในใจกลับปั่นป่วนเหมือนคลื่นพายุลูกใหญ่
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังจะออกไป แต่ฉินไห่เยว่ก็จับชายเสื้อเธอเอาไว้
"แม่เสี่ยวเสี่ยวพาหนูไปด้วยได้ไหมคะ?" ฉินไห่เยว่กะพริบตาทำท่าทางน่าสงสารจนต่งเสี่ยวเสี่ยวใจอ่อน
แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นสีหน้าหวาดระแวงของฉินไห่หยางเธออดกลั้นขำไม่ได้ จึงแกล้งหยอกล้อ "ไม่กลัวแม่พาไปขายเหรอ?"
"ไม่กลัวค่ะ" ฉินไห่เยว่ยื่นมือมาจับเธอ แล้วยิ้มหวาน "หนูรู้ว่าแม่เสี่ยวเสี่ยวใจดีแม่จะไม่ขายหนูแน่นอน"
มองดูรอยยิ้มที่สดใสนี้ใจของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็แทบละลาย
เธอหันไปมองฉินซู่และฉินไห่หยาง
"ไปเถอะ" ฉินซู่ถือหนังสือพิมพ์อยู่ในมือ"ไห่เยว่อยู่ในโรงพยาบาลนาน คงจะอึดอัดน่ะ"
พอฉินซู่พูดออกมาแบบนั้นแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่รอช้า จับมือฉินไห่เยว่อย่างมีความสุขแล้วหันหลังเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป
หลังจากที่เธอเดินออกไปนานแล้วฉินซู่ก็อ่านหนังสือพิมพ์จบไปฉบับหนึ่งถึงเงยหน้าขึ้นมาเขาเห็นว่าลูกชายมองไปที่ประตูด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ก็ว่าสิ...เขาถึงเงียบมาตั้งนาน
ที่แท้ก็โกรธที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกับน้องสาวออกไปโดยไม่พาเขาไปด้วย…
พอรู้ว่าลูกชายกำลังไม่พอใจฉินซู่ก็อดที่จะเอ็นดูไม่ได้
"อยากไปทำไมไม่บอกล่ะ?" พอฉินซู่ถามออกไป ฉินไห่หยางก็หันขวับมา "ผมไม่ได้อยากไปสักหน่อย!"
เห็นท่าทีของฉินไห่หยางที่เป็นแบบนี้แล้วฉินซู่ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
ส่วนต่งเสี่ยวเสี่ยวจูงมือฉินไห่เยว่ออกไปพอถึงตรงหัวมุมเธอก็ซื้อลูกกวาดให้เด็กน้อยสองเม็ด ทั้งคู่เดินตรงไปยังที่จอดรถม้า
พอไปถึงต่งเสี่ยวเสี่ยวยังไม่ทันเจอใครในหมู่บ้าน ก็เห็นหวังเต๋อจู้ซะก่อน
"น้องสาว!" หวังเต๋อจู้ก็เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวแต่ไกล เขาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม"ในที่สุดฉันก็ได้เจอเธอสักที"
"พอลองเอายาที่เธอให้ไปต้มกินสักสองสามวันอาการนอนไม่หลับของฉันก็ดีขึ้นมาก ยาของเธอได้ผลดีจริงๆ!"
หวังเต๋อจู้คิดจะขอบคุณต่งเสี่ยวเสี่ยวมาตลอดแต่ก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย
"ไม่เป็นไรค่ะ"
"ช่วงสองวันมานี้ทำไมเธอไม่กลับไปเลยล่ะ?"ทั้งสองคนพูดคุยกันเหมือนเพื่อนเก่า
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเล่าเรื่องให้เขาฟังคร่าวๆหวังเต๋อจู้ก็ยกนิ้วโป้งให้ "เธอเก่งจริงๆคิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน!"