Ep 035 :: การมาเยือนขององค์ชายนอกคอก
เมืองหลวงคึกคักยิ่งกว่าที่ผ่านมา เพราะงานฉลองครบรอบการขึ้นครองราชย์ของฮ่องแต้เฟยเกาจงนั้น คล้าย ๆ การฉลองที่ผ่านยุคของทรราชสู่วันที่ดีกว่า จัดเป็นงานเทศกาลหนึ่งของแต่ละหัวเมืองเลยก็ว่าได้ จึงไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงว่าผู้คนต่างหลั่งไหลกันเข้ามาเพียงต้องการกู่ร้องตะโกนถึงความภักดีในวันแรกและวันสุดท้ายของงาน
ยิ่งข่าวลือจากในพระราชวังกล่าวถึงว่าจะมีแขกผู้มีเกียรติทั้งสองให้เกียรติมาเยือนจากแคว้นอันห่างไกล อย่างแคว้นเซี่ยและแคว้นอู๋
หนึ่งคือเซี่ย...เมืองแห่งหิมะทางทิศเหนือที่กำลังทหารกล้าแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องคิด ผู้มาเยือนนั้นเป็นถึงชินอ๋อง เทพสงครามที่ลือชื่อ ส่วนอีกหนึ่งคืออู๋...ผู้มาเยือนคือองค์ชายองค์เล็กของเมืองแห่งผืนทะเลทางทิศใต้เมืองที่ร่ำรวยเหมืองเกลือ และเป็นมิตรกับฉินมายาวนาน
...จะนับเป็นการผูกมิตรอย่างเป็นทางการกับสองขั้วอำนาจแห่งแผ่นดิน
นับเป็นปีที่ดีที่สุดในสายตาของประชาชนแคว้นฉินก็ว่าได้
...
ท่ามกลางความปลื้มปีติยินดีของคนทั้งแผ่นดินฉิน มีสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงกระมังที่ยินดียิ่งกว่า
“รวย รวย รวย”
“คุณหนูเจ้าคะ เก็บอาการหน่อยเจ้าค่ะ”
หยางเฟิ่งปิงฟังคำทักท้วงของสาวใช้ที่เป็นถึงมือขวาข้างกายแล้วก็สะดุ้งนิด ๆ ยกมือปิดปากกระแอมไอเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือเล็กที่หยิบตั๋วเงินจำนวนมากมาโยนเล่นนั้น รีบกวาดเก็บรวมกันอย่างทะนุถนอมแทบไม่ทัน
สำหรับนางที่เป็นนักธุรกิจชื่อก้องโลกในชาติก่อน ชาตินี้อายุแค่สิบสี่แต่มีโอกาสกวาดเงินเข้าบ้านจนแทบไม่มีที่เก็บ จะเผลอตัวหลุดยินดีไปบ้างจะเป็นไรไป
“พี่สุ่ยหลิว บอกสายข่าวของเราว่าช่วงนี้ทำงานอย่าประมาท แต่ก็อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนบ้างล่ะ”
“รับทราบเจ้าค่ะ”
“บรรดาร้านในเมืองหลวงคงต้องทำงานกันหนักหน่อย เสร็จช่วงนี้ไปข้าจะให้เพิ่มคนละสองเท่าเป็นอย่างน้อย ตามยอดขาย”
“แหม คุณหนู คนของเรายินดีทำอยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะ”
เด็กสาวเก็บเงินและสมุดบัญชีทั้งหลายลงหีบ พอสาวใช้ข้างกายยกไปเก็บยังที่ซ่อนนางก็ลุกขึ้น มือเล็กหยิบแพรขาวขึ้นปิดหน้าตามปกติ ก่อนจะเดินออกจากห้อง
“ข้าจะไปหาอะไรกินพร้อมตรวจงานที่ไฉ่เซียงเหลาสักหน่อย บอกลั่งเฟ่ยกับจิ่วอิงให้เตรียมตัวด้วย ไปกันเถอะพี่สุ่ยหลิว”
“เจ้าค่ะ”
เพราะงานฉลองที่ใกล้เข้ามาทั้งยังมีผู้ร่วมงานเป็นแขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาไกล บิดาและคุณชายทั้งสองของจวนแม่ทัพกลับจากท่องเที่ยวก่อนกำหนดปุ๊บก็ต้องเริ่มทำงานกันหัวหมุน เบื้องหน้าเบื้องหลังและความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อีกทั้งงานยังต้องยิ่งใหญ่ไม่ให้เสียชื่อแคว้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด
