บทที่ 4 นางเอกของพระรอง
คุณคิดว่าความรักเป็เื่ยาก หรือ ง่าย
บางทีมันก็เริ่มต้นง่ายกว่าที่คุณจะคิดนะ อย่างเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้เป็ต้น
ผมตกหลุมรักหยาดฝน เพียงแค่แรกสบตา
ผมอาจจะพูดเกินไปหน่อย มันยังไม่ถึงขั้นรัก แต่มันเป็ความชอบเพียงแค่แรกเห็น เป็จุดแรกที่คุณสนใจ และคุณประทับใจในคนคนนั้น ยอมรับก็ได้ว่ามันก็เหมือนการชอบดารา หรือการชอบคนหน้าตาดีนั่นแหละ แค่ครั้งแรกเราก็มักจะตกหลุมรักอีกฝ่ายจากหน้าตาก่อนเสมอไม่ใช่เหรอ นั่นแหละจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
เพียงแค่เราเริ่มสนใจใครสักคน
เพียงแค่เราถูกเขาดึงดูดด้วยอะไรบางอย่าง
แค่นั้น คุณก็ก้าวขาลงไปในหลุมแห่งความรักแล้วข้างนึง ที่เหลือก็แค่ ให้คุณเลือกเองว่าจะก้าวเดินลงไปเองไหม หรือจะถอนตัวั้แ่ตอนนี้ เพราะมันยังทัน
แต่ความรักไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น ไม่ใช่การรักแบบไม่ลืมหูลืมตามองว่าเขาดีไปหมดทุกอย่าง ต้องยอมเขาไปหมดทุกอย่างโดยขาดสติยั้งคิด (แบบนั้นมันแทบจะไม่ต่างจากการโดนทำของใส่หรอกนะ)
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเรา 'รัก' หรือ 'ชอบ' คนคนหนึ่งเข้าแล้ว
ก็ต่อเมื่อเธอคนคนนั้นมักจะอยู่ในสายตาของคุณเสมอ ๆ นั่นเพราะคุณเองที่เผลอมองหาเธออยู่ตลอดเวลา เธอจะกลายเป็คนที่โดดเด่นขึ้นมาจากท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย นั่นเพราะคุณสนใจเธอ สายตาของคุณ จึงมีแค่เธอคนนั้นก็เท่านั้นเอง
แล้วเมื่อคุณเผลอมองเธอบ่อย ๆ คุณจะจำได้แม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณไม่คิดว่าคุณจะตั้งใจมองมันได้ขนาดนั้น เช่นรอยยิ้มของเธอ ท่าทางของเธอ ความรู้สึกของเธอที่แสดงออกมาเวลาพูด การขยับตัว หรือการแสดงออกผ่านทางท่าทางการกระทำ ดวงตาของเธอที่แสดงถึงอารมณ์มากมาย ทั้งเวลาที่เธอมีความสุข หรือเวลาที่เธอเศร้า
ยิ่งคุณอยากรู้เื่ราวของเธอมากเท่าไหร่ นั่นก็แปลว่าเธอเริ่มพิเศษมากขึ้นใจในคุณ และยิ่งคุณได้รู้เื่ราวของเธอมากเท่าไหร่ บางทีเื่ราวเ่าั้ก็ทำให้คุณประทับใจในตัวเธอเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว และสังเกตเห็นได้แม้จะเกิดอะไรที่ไม่ปกติขึ้นกับเธอ แม้แค่เล็กน้อย แต่มันก็มากพอ
เมื่อไหร่ที่การแสดงออกของเธอมีอิทธิพลต่อใจคุณ นั่นแหละ คุณชอบเธอเข้าแล้ว
ความรักกับความชอบห่างกันแค่เส้นบาง ๆ กัน คือเส้นของความอยากเป็เ้าของ ถ้าคุณแค่ชอบ คุณก็อาจจะไม่ได้อยากเป็เ้าของหรือเธอ คุณแค่อยากให้เธอมีความสุข ให้เธอได้อยู่ให้คุณได้ชอบก็พอ เธอจะไม่ชอบคุณก็ไม่เป็ไรด้วยซ้ำ นั่นแหละความสุขอีกรูปแบบของความรัก ที่มาในรูปแบบการชอบ หรือแอบชอบ
หากแต่ความรัก สำหรับผม มันคือการที่เราอยากจะ อยากจะดูแล อยากจะมีสิทธิในตัวเธอมากกว่านี้ มีสถานะเพื่อให้สามารถปกป้องเธอได้อย่างเต็มที่ อยากให้เธอมองแค่เรา และรักเรา
นั่นถือเป็ความรักในฐานะพระรองที่ผมเจอมา อ้อนวอนขอความรัก แม้ไม่สมหวัง
นั่นคือสิ่งที่แสดงว่า 'ผม' ได้รักเธอเข้าแล้วจริง ๆ
หยาดฝนเดินวนไปทั่วงานพร้อมกับเหนือเมฆ เพื่อทักทายแเื่เกือบทั้งหมดที่ต่างปั้นหน้ายิ้มแย้มใส่หน้ากากเข้าหากัน ช่างเป็สังคมผู้ดีจอมปลอมอย่างแท้จริง ทั้งหมดในที่นี่จะมีใครบ้างที่ยอมเชื่อข่าวปลอม ๆ ว่าหยาดฝนป่วยอยู่ต่างประเทศั้แ่เด็ก ทุกคนต่างแคลงใจในที่มาของเธอ บางคนอาจจะเดาได้ด้วยซ้ำ
'หากสายตาพวกนั้นเปลี่ยนเป็มีดได้ คุณหยาดฝนคงถูกแทงจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วล่ะค่ะโฮสต์'
