ภาพในอดีต ของผมกับใครคนหนึ่งพยายามผุดพรายขึ้นมาอีกครั้ง ผมรีบสะบัดศีรษะไล่มันออกไป
เพราะรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้มันหวนกลับมาครอบงำ ผมคงแหลกสลายยิ่งกว่าที่เป็อยู่ ผมเดินออกไปที่ระเบียงห้องพัก
ทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง ผู้คนมากมายเดินสวนทางกันไปมา แต่ผมกลับถูกทิ้งให้อยู่ลำพังในห้องสี่เหลี่ยม
แคบๆ พร้อมกับไวน์แดงขวดหนึ่งที่หิ้วติดมือมาจากกรุงเทพฯ เขาว่ากันว่า... ถ้าอกหักให้เดินทางไปให้
ไกลที่สุดจากที่เดิม จากคนเดิม แต่สำหรับผม ที่นี่กลับกลายเป็‘พื้นที่แห่งความทรงจำ’ และนั่นยิ่งทำให้ความ
เ็ปทวีคูณ ผมตัดสินใจยื่นใบลาพักร้อนอย่างไม่มีกำหนด ถ้าบริษัทจะไล่ออกผมก็ยอม เพราะตอนนี้แม้แต่คำ
ว่า “ความรัก คืออะไร? ”
ผมยังไม่เข้าใจมันเลยสักนิด ทำไมมันถึงมีอำนาจทำร้ายคนเราให้เ็ปได้ถึงเพียงนี้
“เราอยากให้นาย... เป็ลมหายใจสุดท้ายของเรา”
เสียงของ ‘เรย์’ อดีตคนรักของผม ยังคงดังก้องอยู่ในหัวไม่จางหาย... พอเถอะ ผมยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มอีกครั้งและอีก
ครั้ง ปล่อยให้แอลกอฮอล์ไหลผ่านลำคอ แผดเผาลงไปถึงข้างในราวกับหวังว่ามันจะช่วยลบเลือนทุกอย่างได้... แต่
เปล่าเลย ความรัก... ความรัก... ความรัก...
ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าเรา้าอะไรจากความรักกันแน่? ตอนเป็เด็ก ผมเคยมองภาพชีวิต
แบบคนทั่วไป มีงานทำแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก วนลูปแบบนี้เป็วงกลม เหมือนที่ใครต่อใครเขาว่ากัน แต่พอ
เติบโตขึ้น ผมกลับพบว่าตัวเองไม่เคย ‘รัก’ ใครจริงๆ เลย แม้จะมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตบ้างใน่มหาวิทยาลัย แต่
ผมก็มองพวกเธอเป็เพียงแค่เพื่อนที่ดีคนหนึ่งเท่านั้นเอง...ในตอนนั้น... ผมยังไม่รู้จักแม้แต่คำว่า ‘เกย์’ และไม่เคย
นึกฝันมาก่อนว่า วันหนึ่งผมจะสามารถรักผู้ชายด้วยกันได้จนกระทั่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในคณะ
สถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่นั่นเอง... ผมได้พบกับ ‘เรย์’
มันเริ่มต้นจากความรู้สึกธรรมดาที่เรียกว่าความชอบ ทว่าไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ ที่มันถักทอจนกลายเป็ความรัก ผม
ไม่ใช่ผู้ชายที่ดูอ่อนแอ ไม่ใช่คนหวาน และไม่ใช่คนในแบบที่ใครจะดูออกได้ง่ายๆ ว่าผมเป็เกย์ แต่ผมรู้ตัวดีว่าผม
เป็คนอ่อนโยน... และบางครั้ง ความอ่อนโยนที่มากเกินไปนั้นเองที่ทำให้ผมเผลอล้ำเส้นจากเพื่อนจนกลายเป็
ความรักที่ลึกซึ้ง ความรักที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง การที่ผมพาตัวเองมาถึงเชียงใหม่ในวันนี้ ไม่ใช่การ
วิ่งหนี... แต่ผมมาเพื่อจะ ‘จบมัน’ ให้ชัดเจนที่สุด
การ์ดแต่งงานสีชมพูยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋า แม้มันจะเงียบเชียบแต่ชื่อสองชื่อบนนั้นกลับกรีดลึกลงไปใน
ใจทุกครั้งที่นึกถึง “สหรัฐ อดิศรดิเรกกุล” ว่าที่เ้าบ่าว... คนที่เคยเป็ ‘โลกทั้งใบ’ ของผม และในอีกไม่กี่ชั่วโมง
้างหน้า... เขากำลังจะเข้าพิธีวิวาห์
“มึงจะแต่งงาน จริงๆ เหรอวะ...”