ยิ่งบรรดาคุณหนูของบางตระกูลได้รับเทียบเชิญจากฮองเฮาให้เข้าร่วมด้วยได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่จัดงานมา บรรดาสาวงามจึงต้องวิ่งวุ่นเตรียมตัวกันยกใหญ่ เพราะข่าววงในมันหลุดมาว่าฮองเต้ทรงเลือกหญิงงามไปให้แขกผู้มีเกียรติทั้งสองได้เลือกสรร เพื่อการอภิเษกเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้น
หรือก็เท่ากับว่าอยู่แคว้นฉินได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์หญิง ไปต่างแคว้นก็ได้เป็นชายาเอก
ยิ่งมีข่าวแว่วมาอีกว่าบุรุษทั้งสองนั้นหล่อเหลา สง่างาม ฐานะหรือก็สูงศักดิ์
แล้วใครเล่าจะไม่ต้องการ...?
แต่นอกจากทรัพย์สินที่โกยเอา ๆ แล้ว นอกนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับนางหรอก ในเมื่อ...
...
“เจ้าไม่ได้เทียบเชิญรึ!?”
“อ่าหะ”
หยางเฟิ่งปิง สวี่เพ่ยฟาง ซือหม่าหมีกู่ สาวคนงามทั้งสามคนนั้นงดงามน่ามองกันคนละแบบ ไม่รู้ว่าบังเอิญมาเจอกันตอนจะเข้าร้านพอดีได้อย่างไร ไป ๆ มา ๆ ก็เลยได้มานั่งรวมกันในห้องส่วนตัวห้องหนึ่งที่แพงหูฉี่ในสายตาคนธรรมดา แต่สำหรับเจ้าของร้านเช่นหยางเฟิ่งปิงแล้วก็งั้น ๆ
ทั้งหมีกู่และเพ่ยฟางต่างก็เป็นคุณหนูมีเงินทั้งนั้นเสียด้วยสิ
เทียบเชิญงานเลี้ยงถูกส่งให้เหล่าหญิงงามผู้เพียบพร้อมเมื่อหลายวันก่อน แม้แต่บิดามารดาของหมีกู่และเพ่ยฟางต่างก็จัดเตรียมอาภรณ์ให้เหมาะสมกับพวกนางไว้กันอย่างเร่งรีบ เนื่องจากงานนั้นใกล้เข้ามาทุกที
ดังนั้นผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมงานย่อมได้รับเทียบเชิญกันหมดแล้ว เมื่อเป็นแบบนั้นมันจะ...
“มันจะเป็นไปได้อย่างไร?”
“มันก็เป็นไปแล้ว”
เฟิ่งปิงยกจอกชาขึ้นจิบด้วยทีท่าไม่ทุกข์ร้อน ต่างจากหมีกู่ที่เวลานี้ทำท่าไม่พอใจคิ้วขมวดเป็นปม สวี่เพ่ยฟางทำหน้าตาครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยความคิดเห็นของนางออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“เทียบเชิญนี้ฮองเฮาเป็นผู้จัดการ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระนางต้องการเก็บเจ้าไว้กับแคว้น มิเช่นนั้นตัวเฟิ่งปิงที่มีศักดิ์เป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง จะไปเป็นที่ถูกใจของแขกต่างแคว้นทั้งสองขึ้นมาจะแย่เอา”
“แต่เฟิ่งปิงก็สมควรได้เข้าร่วมงานยิ่งกว่าใคร ๆ นะ นางเป็นถึงบุตรีแม่ทัพใหญ่ เพียบพร้อมทั้งภูมิหลัง ความสามารถ หน้าตา แล้วนางจะไม่สามารถเข้าร่วมได้อย่างไร”
“โอ้ ไม่คิดว่าเจ้าจะรักข้าขนาดนี้นะ”
เฟิ่งปิงเอ่ยขัดบรรยากาศเคร่งเครียดของสองเพื่อนสาว โดยเฉพาะหมีกู่ที่ดูท่าจะไม่สนใจจะทานอะไรแล้วนอกจากหันไปสนทนาอย่างออกรสกับเพ่ยฟาง
“เงียบน่ะ เจ้าก็รู้ดีว่าเจ้าสมควรเป็นผู้ได้เทียบเชิญยิ่งกว่าผู้ใด แน่นอนผู้อื่นก็ย่อมคิดเช่นเดียวกัน”
“…แล้ว?”