ในตอนนี้ มือข้างขวาของหยาดฝนถูกพันผ้าพันแผลเอาไว้บาง ๆ จากฝ่ามือจนเกือบถึงข้อศอก ไม่จำเป็ต้องเป็คนที่อ่านนิยายมาก่อนอย่างผมก็รับรู้ได้ เมื่อเห็นชายผ้าพันแผลสีขาวโผล่พ้นขอบลูกไม้ของถุงมือสีฟ้าเข้าชุดกันโผล่ออกมา แม้จะเล็กน้อย หากแต่มันก็เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่ออีกข้างนึงไม่มี
'อลิส มือขวาของเธอตอนนี้มันยังไม่หายดีใช่ไหม' ผมมองตามร่างของหยาดฝนที่เดินไปทักทายแขกผู้ใหญ่มากมายหลายคนภายในงาน และได้ทำการทักทายกันด้วยการจับมือข้างที่าเ็ของเธอ ซึ่งเธอเจ็บ หากแต่เธอก็ยังคงฝืนยิ้ม
'โดนน้ำร้อนลวกเมื่อวันก่อนค่ะโฮสต์ การกลั่นแกล้งกันภายในบ้านโดยคุณเหนือฟ้ากับคุณหญิงมรกต ครั้งนี้คุณเหนือเมฆไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเธอาเ็ เพราะเธอไม่ยอมบอกใครเลย นางเอกอดทนมากเลยนะคะ พยายามที่จะไม่ตอบโต้เพราะเธอรู้ว่าเธอสู้ไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ได้ยอมอยู่เฉย ๆ ให้โดนรังแกเช่นกัน เธอพยายามสู้ เท่าที่เธอจะทำได้แล้ว' อลิสเอ่ยตอบ
'ผมรู้' ผมตอบอลิสได้แค่นั้น เพราะสายตามองเอาแต่มองตามเธอคนนั้น เธอยังคงยืดหลังตรง ท่วงท่าการเดินสง่างามบนรองเท้าส้นสูงคู่สวย ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม ทุกอย่างดูสมฐานะของคุณหนูคนใหม่ และผมมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอพยายามทำและพยายามแบกรับมันเอาไว้บนบ่าเล็ก ๆ นั่น
เธอฝืนยิ้มทั้งที่เ็ป เธอยืดอกรับในชะตากรรมที่เธอเองก็ไม่มีทางเลือก เชิดหน้าสู้มันอย่างสง่างาม ยืนหยัดอยู่เพียงลำพังในห้องโถงกว้างใหญ่ ท่ามกลางผู้คนมากมายนับร้อยที่เธอไม่รู้จัก โดยที่ไม่มีใครคอยอยู่เื้ัคอยสนับสนุนเธอเลยแม้แต่คนเดียว ถ้าหากเธอพลาด ทุกคนในที่นี้พร้อมที่จะเหยียบซ้ำเธอเสมอ แม้กระทั่งคนที่เรียกว่าครอบครัวในตอนนี้ของเธอเองก็ด้วย
'เธอเป็แค่กระต่ายป่า อลิส กระต่ายที่กำลังสวมหนังหมาป่า และพยายามฝืนเพื่อยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางฝูงหมาป่า ถ้าเธอพลาด ถ้าเธออ่อนแอ เธอจะถูกขย้ำจนตายท่ามกลางคมเขี้ยวพวกนั้น ทุกอย่างบีบบังคับให้เธอต้องเข้มแข็งต่างหาก ถ้าเธอเลือกได้ เธอคงไม่อยากเป็แบบนี้' ผมบอกอลิสได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะถอนสายตาออกจากใบหน้าเธอ
ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าเธอจะไม่พลาด
โลกใบนี้อาจจะเป็นิยายที่ใครบางคนเขียนขึ้น แต่ตอนนี้มันคือจริงชีวิตจริงของคนมากมายที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าของผม คุณจะใจร้ายพอที่จะละทิ้งคนที่กำลังร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตรงหน้าคุณในตอนนี้ได้เหรอ เพียงแค่คุณปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ใช่ความจริง
ผมทำไม่ได้หรอก ผมอาจจะยังใจร้ายไม่พอก็ได้
'โฮสต์ชอบนางเอกเข้าแล้วสินะคะ โฮสต์ชอบเพราะสงสารเธออย่างนั้นเหรอคะ โฮสต์ชอบเธอจริง ๆ หรือโฮสต์แค่ชอบเธอตามบท' อลิสเอ่ยถามในขณะที่ผมหันเหความสนใจทั้งหมดมาลงที่แก้วกาแฟในมือที่ยังเหลืออยู่เกือบครึ่ง
'ความรักที่เริ่มต้นด้วยความสงสารมันไม่ใช่ความรักหรอกนะอลิส มันก็แค่สงสาร แค่ไม่ใจร้ายมากพอที่จะปล่อยมือ แต่ไม่ได้รัก มันยื้อคนให้อยู่ด้วยได้ แต่ยื้อใจใครไว้ไม่ได้หรอก' ผมตอบอลิสไปแบบนั้น ความรู้สึกสองอย่างนี้ใกล้เคียงกัน แต่มันไม่ใช่ความรัก
'ผมชื่นชมเธอต่างหากอลิส เธอแข็งแกร่งมาก เธอกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถด้วยตัวของเธอเองโดยไม่ยอมร้องขอความช่วยเหลือใด ๆ เพราะเธอรู้ว่าตัวเธอในตอนนี้ไม่มีใครจะยอมช่วยเหลือเธอ เธอจึงต้องยืนขึ้นให้ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง' ผมอธิบายให้อลิสฟัง
