秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    การมาเยือนขององค์ชายนอกคอก

    Ep 035 :: การมาเยือนขององค์ชายนอกคอก

     

    เมืองหลวงคึกคักยิ่งกว่าที่ผ่านมา เพราะงานฉลองครบรอบการขึ้นครองราชย์ของฮ่องแต้เฟยเกาจงนั้น คล้าย ๆ การฉลองที่ผ่านยุคของทรราชสู่วันที่ดีกว่า จัดเป็นงานเทศกาลหนึ่งของแต่ละหัวเมืองเลยก็ว่าได้ จึงไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงว่าผู้คนต่างหลั่งไหลกันเข้ามาเพียงต้องการกู่ร้องตะโกนถึงความภักดีในวันแรกและวันสุดท้ายของงาน

    ยิ่งข่าวลือจากในพระราชวังกล่าวถึงว่าจะมีแขกผู้มีเกียรติทั้งสองให้เกียรติมาเยือนจากแคว้นอันห่างไกล อย่างแคว้นเซี่ยและแคว้นอู๋

    หนึ่งคือเซี่ย...เมืองแห่งหิมะทางทิศเหนือที่กำลังทหารกล้าแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องคิด ผู้มาเยือนนั้นเป็นถึงชินอ๋อง เทพสงครามที่ลือชื่อ ส่วนอีกหนึ่งคืออู๋...ผู้มาเยือนคือองค์ชายองค์เล็กของเมืองแห่งผืนทะเลทางทิศใต้เมืองที่ร่ำรวยเหมืองเกลือ และเป็นมิตรกับฉินมายาวนาน

    ...จะนับเป็นการผูกมิตรอย่างเป็นทางการกับสองขั้วอำนาจแห่งแผ่นดิน

    นับเป็นปีที่ดีที่สุดในสายตาของประชาชนแคว้นฉินก็ว่าได้

    ...

    ท่ามกลางความปลื้มปีติยินดีของคนทั้งแผ่นดินฉิน มีสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงกระมังที่ยินดียิ่งกว่า

    “รวย รวย รวย”

    “คุณหนูเจ้าคะ เก็บอาการหน่อยเจ้าค่ะ”

    หยางเฟิ่งปิงฟังคำทักท้วงของสาวใช้ที่เป็นถึงมือขวาข้างกายแล้วก็สะดุ้งนิด ๆ ยกมือปิดปากกระแอมไอเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือเล็กที่หยิบตั๋วเงินจำนวนมากมาโยนเล่นนั้น รีบกวาดเก็บรวมกันอย่างทะนุถนอมแทบไม่ทัน

    สำหรับนางที่เป็นนักธุรกิจชื่อก้องโลกในชาติก่อน ชาตินี้อายุแค่สิบสี่แต่มีโอกาสกวาดเงินเข้าบ้านจนแทบไม่มีที่เก็บ จะเผลอตัวหลุดยินดีไปบ้างจะเป็นไรไป

    “พี่สุ่ยหลิว บอกสายข่าวของเราว่าช่วงนี้ทำงานอย่าประมาท แต่ก็อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนบ้างล่ะ”

    “รับทราบเจ้าค่ะ”

    “บรรดาร้านในเมืองหลวงคงต้องทำงานกันหนักหน่อย เสร็จช่วงนี้ไปข้าจะให้เพิ่มคนละสองเท่าเป็นอย่างน้อย ตามยอดขาย”

    “แหม คุณหนู คนของเรายินดีทำอยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะ”

    เด็กสาวเก็บเงินและสมุดบัญชีทั้งหลายลงหีบ พอสาวใช้ข้างกายยกไปเก็บยังที่ซ่อนนางก็ลุกขึ้น มือเล็กหยิบแพรขาวขึ้นปิดหน้าตามปกติ ก่อนจะเดินออกจากห้อง

    “ข้าจะไปหาอะไรกินพร้อมตรวจงานที่ไฉ่เซียงเหลาสักหน่อย บอกลั่งเฟ่ยกับจิ่วอิงให้เตรียมตัวด้วย ไปกันเถอะพี่สุ่ยหลิว”

    “เจ้าค่ะ”