“หากเป็นเช่นนั้นวันงานเจ้าไม่ได้โผล่หน้าไป คนอื่นที่ไม่รู้ว่าเจ้าไม่ได้เทียบเชิญจะเอาเจ้าไปนินทาเยี่ยงไร?”
“ถ้อยคำที่ถาโถมเข้าใส่คือเจ้าไม่เคารพเบื้องสูง ไม่ให้เกียรติผู้ส่งเทียบเชิญ ไม่ให้เกียรติงานสำคัญของแคว้น ชื่อเสียงเจ้าคงดิ่งลงเหวดังไปทั่วเมืองหลวง”
คนที่ถูกเป็นห่วงเป็นใยรีบยกมือขึ้นคั่นคำพูดร้าย ๆ ที่ถาโถมมา นางนิ่งสงบไม่ใส่ใจสิ่งใดจนคนเป็นเพื่อนร้อนใจแทนยิ่งนัก
“ข้าไม่สนใจชื่อเสียงของตนหรอก”
“แล้วชื่อเสียงของจวนแม่ทัพเล่า บิดามารดา พี่ชายเจ้าเล่า พวกเขาย่อมถูกพาดพิงถึง”
“พวกท่านย่อมไม่สนใจเช่นกัน”
“เดี๋ยวเถอะ เฟิ่งปิง!”
ในขณะที่หมีกู่โวยวาย เพ่ยฟางก็ก้มหน้าคิดอีกครั้ง ก่อนจะแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์
“ที่เจ้าไม่ใส่ใจเพราะรู้ว่า หากฮองเฮาคิดได้ถึงผลเสียของการที่เจ้าไม่ได้รับเทียบเชิญเมื่อไหร่ พระนางก็จะเร่งร้อนส่งมาให้ในภายหลังใช่หรือไม่?”
เฟิ่งปิงได้ฟังถ้อยคำของสหายก็ยกชาขึ้นจิบปิดบังรอยยิ้มมุมปาก ตอบกลับอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก
“ข้าจะรู้พระทัยของพระนางได้อย่างไร?”
...