'ต่อให้ผมไม่รู้บทละคร แล้วให้ผมเป็แค่ภามที่ยืนอยู่ตรงนี้ ผมก็จะชอบเธออยู่ดีนะอลิส เพราะผม ไม่สิ ภามรู้ว่าเธอกำลังพยายามยืนหยัดตามลำพังต่างหาก ในฐานะคนคนหนึ่ง ผมจะใจร้ายมองเมินเธอที่กำลังฝืนจนจวนเจียนจะล้มตามลำพังได้จริงเหรอ นั่นแหละเหตุผลของผม อลิส บางทีผมคงเหมาะกับบทพระรองมากที่สุดแล้วก็เป็ได้...'
กรี๊ด !!!
เสียงร้องอย่างใของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงของงานเลี้ยง เรียกเสียงพูดคุยฮือฮาได้จากทั่วสารทิศจนกลายเป็จุดสนใจได้ภายในพริบตา และผมก็เป็หนึ่งในนั้นที่รีบเข้าไปดู เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น
ราวกับกระต่ายที่ถูกเปิดเผยตัวท่ามกลางฝูงหมาป่าหิวโหย
ชุดราตรีสีฟ้าสวยเปื้อนไปด้วยแอลกอฮอล์หลากสีและไวน์สีแดงเข้มจนด่างไปทั้งตัว ด้านข้างมีบริกรชายคนหนึ่งกำลังยืนก้มหัวกล่าวขอโทษเธอซ้ำ ๆ ภาพที่เห็นเล่าเื่ราวทั้งหมดได้เป็อย่างดี
"คุณหยาดพิรุณ" ผมเอ่ยชื่ออีกฝ่ายที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้น ท่ามกลางผู้คนที่ถอยออกเป็วงกว้างอย่างเว้นระยะห่างจากเธออย่างไม่อยากยุ่งเกี่ยว ใครหลาย ๆ คนหันไปซุบซิบกันอย่างซึ่งหน้า โดยไม่มีใครยอมให้ความช่วยเหลือ ผู้ชายบางคนที่ทำท่าทีจะเข้ามาช่วยก็ถูกคนใกล้ตัวห้ามเอาไว้
แววตาที่มองมาไม่ต่างอะไรกับหมาป่ารอขย้ำเหยื่อ
ผมรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น หากแต่การขัดขวางไม่ได้ทำให้เื่ทั้งหมดดีขึ้น เพราะผลลัพท์ที่ตามมาอาจจะเลวร้ายกว่าเดิมมาก จากเจ็บตัวแค่นิดหน่อย ก็อาจจะเลยเถิดไปกว่านั้น ผมเรียนรู้ได้จากการพยายามอย่างนับครั้งไม่ถ้วนที่ผ่านมาจนเลิกพยายามไปแล้ว ผมรู้ว่าผมทำอะไรได้แค่ไหน แค่นั้นก็พอแล้ว
"คราม" ผมเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนที่เป็พระเอกของเื่ และคู่หมั้นของนางเอก ภาวนาให้พระเอกเห็นใจหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ที่กำลังล้มและาเ็ ส่งสายตาให้อีกฝ่ายเข้าไปประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นมา เธอไม่สามารถลุกเองได้หรอก ผมเห็นจากมือเล็ก ๆ ที่พยายามกุมข้อเท้าของเธอ มันคงพลิกไปแล้วจากส้นสูงคู่สวยที่สวมอยู่นั่น
"....." ไร้การตอบสนองจากพ่อพระเอก ครามส่งสายตามาบอกปฎิเสธอย่างชัดเจน ไม่ต่างอะไรจากในบทนิยายเลยสักนิด และแน่นอนว่ามันทำให้ผมโกรธเหมือนกับในบทเช่นกัน หากแต่เป็ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่การยัดเยียดจากบทบาทที่สวมอยู่ หรือการฝืนทำเป็โกรธเพื่อให้สามารถแสดงออกได้ตามบท
ผมมองหาใครอีกคนที่ควรจะอยู่ตรงนั้น เหนือเมฆ เขาไม่อยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าหายไปไหนั้แ่เมื่อไหร่
และเหนือฟ้ากับแม่ก็ไม่ได้ใยดีลูกสาวคนใหม่เลยแม้แต่น้อย ก็แค่เข้ามาแก้สถานการณ์หันเหความสนใจของแขกคนอื่น ๆ ออกไปจากกระต่ายน้อยที่กำลังพ่ายแพ้ ไม่ต้องอาศัยบทผมก็รู้ว่าผมควรจะต้องทำอะไร ผมก้าวขาออกไปหาเธออย่างไม่ลังเล ถอดเสื้อสูทสีแดงของผมคลุมตัวเธอเอาไว้
"ขอโทษนะครับ ให้ผมช่วย" ไม่ใช่คำขออนุญาต หากแต่คือคำบอกกล่าว ผมอุ้มเธอออกมาจากตรงนั้นอย่างทันที ไม่สนใจแม้กระทั่งสีหน้าของครามที่มองตามมาอย่างไม่เข้าใจ ผมแค่อยากออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดก็เท่านั้นเอง และบอกพนักงานแถวนั้นให้เอาน้ำแข็งตามมาให้ผม ผมเลือกที่จะเดินเข้าไปที่ห้องหลังเวที มันมีห้องรับรองสองสามห้องอยู่ตรงนั้น และหน้าห้องห้องหนึ่งเขียนชื่อของเธอเอาไว้
ดูราวกับถูกแยกออกมาเพื่อความเป็ส่วนตัว หากแต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่...