    เพราะงานฉลองที่ใกล้เข้ามาทั้งยังมีผู้ร่วมงานเป็นแขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาไกล บิดาและคุณชายทั้งสองของจวนแม่ทัพกลับจากท่องเที่ยวก่อนกำหนดปุ๊บก็ต้องเริ่มทำงานกันหัวหมุน เบื้องหน้าเบื้องหลังและความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อีกทั้งงานยังต้องยิ่งใหญ่ไม่ให้เสียชื่อแคว้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด

    ยิ่งบรรดาคุณหนูของบางตระกูลได้รับเทียบเชิญจากฮองเฮาให้เข้าร่วมด้วยได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่จัดงานมา บรรดาสาวงามจึงต้องวิ่งวุ่นเตรียมตัวกันยกใหญ่ เพราะข่าววงในมันหลุดมาว่าฮองเต้ทรงเลือกหญิงงามไปให้แขกผู้มีเกียรติทั้งสองได้เลือกสรร เพื่อการอภิเษกเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้น

    หรือก็เท่ากับว่าอยู่แคว้นฉินได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์หญิง ไปต่างแคว้นก็ได้เป็นชายาเอก

    ยิ่งมีข่าวแว่วมาอีกว่าบุรุษทั้งสองนั้นหล่อเหลา สง่างาม ฐานะหรือก็สูงศักดิ์

    แล้วใครเล่าจะไม่ต้องการ...?

    แต่นอกจากทรัพย์สินที่โกยเอา ๆ แล้ว นอกนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับนางหรอก ในเมื่อ...

    ...

    “เจ้าไม่ได้เทียบเชิญรึ!?”

    “อ่าหะ”

    หยางเฟิ่งปิง สวี่เพ่ยฟาง ซือหม่าหมีกู่ สาวคนงามทั้งสามคนนั้นงดงามน่ามองกันคนละแบบ ไม่รู้ว่าบังเอิญมาเจอกันตอนจะเข้าร้านพอดีได้อย่างไร ไป ๆ มา ๆ ก็เลยได้มานั่งรวมกันในห้องส่วนตัวห้องหนึ่งที่แพงหูฉี่ในสายตาคนธรรมดา แต่สำหรับเจ้าของร้านเช่นหยางเฟิ่งปิงแล้วก็งั้น ๆ

    ทั้งหมีกู่และเพ่ยฟางต่างก็เป็นคุณหนูมีเงินทั้งนั้นเสียด้วยสิ

    เทียบเชิญงานเลี้ยงถูกส่งให้เหล่าหญิงงามผู้เพียบพร้อมเมื่อหลายวันก่อน แม้แต่บิดามารดาของหมีกู่และเพ่ยฟางต่างก็จัดเตรียมอาภรณ์ให้เหมาะสมกับพวกนางไว้กันอย่างเร่งรีบ เนื่องจากงานนั้นใกล้เข้ามาทุกที

    ดังนั้นผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมงานย่อมได้รับเทียบเชิญกันหมดแล้ว เมื่อเป็นแบบนั้นมันจะ...

    “มันจะเป็นไปได้อย่างไร?”

    “มันก็เป็นไปแล้ว”

    เฟิ่งปิงยกจอกชาขึ้นจิบด้วยทีท่าไม่ทุกข์ร้อน ต่างจากหมีกู่ที่เวลานี้ทำท่าไม่พอใจคิ้วขมวดเป็นปม สวี่เพ่ยฟางทำหน้าตาครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยความคิดเห็นของนางออกมาอย่างตรงไปตรงมา

    “เทียบเชิญนี้ฮองเฮาเป็นผู้จัดการ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระนางต้องการเก็บเจ้าไว้กับแคว้น มิเช่นนั้นตัวเฟิ่งปิงที่มีศักดิ์เป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง จะไปเป็นที่ถูกใจของแขกต่างแคว้นทั้งสองขึ้นมาจะแย่เอา”

    “แต่เฟิ่งปิงก็สมควรได้เข้าร่วมงานยิ่งกว่าใคร ๆ นะ นางเป็นถึงบุตรีแม่ทัพใหญ่ เพียบพร้อมทั้งภูมิหลัง ความสามารถ หน้าตา แล้วนางจะไม่สามารถเข้าร่วมได้อย่างไร”