ถูกตามการคาดเดาทุกอย่าง เพราะทันทีที่กลับถึงจวน พ่อบ้านเฉินก็กุลีกุจอวิ่งมาบอกเรื่องเทียบเชิญในมือท่านแม่ พร้อมกับถ้อยคำขอโทษในความล่าช้าของฮองเฮา ที่อธิบายว่าผู้ส่งเทียบเชิญไม่ระวังทำเทียบเชิญตกหล่น หาได้ตั้งใจหมิ่นจวนแม่ทัพ ไม่ให้เกียรติคุณหนูหยางแต่อย่างใด
การที่พระนางถึงกับออกปากพูดขนาดนี้ ย่อมทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าติฉินนินทาพระนางอีก
ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วพระนางก็พึ่งมานึกถึงผลได้ผลเสีย การกั๊กตัวนางเอาไว้อาจทำให้นางไม่เป็นที่หมายปองของผู้มาเยือนจากสองแคว้น แต่ชื่อเสียงนางจะเสียหายย่อยยับจากถ้อยคำของคน อำนาจบารมีที่ติดตัวมาจากเดิมจะหายไปหลายส่วน
ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผู้เป็นเจ้าของจวนสกุลหยาง เช่นหยางเอ่อคังไม่พอใจ ที่บุตรสาวถูกด่าว่าทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดจนขัดแย้งกับสกุลตู้อย่างออกนอกหน้าก็เป็นได้
มิสู้ยอมให้นางเข้าร่วม แล้วหาทางจับนางให้อยู่ในกำมือจะไม่ดีกว่ารึ
“คุณหนู อาภรณ์ของท่านเสร็จแล้วนะเจ้าคะ มาลองสวมดูเถิดเจ้าค่ะ”
“งามไม่มีที่ติจริง ๆ”
นางสั่งตัดอาภรณ์ของตนตั้งแต่บิดาบอกว่าจะมีงานเลี้ยงเผื่อล่วงหน้าตั้งนานแล้ว เรียกว่ากันไว้ก่อนดีกว่าแก้ หากไม่ต้องเข้าร่วมก็แค่ขายต่อ
หรือ...หากฮองเฮาคิดไม่ได้ทำให้นางไม่มีเทียบเชิญเข้างาน ก็ยิ่งดีเสียอีกที่ชื่อเสียงนางเสียหาย การหมิ่นเกียรติเบื้องสูงจะทำให้นางมีข้ออ้างปฏิเสธการสมรสกับเหล่าองค์ชายได้บ้าง
...พระนางไม่น่าคิดได้เลยจริง ๆ
แต่ว่างานเลี้ยงนี้ จะทำให้นางได้รู้จักกับบุรุษผู้นั้นหรือไม่นะ...
“องค์ชาย รีบเดินทางเถอะพ่ะย่ะค่ะ ขืนไม่ทันเวลาจะแย่เอานะพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าคิดไว้ดีแล้วน่า ยังไงก็ทัน เจ้าจะเร่งรีบไปไย”
องค์ชายองค์เล็กในคราบบุรุษเจ้าสำราญแห่งแคว้นอู๋ที่เต็มไปด้วยเหมืองเกลืออันแสนสำคัญยิ่ง และเนื่องด้วยตัวแคว้นเป็นเขตหมู่เกาะ ทหารจึงเชี่ยวชาญการรบทางน้ำมาก กองทัพเรือของพวกเขาก็ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด แคว้นอื่นที่จำเป็นต้องพึ่งพาเกลือของแคว้นอู๋นอกจากจะต้องเกรงใจอยู่ในที แล้วยังต้องกังวลว่าหากจะเข้ายึดครองแคว้นอู๋ ก็ต้องผ่านทหารที่เชี่ยวชาญสงครามทางน้ำให้ได้เสียก่อน
ซึ่งสำหรับชนแคว้นอื่นแล้วนั้นยากยิ่ง เพราะแต่ละแคว้นต่างมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่าง ทหารของแต่ละแคว้นจึงชำนาญการรบในเขตพื้นที่ตัวเองเป็นส่วนใหญ่
เช่นแคว้นเซี่ยที่อาณาเขตกว้างขวางแต่เป็นดินแดนหิมะอยู่เลยแนวหุบเขาไป การคิดจะบุกตีให้ถึงเมืองหลวงนั้นยากเย็นนัก แคว้นหม่าอยู่ใกล้แคว้นอู๋ ติดแคว้นเว่ยที่อยู่ติดเขตแคว้นเซี่ย ทว่าแคว้นหม่ามีพื้นที่ส่วนมากเป็นทะเลทรายและแห้งแล้ง แคว้นเว่ยบนหนาวเย็น ส่วนล่างของแคว้นแล้งเล็กน้อย จะมีก็แต่กลาง ๆ แคว้นที่จะอุดมสมบูรณ์หน่อย
“องค์ชาย เรื่องนี้สำคัญมากนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ถึงสามวันเราก็ถึงเมืองหลวงแล้ว เจ้าจะรีบไปไหนเนี่ย ขอข้าชมเมืองหน่อยก็ไม่ได้!”