ผมรับรู้ได้ถึงแขนที่กอดคอผมว่ามันกำลังสั่น รับรู้ว่าคนในอ้อมแขนก็กำลังฝืนทนอย่างสุดความสามารถอยู่เช่นกัน บางทีนี่คงเกินขีดจำกัดที่เธอจะทนได้ไหวแล้ว หากแต่เธอก็ยังคงฝืนเพื่อที่จะได้ไม่ร้องไห้ออกมาต่อหน้าคนที่ไม่รู้จักอย่างผม
"ขอโทษนะครับ ขอให้ผมดูหน่อย" ผมวางเธอลงบนโซฟาอย่างเบามือ ก้มลงมองข้อเท้าข้างที่พลิกและถอดรองเท้าส้นสูงที่เธอสวมอยู่ออก ทีแรกหยาดฝนยังคงขัดขืน หากแต่ผมจับข้อเท้าเธอเอาไว้พร้อมบอกเธอด้วยสายตาว่าให้อยู่นิ่ง ๆ ก่อนจะบังคับถอดรองเท้าที่ดูสวมไม่สบายนั่นออก
"ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยเหลือฉัน" หยาดฝนพูดเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ พลางหันหน้าหนีไปอีกทาง ผมรู้ว่าเธอกำลังกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แต่ถึงผมจะรู้ ผมก็ไม่ควรที่จะต้องเปิดโปงเธอ สิ่งที่ผมทำก็แค่ ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับเธอเท่านั้นเอง
"มันบวมมากเลยนะครับ คุณคงเจ็บ อีกสักพักกว่าน้ำแข็งจะมา หากคุณเจ็บก็ร้องไห้ออกมาได้นะครับ ไม่ต้องอดทนแล้ว" ผมพูดพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่าย พลางนั่งลงที่โซฟาตรงกันข้ามอย่างเว้นระยะของคนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างให้เกียรติฝ่ายหญิงที่อาจจะเป็ผู้เสียหายจากการใกล้ชิดที่เกินเลย
ท่ามกลางความเงียบของห้องพัก ผมก็แค่นั่งอยู่เงียบ ๆ มองเธอที่ซบหน้าลงกับฝ่ามือ ในห้องกว้างมีเพียงเสียงร้องไห้อย่างอดทนดังขึ้นเบา ๆ ไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย หยาดฝนแค่นั่งร้องไห้เงียบ ๆ ร้องไห้ให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เธออดทนทำมาตลอดแล้วมันดันพังทลายลงในวินาทีสุดท้ายราวกับกลั่นแกล้งเธอ
'โฮสต์จะไม่ปลอบเธอหน่อยเหรอคะ' อลิสถามขึ้นอย่างเบา ๆ ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงจิกกัดอย่างทุกที หากแต่เป็ความอยากรู้สงสัย เพราะตามบทแล้วผมต้องกอดปลอบเธอด้วยซ้ำ หากแต่ผมไม่ทำ หน้าที่นั่นมีคนที่เหมาะสมรอคอยอยู่ ซึ่งไม่ใช่ผม และไม่ใช่พระเอกด้วยซ้ำ
หากแต่เป็คนที่เหมาะสมอย่างถึงที่สุดต่างหาก...
'เธอไม่ได้้าให้ใครมากอดปลอบหรอกอลิส ผมกับเธอในตอนนี้เป็แค่คนแปลกหน้า การยอมให้คนแปลกหน้ากอดสิจะทำให้เธอรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ แม้ในบทจะบอกว่าเธอเขินอาย แต่ไม่ใช่หรอก เธอก็มีศักดิ์ศรีของตัวเธอเองที่ผมไม่ควรไปทำลายมัน' ผมตอบอลิสได้แค่นั้น ผมอาจจะเป็เ้าหน้าที่ที่แย่ก็ได้ เพราะหลายครั้งผมก็ไม่ได้ทำตามบทแบบเป๊ะ ๆ เสมอ ทุกอย่างย่อมมีทางเลือกในสถานการณ์ของมัน
และผมก็แค่ต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ นั่นรวมถึงการปกป้องเธอด้วย ก็เท่านั้นเอง...