ผมเคยเอ่ยถามเขาในวันหนึ่งที่ร้านกาแฟเล็กๆ ท่ามกลางบรรยากาศปลายฤดูฝน ฝนโปรยปรายลงมา... เหมือนกับ
วันที่ผมกำลังจะเสียเขาไปไม่มีผิด
“คนเราบางทีมันก็ต้องเลือกว่ะ”
เรย์ตอบกลับมา สั้น และชัดเจน จนใจผมชาหนึบ
“แล้วที่ผ่านมาล่ะ... มันคืออะไร”
ผมถาม แต่เสียงเริ่มสั่นเครือ
“มันคือความรัก” เรย์พูดต่อ “แต่ความรักของเรา... มันอยู่ไม่ได้ในโลกความจริง”
เสียงนั้นหนักแน่นเหมือน้าให้ผมยอมรับ
“กูไม่เข้าใจ...”
“มึงเข้าใจ... แต่แค่มึงยังยอมรับมันไม่ได้ต่างหาก”
“ความจริงก็คือ กูก็รักมึง!” เสียงของผมสั่นพร่า
“มึงได้ยินไหมว่ากูรักมึง!”
เรย์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ
“กูรู้ว่ากูเป็อะไร... แต่กูเชื่อว่ามันรักษาได้”
เขาหยุดเว้นก่อนจะตอบหนักแน่นว่า
“กูเชื่อว่าการที่ครั้งหนึ่งกูเคยใช้ชีวิตแบบคนรักกับผู้ชายด้วยกัน มันจะรักษาได้ด้วยความรักจากผู้หญิง”
ทุกอย่างในตัวผมเหมือนหยุดนิ่งไปในวินาทีนั้น
“ผู้หญิงที่กูกำลังจะแต่งงานด้วย...เขารักกูมาก และกูก็ขอเลือกชีวิตแบบนั้น ไม่ใช่แบบมึงกับกู”
“แล้วกูล่ะ...” ผมถามออกไปเบาๆ ทว่าเขาไม่ตอบ...
ฝนด้านนอกยังคงตกไม่หยุด... เฉกเช่นเดียวกับน้ำตาของผม
“พอเถอะ” เขาพูดสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป โดยไม่หันกลับมามองผมอีกเลย
คืนนั้นผมร้องไห้เหมือนคนโง่ และั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา โลกของผมก็กลายเป็ ‘วันฝนตก’ ที่ยาวนานไม่จบสิ้น
ท่วงทำนองเพลง Sukiyaki [1] ดังคลออยู่เบาๆ เรียบง่ายแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“ถ้าเธออยู่ตรงนี้... เธอจะเช็ดน้ำตาให้ฉันไหม”
ผมยืนเกาะระเบียง มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพแสงสีของเมืองเชียงใหม่พร่ามัวเพราะหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอีก
ครั้ง ผมเคยคิดว่าถ้าไม่มีเขา ผมคงอยู่ไม่ได้... แต่วันนี้ผมยังคงยืนอยู่ตรงนี้ เพียงแต่ข้างในมันช่าง ‘ว่างเปล่า’ เหลือ
เกิน และบางที... ความเหงาที่แสนสาหัสในคืนนี้ อาจเป็เหตุผลเดียวกันกับที่ทำให้ผมยังคงเฝ้ารอข้อความจากใคร
อีกคน...“Taejun...”