ผู้เป็นองค์ชายทำหน้าบึ้งใส่องครักษ์ที่เป็นเหมือนสหายสนิทคนหนึ่งเบา ๆ ก่อนที่มือหนาจะชี้ออกนอกรถม้าให้คนวิ่งไปซื้อของตามที่สั่ง
“ท่านจะซื้อไปถึงเมื่อไหร่ ท่านใช้เวลาอยู่กับเมืองเมืองหนึ่งมากไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ถึงสองชั่วยามด้วยซ้ำ เจ้าบ่นจนข้ารำคาญแล้วนะ”
“องค์ชาย!”
“โว้ย! เออ ๆ ไปต่อก็ได้!”
องครักษ์และผู้ติดตามรอบข้างต่างก็ลอบโล่งอก ที่ในที่สุดก็จะได้เดินทางต่อจริง ๆ จัง ๆ เสียที หากไปไม่ทันเวลาล่ะก็ กลับไปพวกเขาคงโดนนายเหนือหัวเฆี่ยนหลังลาย บางทีศีรษะอาจจะไม่ได้อยู่บนคอเสียด้วยซ้ำ
“เอ้า ออกเดินทางสู่เมืองหลวงแคว้นฉิน”
ไม่รอให้พูดซ้ำ อาชาทุกตัวที่ลากรถม้า และถูกควบขี่ต่างถูกเฆี่ยนให้เร่งฝีเท้าพุ่งไปข้างหน้าอย่างว่องไว เพราะหากคนที่อยู่ในรถม้าเกิดอยากแวะข้างทางขึ้นมาอีกทีมันคงไม่ดีแน่
“โอ๊ะ นั่นน่าสน ย้อนกลับ ๆ ข้าจะแวะ”
“องค์ชาย!!!”
“เรียกอยู่นั่นแหละองค์ชาย ๆ เจ้าจะเรียกให้คนทั้งตลาดรู้เลยหรือไร นามของข้าผู้หล่อเหลาน่ะคือ...อู่เซียวเฉิน จำไว้นะเสี่ยวจู”
แม้จะมีศักดิ์องค์ชายองค์เล็กครอบครองแซ่ของราชวงศ์ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ หลานของเสด็จปู่หรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน องค์ชายนอกคอกผู้ชมชอบการค้าขายและหลงตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ ‘อู่เซียวเฉิน’ ซึ่งเรื่องราวอันเป็นตำนานเรื่องหนึ่งของชายผู้นี้ เราจะขอยกยอดไปคุยกันคราวหน้า (ถ้ามีโอกาสได้พูดถึงล่ะนะ)
“องค์ชาย!! กระหม่อมนาม ‘ผานเถี่ยจู’ พ่ะย่ะค่ะ!!”
“เออน่า เสี่ยวจู รีบกลับรถม้าได้แล้ว”
“องค์ชายยยย!!!”
ทหารองครักษ์รอบข้างต่างร่วมกันไว้อาลัย และแสดงความเสียใจให้กันอย่างสุดซึ้งที่ต้องมาคอยตามดูแลองค์ชายนอกคอกพระองค์นี้กันทั่วหน้า
...
“เห็นมั้ย ข้าบอกแล้วว่ายังไงก็ทัน”
“...”
คำกล่าวของอู่เซียวเฉินทำเอาคนรอบข้างแทบหัวทิ่มพื้น ที่มาถึงเขตเมืองหลวงของแคว้นฉินได้อย่างเฉียดฉิว ก็เป็นเพราะเฆี่ยนอาชาสุดแรงเกิดจนแทบขาหักมือหักตายกันไปข้างมิใช่หรืออย่างไร
“โอ้ คึกคักดีจริง ๆ ไปเดินชมกันเถอะเสี่ยวจู”
“!!!”