'ที่โฮสต์เคยบอกอลิสว่า ไม่ใช่ว่าหน้าตาดีแล้วจะเที่ยวไปกอดใครต่อใครได้ถ้าอีกฝ่ายไม่ยินยอม มันถือเป็การคุกคามทางเพศ ใช่ไหมคะ' อลิสตอบกลับ หากแต่ผมยังไม่ได้ตอบกลับอะไรเสียงเคาะประดูก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
ก๊อก !!! ก๊อก!!! ก๊อก!!!
ผมลุกขึ้นยืนจะไปเปิดประตู หากแต่หางตาก็หันไปเห็นผู้ร่วมห้องที่กำลังสะดุ้ง ท่าทางเหมือนกับกระต่ายที่กำลังตื่นกลัวเสียงดัง นางเอกพยายามที่จะเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างเร่งรีบ ราวกับไม่อยากจะให้ใครมาเห็นเธอตอนที่ร้องไห้อีก ท่าทีนั้นแฝงไปด้วยความเข็มแข็งของคนที่พร้อมสู้กับอะไรก็ตามที่กำลังจะเข้ามา ต่างจากท่าทีพังทลายเมื่อกี้อย่างชัดเจน
"เปิดได้เลยค่ะ ฉันไม่เป็ไร" หยาดพิรุณหันมายิ้มให้ผมด้วยดวงตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ หากแต่รอยยิ้มเธอไม่ได้ดูฝืนจนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ท่าทีนั้นทำเอาผมอดเดินเข้าไปลูบหัวเธอเบา ๆ ไม่ได้
ก๊อก!!! ก๊อก!!! ก๊อก!!!
"เก่งมากครับ" ผมพูดได้แค่นั้น ก่อนจะเดินไปเปิดประตูที่มีเสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง
"ภาม เป็ไงบ้างลูก หนูหยาดพิรุณล่ะ นี่แม่เอาน้ำแข็งมาด้วย" เป็คุณหญิงไข่มุกที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูพร้อมกับครามที่ถือถาดใส่น้ำแข็งที่น่าจะเอามาจากบริกรที่ผมสั่งไว้
"อยู่ข้างในครับคุณแม่ ข้อเท้าพลิก บวมเลยทีเดียวครับ เจ็บจนต้องร้องไห้เลย" ผมพูดพลางหันไปมองคนที่อยู่ในห้อง แม้จะเลิกร้องไห้แล้วแต่ก็ไม่สามารถปกปิดดวงตาที่แดงช้ำนั้นได้เลยแม้แต่น้อย ผมเบี่ยงตัวหลบจากหน้าประตูให้ 'ว่าที่ครอบครัวใหม่' ของหญิงสาวเข้ามาข้างใน
คุณหญิงไข่มุกเดินเข้าไปดูหญิงสาวที่นั่งอยู่ตามลำพังอยู่บนโซฟา ด้วยความที่าุโกว่าย่อมมองเื่ราวต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย และจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็บอกได้เลยว่าหยาดพิรุณไม่ได้เป็ลูกสาวสุดที่รักของบ้านเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของหญิงสูงวัยอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
สัญชาตญาณความเป็แม่ของเธอมองออกในทุกสิ่งที่หญิงสาวต้องเผชิญ
"ว้าย มันบวมมาก ๆ จริงด้วย มาเร็ว ต้องรีบประคบน้ำแข็งนะจ๊ะ ไม่เป็ไรนะ" คุณหญิงไข่มุกทำท่าจะนั่งลงกับพื้นอย่างลืมตัว ผมเลยได้แต่ดึงอีกฝ่ายไว้พลางห้ามด้วยสายตา และประคองท่านให้นั่งลงข้าง ๆ นางเอกแทน ก่อนที่ผมจะแย่งถาดน้ำแข็งในมือพระเอกมาถือไว้เมื่อพ่อพระเอกไม่ยอมขยับตัว ไม่แม้แต่จะหันมองด้วยซ้ำ
แม่บังคับมาชัด ๆ แบบนี้...
"นี่ครับ เอาเท้าแช่ไว้เลยก็ได้ เดี๋ยวผมกับครามขอออกไปดูข้างนอกสักแปบนะครับ เดี๋ยวจะกลับมาใหม่ ฝากคุณแม่ด้วยนะครับ" ผมพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะลากแขนพ่อพระเอกออกมาจากห้องอย่างทันที เพราะตอนนี้หมดหน้าที่ของผมที่จะต้องปลอบนางเอกแล้ว เมื่อมีคนที่เหมาะสมและเข้าใจกว่ามาทำหน้าที่แทน
แม่ที่สูญเสียลูกสาว และเด็กสาวที่ไร้ที่พึ่ง...
ใครจะเหมาะสมกับเธอในสถานการณ์นี้ไปมากกว่าคุณหญิงไข่มุกอีกล่ะ
ถึงพระเอกจะโง่ แต่แม่พระเอกไม่โง่นะครับ !!!