    “โอ้ ไม่คิดว่าเจ้าจะรักข้าขนาดนี้นะ”

    เฟิ่งปิงเอ่ยขัดบรรยากาศเคร่งเครียดของสองเพื่อนสาว โดยเฉพาะหมีกู่ที่ดูท่าจะไม่สนใจจะทานอะไรแล้วนอกจากหันไปสนทนาอย่างออกรสกับเพ่ยฟาง

    “เงียบน่ะ เจ้าก็รู้ดีว่าเจ้าสมควรเป็นผู้ได้เทียบเชิญยิ่งกว่าผู้ใด แน่นอนผู้อื่นก็ย่อมคิดเช่นเดียวกัน”

    “…แล้ว?”

    “หากเป็นเช่นนั้นวันงานเจ้าไม่ได้โผล่หน้าไป คนอื่นที่ไม่รู้ว่าเจ้าไม่ได้เทียบเชิญจะเอาเจ้าไปนินทาเยี่ยงไร?”

    “ถ้อยคำที่ถาโถมเข้าใส่คือเจ้าไม่เคารพเบื้องสูง ไม่ให้เกียรติผู้ส่งเทียบเชิญ ไม่ให้เกียรติงานสำคัญของแคว้น ชื่อเสียงเจ้าคงดิ่งลงเหวดังไปทั่วเมืองหลวง”

    คนที่ถูกเป็นห่วงเป็นใยรีบยกมือขึ้นคั่นคำพูดร้าย ๆ ที่ถาโถมมา นางนิ่งสงบไม่ใส่ใจสิ่งใดจนคนเป็นเพื่อนร้อนใจแทนยิ่งนัก

    “ข้าไม่สนใจชื่อเสียงของตนหรอก”

    “แล้วชื่อเสียงของจวนแม่ทัพเล่า บิดามารดา พี่ชายเจ้าเล่า พวกเขาย่อมถูกพาดพิงถึง”

    “พวกท่านย่อมไม่สนใจเช่นกัน”

    “เดี๋ยวเถอะ เฟิ่งปิง!”

    ในขณะที่หมีกู่โวยวาย เพ่ยฟางก็ก้มหน้าคิดอีกครั้ง ก่อนจะแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์

    “ที่เจ้าไม่ใส่ใจเพราะรู้ว่า หากฮองเฮาคิดได้ถึงผลเสียของการที่เจ้าไม่ได้รับเทียบเชิญเมื่อไหร่ พระนางก็จะเร่งร้อนส่งมาให้ในภายหลังใช่หรือไม่?”

    เฟิ่งปิงได้ฟังถ้อยคำของสหายก็ยกชาขึ้นจิบปิดบังรอยยิ้มมุมปาก ตอบกลับอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก

    “ข้าจะรู้พระทัยของพระนางได้อย่างไร?”

    ...

    ถูกตามการคาดเดาทุกอย่าง เพราะทันทีที่กลับถึงจวน พ่อบ้านเฉินก็กุลีกุจอวิ่งมาบอกเรื่องเทียบเชิญในมือท่านแม่ พร้อมกับถ้อยคำขอโทษในความล่าช้าของฮองเฮา ที่อธิบายว่าผู้ส่งเทียบเชิญไม่ระวังทำเทียบเชิญตกหล่น หาได้ตั้งใจหมิ่นจวนแม่ทัพ ไม่ให้เกียรติคุณหนูหยางแต่อย่างใด

    การที่พระนางถึงกับออกปากพูดขนาดนี้ ย่อมทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าติฉินนินทาพระนางอีก

    ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วพระนางก็พึ่งมานึกถึงผลได้ผลเสีย การกั๊กตัวนางเอาไว้อาจทำให้นางไม่เป็นที่หมายปองของผู้มาเยือนจากสองแคว้น แต่ชื่อเสียงนางจะเสียหายย่อยยับจากถ้อยคำของคน อำนาจบารมีที่ติดตัวมาจากเดิมจะหายไปหลายส่วน

    ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผู้เป็นเจ้าของจวนสกุลหยาง เช่นหยางเอ่อคังไม่พอใจ ที่บุตรสาวถูกด่าว่าทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดจนขัดแย้งกับสกุลตู้อย่างออกนอกหน้าก็เป็นได้

    มิสู้ยอมให้นางเข้าร่วม แล้วหาทางจับนางให้อยู่ในกำมือจะไม่ดีกว่ารึ

    “คุณหนู อาภรณ์ของท่านเสร็จแล้วนะเจ้าคะ มาลองสวมดูเถิดเจ้าค่ะ”

    “งามไม่มีที่ติจริง ๆ”

    นางสั่งตัดอาภรณ์ของตนตั้งแต่บิดาบอกว่าจะมีงานเลี้ยงเผื่อล่วงหน้าตั้งนานแล้ว เรียกว่ากันไว้ก่อนดีกว่าแก้ หากไม่ต้องเข้าร่วมก็แค่ขายต่อ

    หรือ...หากฮองเฮาคิดไม่ได้ทำให้นางไม่มีเทียบเชิญเข้างาน ก็ยิ่งดีเสียอีกที่ชื่อเสียงนางเสียหาย การหมิ่นเกียรติเบื้องสูงจะทำให้นางมีข้ออ้างปฏิเสธการสมรสกับเหล่าองค์ชายได้บ้าง

    ...พระนางไม่น่าคิดได้เลยจริง ๆ

    แต่ว่างานเลี้ยงนี้ จะทำให้นางได้รู้จักกับบุรุษผู้นั้นหรือไม่นะ...

     

    “องค์ชาย รีบเดินทางเถอะพ่ะย่ะค่ะ ขืนไม่ทันเวลาจะแย่เอานะพ่ะย่ะค่ะ”

    “ข้าคิดไว้ดีแล้วน่า ยังไงก็ทัน เจ้าจะเร่งรีบไปไย”

    องค์ชายองค์เล็กในคราบบุรุษเจ้าสำราญแห่งแคว้นอู๋ที่เต็มไปด้วยเหมืองเกลืออันแสนสำคัญยิ่ง และเนื่องด้วยตัวแคว้นเป็นเขตหมู่เกาะ ทหารจึงเชี่ยวชาญการรบทางน้ำมาก กองทัพเรือของพวกเขาก็ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด แคว้นอื่นที่จำเป็นต้องพึ่งพาเกลือของแคว้นอู๋นอกจากจะต้องเกรงใจอยู่ในที แล้วยังต้องกังวลว่าหากจะเข้ายึดครองแคว้นอู๋ ก็ต้องผ่านทหารที่เชี่ยวชาญสงครามทางน้ำให้ได้เสียก่อน

    ซึ่งสำหรับชนแคว้นอื่นแล้วนั้นยากยิ่ง เพราะแต่ละแคว้นต่างมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่าง ทหารของแต่ละแคว้นจึงชำนาญการรบในเขตพื้นที่ตัวเองเป็นส่วนใหญ่

    เช่นแคว้นเซี่ยที่อาณาเขตกว้างขวางแต่เป็นดินแดนหิมะอยู่เลยแนวหุบเขาไป การคิดจะบุกตีให้ถึงเมืองหลวงนั้นยากเย็นนัก แคว้นหม่าอยู่ใกล้แคว้นอู๋ ติดแคว้นเว่ยที่อยู่ติดเขตแคว้นเซี่ย ทว่าแคว้นหม่ามีพื้นที่ส่วนมากเป็นทะเลทรายและแห้งแล้ง แคว้นเว่ยบนหนาวเย็น ส่วนล่างของแคว้นแล้งเล็กน้อย จะมีก็แต่กลาง ๆ แคว้นที่จะอุดมสมบูรณ์หน่อย

    “องค์ชาย เรื่องนี้สำคัญมากนะพ่ะย่ะค่ะ”

    “ไม่ถึงสามวันเราก็ถึงเมืองหลวงแล้ว เจ้าจะรีบไปไหนเนี่ย ขอข้าชมเมืองหน่อยก็ไม่ได้!”