คนโดนเรียกรีบสับขาตามองค์ชายที่กระโดดลงจากรถม้าแทบไม่ทัน เขารีบพุ่งเข้าไปกระชากองค์ชายนอกคอกอย่างแรงเพื่อที่จะนำตัวคนผู้นี้ไปที่พระราชวังเป็นอย่างแรก
“...พระองค์ไม่รู้รึว่าพระองค์ต้องเข้าไปถวายความเคารพฮ่องเต้แห่งฉินก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงกระซิบกดข่มไม่ได้ทำให้ผู้ฟังเกรงกลัวแต่อย่างใด อู่เซียวเฉินยังคงทำหูทวนลมไหวไหล่เอ่ยตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ แถมพอเอ่ยจบยังใช้วิชาตัวเบาสะบัดหนีทหารองครักษ์เสียอีก
“ไม่เอาอ่ะ ขืนเข้าไปเลยข้าก็ไม่ได้ออกมาเที่ยวน่ะสิ”
“!!!...รีบตามหาตัวองค์ชายเร็วเข้า!!”
คนส่วนหนึ่งจำต้องอยู่เฝ้าสิ่งของแสดงความยินดีในงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึง พวกเขานั้นต่างเบิกบานที่จะได้อยู่เฉย ๆ มากกว่าพวกที่จำต้องออกไปตามตัวองค์ชายนอกคอกของแคว้นอู๋มากกว่าเป็นไหน ๆ
ในขณะที่องค์ชายนอกคอกสลัดหนีการจับตามอง (เข้าขั้นจับใส่กรง) ของเหล่าทหารองครักษ์ของตนมาได้ในพริบตานั้น ก็หาทางเข้าไปหลบตามบริเวณคนพลุ่งพล่านทันที แต่เนื่องจากเสี่ยวจูนั้นอยู่ข้างเขามานานพอจะเดาความคิดเขาออก
เมื่อโดนดักทางจนต้องหลบไปทางที่ไม่มีคนแทน อู่เซียวเฉินไม่ลังเลที่จะหนีไปหลบอยู่ในตรอกแคบ ๆ พร้อมกันนั้นเองยังดึงมือของคนใกล้ตัวที่เผอิญผ่านมาให้เข้ามาเป็นที่กำบังให้อีกด้วย
“แยกย้ายกันไปตามหา ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาให้เจอ!”
ตึก! ตึก ตึก...
แม้เสียงฝีเท้าและเสียงคนตะโกนจะดังห่างออกไปแล้ว แต่คนที่เผลอตัวดึงคนใกล้มือให้เข้ามาบังหลบด้วยกัน กันอีกฝ่ายปากโป้งบอกเรื่องที่เขาผ่านมานั้น กำลังอยู่ในอาการพูดไม่ออก เมื่อเขาพึ่งจะรู้สึกตัวว่าคนที่ดึงเข้ามาเป็นสตรีที่หน้าตาน่ารักน่ามอง ซ้ำอีกฝ่ายยังอยู่ใกล้ชิดเสียด้วย
“...”
“...เอ่อ”
เพี้ยะ!!
“ต่ำทราม!!!”
ยังมิทันได้เอ่ยความ ยังมิทันได้มองหน้าดี ๆ เสียด้วยซ้ำ ฝ่ามือเล็กก็ฟาดใส่หน้าเขาเสียจนแทบหงายหลัง หลังจากมึนเบลอไปชั่วขณะสตรีนางนั้นก็วิ่งหายไปเสียแล้ว มีแค่มือขวาที่เผลอกำ ๆ แบ ๆ ถึงสัมผัสนุ่มหยุ่นที่คงเหลือแม้ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเมื่อสักครู่ กับเสียงก่นด่าที่เย็นชาเกลียดชังจับขั้วหัวใจที่ยังคงดังก้องอยู่ในสมอง
“...”
เขาทำอะไรลงไปรึ!?
...
“พี่สุ่ยหลิว มีสิ่งใดเกิดขึ้นรึ?”
เฟิ่งปิงเปิดปากถามยามอีกคนที่พึ่งกลับมาขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าน่ารักแดงเถือก ซ้ำยังหันหน้าหนีนางไม่ยอมสบตากันดี ๆ ตอบคำไม่ทันจบดีก็วิ่งหนีหายไปอีกรอบเสียอย่างนั้น
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะคุณหนู ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
“...?”