"ไอ้คราม ทำไมมึงทำตัวแบบนี้ คุณหยาดเป็คู่หมั้นมึงนะ" ผมถามพ่อพระเอกนิสัยเสียทันทีที่เดินออกมานอกห้องและอยู่ในจุดที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน จะได้ด่ามันได้อย่างถนัด ๆ ปากไม่ต้องสงบปากสงบคำสร้างวางมาดผู้ดี
"มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้เต็มใจหมั้น กูไม่เดินหนีออกงานก็ดีแค่ไหนแล้ว" ครามตอบกลับผมอย่างไม่พอใจเหมือนกัน ผมรู้ว่าตอนนี้เราสองคนต่างมีเหตุผลของกันและกัน แล้วก็คิดว่าเหตุผลของตัวเองเหนือกว่าอีกฝ่ายเสียด้วย
"คุณหยาดาเ็ขนาดนั้น มึงคิดจะทิ้งผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนั้นไว้กลางงานจริง ๆ เหรอวะ มึงก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าขนาดครอบครัวเขายังไม่สนใจใยดีเลยสักนิดน่ะ" ผมเถียงอย่างอดใจไม่อยู่ พลางจับแขนครามเอาไว้ไม่ให้เดินหนี
"แล้วไงวะ ต่อให้ยัยนั่นไม่รู้เื่ แต่ก็ยังยินดีที่จะมาเป็คุณหนูหยาดพิรุณและยอมแต่งงานกับกูอยู่ดี ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงหิวเงินที่อยากจะมาชุบตัว หวังสูง แล้วยังไง กูก็มาแล้วนี่ไง ทำหน้าที่คู่หมั้นอย่างที่ควรทำ มันยังไม่พอเหรอวะ !!" ครามหันมาเผชิญหน้ากับผม ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวอย่างพยายามควบคุมอารมณ์โมโหของตัวเองไม่ให้กลายเป็ตวาดใส่ผม
"มึงถูกแม่บังคับมึงให้มาต่างหาก ไม่อย่างนั้นมึงคงไม่คิดอะไรแล้วหนีกลับบ้านไปแล้ว ไม่มายืนเถียงกับกูอยู่ตรงนี้หรอก ขนาดแม่มึงยังมองออกว่าคุณหยาดเขาไม่ได้เลวร้าย แล้วทำไมมึงถึงมองไม่ออกวะไอ้คราม" ผมแทบจะะโใส่อีกฝ่ายอย่างอดทนไม่อยู่ หากแต่ยังคงควบคุมเสียงไม่ให้ดังเกินไปได้
"แล้วยังไง กูต้องสงสารเค้าเหมือนที่แม่กูสงสารด้วยเหรอวะ มึงก็รู้ว่ามันไม่จริง มึงจะบอกว่าผู้หญิงคนนั้นไม่รู้เื่งั้นเหรอ ยัยนั่นมาได้ตรงเวลาจนเกินไป มันไม่ปกติสักอย่าง มึงไม่เห็นรึไงภาม แล้วจะให้กูไว้ใจเค้าเหรอ ถ้าแม่กูยังเห็นใจเค้าก็ไม่เท่ากับว่าสิ่งที่บ้านยัยนั่นวางแผนมามันสำเร็จไปแล้วครึ่งนึงเหรอ มึงจะไม่ให้ระแวงได้ยังไงวะ" พระเอกะเิอารมณ์ออกมาอย่างอดไม่อยู่ ดวงตาคู่คมฉายแววร้าวราน
"บ้านกูตอนนี้เหลือแค่กูกับแม่ และพวกกูเพิ่งเสียน้องสาวไป มึงจะให้กูทำยังไง ในเมื่อทุกอย่างมันไม่ปกติ คนมีตาก็ดูออก ภาม มึงอย่าโดนผู้หญิงคนนั้นหลอกอีกคนสิวะ" ความโกรธเกรี้ยว ความเสียใจ ความผิดหวัง ความคาดหวัง ความเศร้า และความรู้สึกเว้าวอนเล็กน้อยที่ถูกส่งมาทางสายตานั่นทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก
ไอ้หล่อนี่ ตอนโมโหยังหล่อเลย จะน่าอิจฉาเกินไปแล้ว !!!
นักเขียนเฮงซวย ! นักเขียนนิสัยไม่ดี !! ลำเอียง !!! บ้านตั้งอยู่ริมตลิ่งแล้วดินสไลด์รึไงกันห๊ะ !!!!
'โฮสต์คะ ตอนนี้โฮสต์ต้องต่อบทกับพระเอกนะคะ อย่าพึ่งนอกเื่ อลิสจะส่งบทให้ในหัวนะคะ ทำงานก่อนค่ะ ทำงาน' เสียงอลิสดังขึ้นขัดขวางความคิดของผม ที่กำลังอิจฉาริษยาเบ้าหน้าที่นักเขียนประทานให้พระเอกเพราะดันเกิดมาหล่อเกินหน้าเกินตาพระรองอย่างผม ก็ได้ คราวนี้ผมจะยอมทำงานก่อนก็ได้
เดี๋ยวพระเอกน่ะ ว่างเมื่อไหร่ผมจะเก็บเอาไว้ด่ามันวันหลัง (นอกบทอ่ะนะ)
อะแฮ่ม... ขอปรับอารมณ์แปบ
"แล้วถ้าเธอไม่รู้เื่ล่ะ ถ้าเธอเป็ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มึงยังจะตั้งแง่ใส่คุณหยาดอยู่ไหม" ผมถามกลับพลางจ้องตาพระเอกอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ไม่ไหวแล้วโว้ยผมกรีดร้องในใจอย่างหมดความอดทน !! ไอ้ฉิบหาย !!! แค่ทำตาดุยังหล่อ โว้ย !!! โลกนี้รังแกพระรอง !!!