    ผู้เป็นองค์ชายทำหน้าบึ้งใส่องครักษ์ที่เป็นเหมือนสหายสนิทคนหนึ่งเบา ๆ ก่อนที่มือหนาจะชี้ออกนอกรถม้าให้คนวิ่งไปซื้อของตามที่สั่ง

    “ท่านจะซื้อไปถึงเมื่อไหร่ ท่านใช้เวลาอยู่กับเมืองเมืองหนึ่งมากไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”

    “ไม่ถึงสองชั่วยามด้วยซ้ำ เจ้าบ่นจนข้ารำคาญแล้วนะ”

    “องค์ชาย!”

    “โว้ย! เออ ๆ ไปต่อก็ได้!”

    องครักษ์และผู้ติดตามรอบข้างต่างก็ลอบโล่งอก ที่ในที่สุดก็จะได้เดินทางต่อจริง ๆ จัง ๆ เสียที หากไปไม่ทันเวลาล่ะก็ กลับไปพวกเขาคงโดนนายเหนือหัวเฆี่ยนหลังลาย บางทีศีรษะอาจจะไม่ได้อยู่บนคอเสียด้วยซ้ำ

    “เอ้า ออกเดินทางสู่เมืองหลวงแคว้นฉิน”

    ไม่รอให้พูดซ้ำ อาชาทุกตัวที่ลากรถม้า และถูกควบขี่ต่างถูกเฆี่ยนให้เร่งฝีเท้าพุ่งไปข้างหน้าอย่างว่องไว เพราะหากคนที่อยู่ในรถม้าเกิดอยากแวะข้างทางขึ้นมาอีกทีมันคงไม่ดีแน่

    “โอ๊ะ นั่นน่าสน ย้อนกลับ ๆ ข้าจะแวะ”

    “องค์ชาย!!!”

    “เรียกอยู่นั่นแหละองค์ชาย ๆ เจ้าจะเรียกให้คนทั้งตลาดรู้เลยหรือไร นามของข้าผู้หล่อเหลาน่ะคือ...อู่เซียวเฉิน จำไว้นะเสี่ยวจู”

    แม้จะมีศักดิ์องค์ชายองค์เล็กครอบครองแซ่ของราชวงศ์ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ หลานของเสด็จปู่หรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน องค์ชายนอกคอกผู้ชมชอบการค้าขายและหลงตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ ‘อู่เซียวเฉิน’ ซึ่งเรื่องราวอันเป็นตำนานเรื่องหนึ่งของชายผู้นี้ เราจะขอยกยอดไปคุยกันคราวหน้า (ถ้ามีโอกาสได้พูดถึงล่ะนะ)

    “องค์ชาย!! กระหม่อมนาม ‘ผานเถี่ยจู’ พ่ะย่ะค่ะ!!”

    “เออน่า เสี่ยวจู รีบกลับรถม้าได้แล้ว”

    “องค์ชายยยย!!!”

    ทหารองครักษ์รอบข้างต่างร่วมกันไว้อาลัย และแสดงความเสียใจให้กันอย่างสุดซึ้งที่ต้องมาคอยตามดูแลองค์ชายนอกคอกพระองค์นี้กันทั่วหน้า

    ...

    “เห็นมั้ย ข้าบอกแล้วว่ายังไงก็ทัน”

    “...”

    คำกล่าวของอู่เซียวเฉินทำเอาคนรอบข้างแทบหัวทิ่มพื้น ที่มาถึงเขตเมืองหลวงของแคว้นฉินได้อย่างเฉียดฉิว ก็เป็นเพราะเฆี่ยนอาชาสุดแรงเกิดจนแทบขาหักมือหักตายกันไปข้างมิใช่หรืออย่างไร

    “โอ้ คึกคักดีจริง ๆ ไปเดินชมกันเถอะเสี่ยวจู”

    “!!!”