เมื่อไม่มีเธอ โลกทั้งใบของฉันก็พร่าเลือนไปหมด เพราะสิ่งที่มองเห็น... มีแต่น้ำตา สิ่งเดียวที่ฉันเคยขอ คือให้เธออยู่
ตรงนี้... ข้างฉัน แต่เมื่อเธอจากไปแล้ว ฉันควรจะทำอย่างไรต่อ สุดท้ายก็เหลือเพียง ความเหงา... และความโดด
เดี่ยว วันนี้ฝนหยุดตกแล้ว เหลือเพียงลมหนาวที่พัดครวญคราง กรีดลึกลงไปในอกของผม ในชั่วโมงนี้... ในนาทีที่
ผมกำลังจะเผชิญกับภาพที่ไม่อยากเห็นที่สุดในชีวิต ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงยังดื้อดึงเดินทางมาถึง
เชียงใหม่ เพียงเพื่อมา “อวยพร” ให้เรย์... ในงานแต่งงานของเขา ทั้งที่ลึกๆ แล้ว ผมไม่เคยอยากให้วันนั้นมาถึง
เลยด้วยซ้ำ
เสียงเพลง Sukiyaki ยังคงแว่วดังจากลำโพงบลูทูธบนชั้นวางที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดเต็มที ผมเผลอหลับไปตอน
ไหนก็ไม่รู้ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง... กาลเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืนแล้ว ผมพลาดงานแต่งของเรย์ไปจนได้
แต่พอลองคิดดูดีๆ บางทีมันอาจจะเป็เื่ที่ดีที่สุดแล้วก็ได้ เพราะผมไม่แน่ใจเลยว่าถ้าไปยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ผม
จะยังฝืน “ยิ้ม” ให้เขาได้... หรือจะ “พัง” ทลายลงต่อหน้าเขากันแน่
ผมหยิบขวดไวน์ขวดเดิม เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของโรงแรม อากาศคืนนี้หนาวเหน็บจนทะลุถึงกระดูก แต่แสงไฟยาม
ค่ำคืนของเชียงใหม่กลับสวยงามเหลือเกิน สวย... ไม่ต่างจากฮ่องกงในคืนปีใหม่ ที่ผมกับเรย์เคยไปด้วยกัน ผมนั่งนิ่ง
มองการ์ดแต่งงานในมือเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจฉีกมันออกเป็ชิ้นๆ แล้วปล่อยให้มันปลิวหายไปกับ
สายลมหนาว เพราะคำว่า “รัก” มันเคยล้นเอ่อจนมีความหมาย แต่สุดท้าย... มันก็จบลงแบบนี้และไม่ว่าผมจะ
เต็มใจหรือไม่ ผมก็ต้องยอมรับมัน
“มึงมานั่งทำซึ้งอะไรตรงนี้วะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ผมหันกลับไปช้าๆ ... ชายรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีขาวยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมรอยยิ้มที่ผมคุ้นเคยที่สุดในชีวิต
หัวใจผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“เรย์...” ชื่อของเขาหลุดออกมาจากปากผมโดยไม่รู้ตัว
“มาได้ไง...” ผมถามเสียงเบา ทั้งที่ในหัวมีคำถามอีกเป็ร้อย เขาควรจะอยู่ในงานแต่งของตัวเองไม่ใช่เหรอ
หรือว่า...เขาจะหนีงานแต่งงงาน
“ก็กูแต่งงานที่โรงแรมนี้... งานแต่งเสร็จแล้วก็เลยขอตัวขึ้นมาสูดอากาศข้างบนนี้สักหน่อย”
เรย์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเื่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็เพียงเหตุการณ์ธรรมดาในชีวิต เขาขยับสูทสีขาวที่ดู
สง่างามให้เข้าที่ ก่อนจะปรายตามามองผมด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก
“ไม่ใช่เื่บังเอิญใช่ไหม... ที่มึงมาอยู่ที่นี่ ไอ้กันต์”
คำถามของเขาแทงทะลุความเงียบสงัดของดาดฟ้าโรงแรม หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ เมื่อครู่
กลับดิ่งวูบลงเหวทันที ผมกำแก้วไวน์ในมือแน่นจนสั่น...ใช่ มันไม่ใช่เื่บังเอิญ ผมตั้งใจมาเพื่อจะดูเขามีความสุข
กับคนอื่น ตั้งใจจะมาเพื่อจบความรู้สึกบ้าๆ นี่ ผมขึ้นมาที่เชียงใหม่ แต่ผมไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมจนเหวี่ยงเรามา
เจอกันในสภาพที่เขากลายเป็ "สามี" ของผู้หญิง ที่เพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบขนาดนี้
“เออ... เปล่า กูแค่มาติดต่อเื่งานนิดหน่อย”
ผมพยายามเฉไฉ ทั้งที่ในใจมันสั่นระรัวด้วยความดีใจที่ได้เห็นหน้าเขาอีกครั้ง
“กูดีใจนะ... ที่มึงไม่เป็อะไรมาก”
เรย์พูดพร้อมกับเอื้อมมือมาบีบแก้มผมเบาๆ ััที่คุ้นเคย ทำให้น้ำตาผมเกือบไหล ผมรีบเบือนหน้าหนีจากมือ
นั้น ก่อนจะยกขวดไวน์ขึ้นกระดกเข้าปากอย่างรวดเร็ว “มึงจะไปรู้อะไร...”
ผมพึมพำทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินเลี่ยงหวังจะกลับเข้าข้างในโรงแรม แต่เรย์กลับคว้าแขนผมเอาไว้
“มึงนั่นแหละที่ไม่รู้อะไร!” เรย์ตวาดเบาๆ ผมชะงักแต่ยังคงเบือนหน้าหนี
“เื่บางเื่ถ้าเราแกล้งๆ ลืมไปเสียบ้างมันก็คงจะดีนะ... ความรู้สึกั้แ่วันแรกจนถึงวันนี้กูไม่เคยลืม แต่มันก็
ต้องปล่อยให้หายไป”
“มึงทำได้ไง แต่กูไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มันหายไป”
ผมหันกลับไปจ้องตาเขา มือสั่นเทาขณะล้วงหยิบ แหวนเงิน ออกมาจากกระเป๋า... แหวนวงเดิมที่เขาเคยให้ผมไว้
“มึงดูนี่! กูยังเก็บมันไว้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตกู... แล้วมึงล่ะ?”
เรย์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ แววตาที่เคยนิ่งสงบสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด
“มึงจำไว้นะเรย์... กูไม่เคยลืมทุกเื่ราวที่เคยมี ถ้ามันเป็แค่เื่วันสองวันกูคงลืมมันไปได้แล้ว แต่นี่มันเกือบ
สามปี! มึงลองตอบกูหน่อยเถอะว่าถ้ามึงเป็กู... มึงจะมีความสุขในวันแต่งงานแบบนี้ได้จริงๆ เหรอ!”
เรย์ไม่ตอบ เขาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป ก่อนจะสะบัดหน้าหุนหันเดินจากไป
ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมดาดฟ้าอีกครั้งผมยังคงยืนมองออกไปอีกทาง ทำเป็ไม่สนใจแผ่นหลังของคนที่เพิ่งเดิน
ลับตาไป ทั้งที่ข้างในใจมันแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี ในอกของผมมันสั่นระรัวราวกับหัวใจจะะเิออกมาเสียให้ได้
ผมยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของเรย์ที่ค่อยๆ เดินลับหายไปจากพื้นที่แห่งความทรงจำตรงนั้น...จนแน่ใจว่าเขาจาก
ไปแล้วจริงๆ ลมหนาวที่พัดผ่านในวินาทีนั้นจึงเริ่มทำหน้าที่ของมัน ซึมแทรกเข้าสู่ร่างกายจนหนาวเหน็บและ
ทรมานยิ่งกว่าเดิม
“จะให้กูพูดอะไรได้อีกล่ะ...” ผมพึมพำกับความว่างเปล่า
ผมมาที่เชียงใหม่วันนี้เพียงเพื่อจะอวยพร และไม่ได้คิดจะรั้งเขาไว้เลยสักนิด สุดท้ายแล้ว... กลายเป็เขาเองที่ไม่
เคยเข้าใจ ความรักบางครั้งก็เข้าใจยากเหลือเกิน หากคนสองคนมีความคิดและมุมมองที่แตกต่างกัน ย่อมไม่
สามารถเป็เส้นตรงเดียวกันได้ สุดท้ายมันจึงกลายเป็เพียง เส้นขนาน ที่ทำได้แค่เคียงข้างกันไป... ก่อน
จะค่อยๆ เหินห่างจนกลายเป็คนแปลกหน้าในที่สุด
…………………………………….
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
[1] เพลง "Sukiyaki" หรือชื่อดั้งเดิมในภาษาญี่ปุ่นคือ "Ue o Muite Arukō" (上を向いて歩こう) ชื่อภาษาญี่ปุ่น: แปลว่า "ผมจะเดินแหงนหน้ามองฟ้า" เนื้อหา: เล่าถึงคนที่กำลังโศกเศร้า เสียใจ หรือผิดหวัง จนต้องเดินแหงนหน้ามองฟ้าเพื่อ "ไม่ให้น้ำตาไหลลงมา" เป็เพลงที่พูดถึงการพยายามเข้มแข็งในวันที่ใจสลาย