"กูจะพิสูจน์ให้มึงดูเอง ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ใสซื่ออย่างที่มึงคิด หรืออย่างที่เค้าพยายามที่จะหลอกใครต่อใครแบบนี้" พระเอกยังคงเถียงผมอย่างไม่ลดละ จนลามมากระชากคอเสื้อผม จนผมอยากจะะโใส่หน้ามันว่า มึงลดอีโก้ลงแล้วฟังกูหน่อยก็ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปเพราะอยู่นอกบท เดี๋ยวโดนหักคะแนน
"กูว่าเค้าไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก" ผมพูดเสียงอ่อยพลางหลบตาราวกับยอมแพ้ ปัดมือที่จับคอเสื้อผมออก ส่วนในใจน่ะเหรอ ด่าพระเอกจนแทบจะหายใจไม่ทันอยู่แล้ว นี่ถ้ามึงดึงแรงอีกนิดกระดุมกูจะหลุดแล้วนะเว้ย !! ถ้ามึงจะห้าวเอะอะกระชากคอเสื้อขนาดนี้ล่ะก็ ต่อยกันสักหมัดไหมไอ้พระเอก ไอ้พวกไม่รู้จักฟัง ! ไอ้พวกเอาความคิดตัวเองเป็ใหญ่ !! ไอ้เผด็จการ !!!
"มึงชอบเค้า" พระเอกปล่อยคอเสื้อผมพลางถอนหายใจ ผมจัดคอเสื้อให้เข้าที่และไม่สบตา ปล่อยให้ความเงียบดำเนินไป่นึง ซึ่งนั้นก็เท่ากับว่าผมยอมรับในข้อกล่าวหาที่เป็ความจริงนั่น เออ... ผมชอบนางเอก จี้ใจดำฉิบหาย ถึงจะรู้ว่าเป็บทก็เถอะ แต่ก็เจ็บจี๊ดอยู่ดี เพราะมันเป็ความจริง
อย่างน้อยตอนนี้ก็กำลังเริ่มชอบ ผมคิดว่านะ...
"กูรู้... ว่าเขาเป็คู่หมั้นมึง แล้ว...มึงไม่คิดจะชอบเค้าบ้างรึไง" ผมพูดเบา ๆ พลางมองสบตาอีกฝ่าย ก่อนจะถอนหายใจ ไม่พยายามที่จะดึงดันอีกต่อไปเพราะรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ ผมแค่ยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มที่บอกได้ว่าผมยอมแพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ เป็รอยยิ้มที่มีให้กับคนที่ผมเรียกว่าเพื่อน เพราะว่าเธอคนนั้นไม่ใช่ของผมั้แ่แรก...
ไม่ใช่ และจะไม่มีวันใช่ด้วยซ้ำ...
เธอเป็คู่หมั้นของเพื่อนสนิท แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าผมไม่มีสิทธิ์อะไรั้แ่แรก ผมไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดแล้วด้วยซ้ำ ผมแพ้ ั้แ่ยังไม่ได้เริ่ม แพ้ั้แ่ยังไม่ได้แข่งขัน ไม่สิ มีอะไรต้องแข่งขันกันล่ะ ในเมื่อผมไม่มีสิทธิ์แข่งั้แ่แรก
บรรยากาศเงียบสงบและอึดอัดจนน่าแปลกใจ ราวกับบทสนทนารุนแรงจนแทบจะต่อยกันตายในมโนความคิดของผมเมื่อกี้ไม่มีอยู่จริง ตอนนี้เหมือนกลายเป็ชมรมคนเศร้า รวมพลคนอกหักพูดคุยแลกเปลี่ยนความเศร้ากันยังไงยังงั้น
"กูมีแฟนอยู่แล้ว มึงก็รู้ กูจะไม่วันชอบเขา" พระเอกพูดเบา ๆ ปล่อยให้คำพูดนั้นลอยหายไปกับสายลม พลางล้วงกระเป๋าแล้วพิงตัวเองกับขอบหน้าต่าง ดวงตาคู่นั้นเหม่อมองวิวยามราตรีของเมืองหลวงข้างนอกโรงแรมอันวุ่นวาย
'จบบทพอดีค่ะโฮสต์ ภารกิจสำเร็จ' เสียงอลิสดังขึ้นในหัวพร้อมกับเสียงประกอบฉากเป็พลุไฟฉลองความสำเร็จ
"คราม ที่มึงพูดเมื่อกี้น่ะ มึงพูดใหม่อีกรอบได้ไหมวะ" ผมหันไปหาพระเอกด้วยท่าทีจริงจัง ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมอัดวิดีโอเอาไว้ล้อมันตอนมันกลายเป็หมา หลังจากที่มันตกหลุมรักนางเอก
ทีใครทีมันเถอะมึง !!