    คนโดนเรียกรีบสับขาตามองค์ชายที่กระโดดลงจากรถม้าแทบไม่ทัน เขารีบพุ่งเข้าไปกระชากองค์ชายนอกคอกอย่างแรงเพื่อที่จะนำตัวคนผู้นี้ไปที่พระราชวังเป็นอย่างแรก

    “...พระองค์ไม่รู้รึว่าพระองค์ต้องเข้าไปถวายความเคารพฮ่องเต้แห่งฉินก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”

    เสียงกระซิบกดข่มไม่ได้ทำให้ผู้ฟังเกรงกลัวแต่อย่างใด อู่เซียวเฉินยังคงทำหูทวนลมไหวไหล่เอ่ยตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ แถมพอเอ่ยจบยังใช้วิชาตัวเบาสะบัดหนีทหารองครักษ์เสียอีก

    “ไม่เอาอ่ะ ขืนเข้าไปเลยข้าก็ไม่ได้ออกมาเที่ยวน่ะสิ”

    “!!!...รีบตามหาตัวองค์ชายเร็วเข้า!!”

    คนส่วนหนึ่งจำต้องอยู่เฝ้าสิ่งของแสดงความยินดีในงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึง พวกเขานั้นต่างเบิกบานที่จะได้อยู่เฉย ๆ มากกว่าพวกที่จำต้องออกไปตามตัวองค์ชายนอกคอกของแคว้นอู๋มากกว่าเป็นไหน ๆ

    ในขณะที่องค์ชายนอกคอกสลัดหนีการจับตามอง (เข้าขั้นจับใส่กรง) ของเหล่าทหารองครักษ์ของตนมาได้ในพริบตานั้น ก็หาทางเข้าไปหลบตามบริเวณคนพลุ่งพล่านทันที แต่เนื่องจากเสี่ยวจูนั้นอยู่ข้างเขามานานพอจะเดาความคิดเขาออก

    เมื่อโดนดักทางจนต้องหลบไปทางที่ไม่มีคนแทน อู่เซียวเฉินไม่ลังเลที่จะหนีไปหลบอยู่ในตรอกแคบ ๆ พร้อมกันนั้นเองยังดึงมือของคนใกล้ตัวที่เผอิญผ่านมาให้เข้ามาเป็นที่กำบังให้อีกด้วย

    “แยกย้ายกันไปตามหา ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาให้เจอ!”

    ตึก! ตึก ตึก...

    แม้เสียงฝีเท้าและเสียงคนตะโกนจะดังห่างออกไปแล้ว แต่คนที่เผลอตัวดึงคนใกล้มือให้เข้ามาบังหลบด้วยกัน กันอีกฝ่ายปากโป้งบอกเรื่องที่เขาผ่านมานั้น กำลังอยู่ในอาการพูดไม่ออก เมื่อเขาพึ่งจะรู้สึกตัวว่าคนที่ดึงเข้ามาเป็นสตรีที่หน้าตาน่ารักน่ามอง ซ้ำอีกฝ่ายยังอยู่ใกล้ชิดเสียด้วย

    “...”

    “...เอ่อ”

    เพี้ยะ!!

    “ต่ำทราม!!!”

    ยังมิทันได้เอ่ยความ ยังมิทันได้มองหน้าดี ๆ เสียด้วยซ้ำ ฝ่ามือเล็กก็ฟาดใส่หน้าเขาเสียจนแทบหงายหลัง หลังจากมึนเบลอไปชั่วขณะสตรีนางนั้นก็วิ่งหายไปเสียแล้ว มีแค่มือขวาที่เผลอกำ ๆ แบ ๆ ถึงสัมผัสนุ่มหยุ่นที่คงเหลือแม้ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเมื่อสักครู่ กับเสียงก่นด่าที่เย็นชาเกลียดชังจับขั้วหัวใจที่ยังคงดังก้องอยู่ในสมอง

    “...”

    เขาทำอะไรลงไปรึ!?

    ...

    “พี่สุ่ยหลิว มีสิ่งใดเกิดขึ้นรึ?”

    เฟิ่งปิงเปิดปากถามยามอีกคนที่พึ่งกลับมาขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าน่ารักแดงเถือก ซ้ำยังหันหน้าหนีนางไม่ยอมสบตากันดี ๆ ตอบคำไม่ทันจบดีก็วิ่งหนีหายไปอีกรอบเสียอย่างนั้น

    “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะคุณหนู ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

    “...?”

    คล้ายกับเรื่อง秘蜜 หฤทัยจอมนาง ที่คุณอ่าน