"เล่นอะไรของมึงภาม กูไม่เล่นด้วยหรอก ไร้สาระ" พ่อพระเอกที่หันมาเห็นเอามือบังกล้องผมในทันทีอย่างไม่อยากถูกถ่าย ให้ตายเถอะ ไอ้ครามมันหล่อขึ้นกล้องโคตร ๆ เลยนี่หว่า ! ไม่ถ่ายมันแล้ว ! เสนียดกล้องฉิบหายแน่เลยแบบนี้ !!
"เล่นตัวไรวะมึง ถ้ามึงมั่นใจว่ามึงจะไม่ผิดคำพูดตัวเองล่ะก็ให้กูเก็บหลักฐานไว้สิ ไม่ใจเลยมึงอ่ะ" ผมยังคงแถไปเรื่อย หากแต่ล้มเลิกความคิดอัดคลิปเปลี่ยนใจเป็อัดเสียงแทน จะได้ไม่เห็นหน้ามัน แต่ยังไม่ทันได้กดอะไรโทรศัพท์ในมือก็หายวับไปด้วยความเร็วแสง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังแ่ ๆ ข้างหู
"ไอ้คราม เอาคืนมานะเว้ย สูงกว่ากูไม่กี่เซนนี่มึงเอาเื่นี้มาข่มกูเลยเหรอ" ผมะโด่าพระเอกอย่างไม่เหลือมาดอะไรอีกแล้วเมื่อไอ้พระเอกตัวดีมันเอาโทรศัพท์ผมไปพลางชูขึ้นสูง หลบไปหลบมา แถมยังเขย่งปลายเท้าอีก ไอ้บ้านี่ ห่างกันแค่ 10 เิเมันจะอะไรนักหนาวะ
"มึงบูลลี่ส่วนสูงกู กูจะฟ้องแม่มึง" ผมหันไปมองมันอย่างเคือง ๆ เมื่อได้โทรศัพท์คืน ดีอยู่อย่างที่มันแกล้งผมไม่นาน ไม่งั้นคงได้วางมวยกันแล้ว
"มึงจะกลับเลยไหม" อีกฝ่ายถามก่อนก้มหน้าลงมามองผมในระดับสายตาเดียวกัน แน่นอนผมรู้ดีว่ามันกำลังทำเพื่ออะไร ไอ้ครามมันกำลังเยาะเย้ยผมอยู่ 175 เิเ ก็ถือว่าว่าสูงอยู่แล้วป่ะวะ แค่พระเอกดันสูงกว่าอีก 10 เิเเอง ทำไมอ่ะ นักเขียนชอบพระเอกที่เป็เสาไฟฟ้ารึไง เื่หน้าไม่เขียนพล็อตนิยายรักของนางตานีกับเปรตเลยล่ะ ชอบสูง ๆ ดีนัก
"อือ จะกลับแล้ว ฝากสวัสดีแม่มึงด้วยแล้วกัน" ผมบอกลากับพระเอกง่าย ๆ แบบนั้น อีกฝ่ายก็แค่พยักหน้าอย่างรับรู้ ต่างคนต่างหันหลังแล้วเดินไปคนละทาง
'โฮสต์คะ อลิสว่าคุณครามกำลังยิ้มอยู่ คนอะไรก็ไม่รู้ยิ่งยิ้มยิ่งหล่อเลยค่ะโฮสต์' เสียงอลิสดังขึ้นในหัวผมอย่างกระดี๊กระด๊าจนผมอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้ รู้ว่าผมอิจฉาหน้าตาหมอนั่นก็ยังจะเอามาจี้ปมผมอีก
'มันไม่ใช่คนหรอกอลิส ไอ้ครามเป็มนุษย์ต่างดาวน่ะ' ผมตอบกลับอลิสด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างอดไม่อยู่
'ดูคะแนนกันดีไหมคะโฮสต์ 75 คะแนนค่ะ' อลิสเอ่ยเปลี่ยนเื่เมื่อเห็นว่าผมอารมณ์ไม่ดี
"หายไปไหนหมดอลิส ผมทำผิดเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ" ผมอดที่จะพูดพึมพำออกเสียงไม่ได้
'สีเสื้อสูทผิดสีหัก 10 คะแนน ไม่กอดนางเอกหัก 10 คะแนน อันนี้ดีหน่อยนะคะที่เหตุผลพอฟังขึ้นและส่งผลดีกับนิยาย ที่จริงค่าความฟินหายต้องหัก 30 เลยนะคะ ส่วนอีกอันหัก 5 คะแนน เพราะนอกบทค่ะ' อลิสรายงานผลคะแนนให้ผมฟัง
หากแต่ดันพูดไม่หมดเหมือนอยากให้ผมสงสัยเล่น ผมก็ไม่ได้เผลอด่าพระเอกออกไปนี่หวา หักอะไรผมอีกล่ะ
'ผมนอกบทอะไร' ผมถามอย่างอดไม่อยู่ ตอนไหนวะ
'ลูบหัวนางเอกค่ะ'